วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Central Queensland University (CQUniversity)

หลังจากที่ฉบับล่าสุด น้าหนวดได้เขียนสรุปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของประกาศต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิก 457, เปลี่ยนแปลงลิสต์อาชีพที่สามารถยื่นขอ PR ได้, และการยื่นขอ Australian Citizenship) ที่น้าค่อม (Malcolm TURNBULL) และอิมมิเกรชั่นได้ประกาศออกมาเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาให้เราได้ขวัญเสียกันเล่นไปสดๆร้อนๆ...สำหรับใครที่อยากอ่านบทความย้อนหลังของน้าหนวดก็สามารถคลิกลิงค์ที่ให้ไว้ได้เลยนะครับ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/ จะมีไล่มาตั้งแต่ฉบับแรกจนถึงฉบับล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เพิ่งประกาศไปในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเลยจร้าาา พอกดขึ้นมาจะเห็นแค่ 3 ฉบับล่าสุดเท่านั้นนะครับ ถ้าอยากอ่านเพิ่มเติมของเก่าเก็บที่เคยเขียนไว้ก็สามารถเลื่อนลงมาข้างล่างจนถึงหัวข้อ "คลังบทความของบล็อก" ได้เลยครับ

หลังจากที่เครียด วิตกกังวลกันมาเป็นเดือนๆ จากเรื่องการเปลี่ยนแปลงวีซ่าที่เกิดขึ้น...วันนี้น้าหนวดก็จะขอเปลี่ยนบรรยากาศให้มันเข้ากับหน้าหนาวในซิดนีย์แบบ ลมพัดเย็นดี ชิวๆ ด้วยการแนะนำสถาบันการศึกษาในออสเตรเลียบ้างดีกว่า จะได้ไม่เครียดกันจนเกินไป แค่ต้องมานั่งเรียน นั่งทำงานงกๆ ส่งเงินกลับไทยก็เก๊กซิมกันจะตายอยู่แล้ว นี่ถ้าต้องมานั่งเครียดเรื่องวีซ่าทุกวี่ทุกวันอีก...นี่ไมเกรนขึ้น เส้นเลือดในสมองแตกตายกันพอดีเนอะ โดยวันนี้จะมาพูดถึงมหาวิทยาลัยมีชื่ออาจจะไม่ได้ดังเหมือนมหาวิทยาลัย GROUP OF EIGHT ของออสเตรเลีย แต่ก็เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.พ. ในบ้านเรา แถมยังมี campus มากกว่า 10 แห่งทั่วประเทศออสเตรเลีย และที่สำคัญราคาไม่แพงมากด้วยครับถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ

เขียนมาขนาดนี้ไม่รู้ว่าน้องๆเพื่อนๆจะพอเดากันได้รึยังว่า น้าหนวดจะเขียนถึงมหาวิทยาลัยไหน...ถูกต้องละคร้าบบบ!! วันนี้เราจะมาพูดถึง Central Queensland University (CQUniversity) นั่นเอง เอาเป็นว่ามหา'ลัยนี้ดีอย่างไร ก็ลองอ่านกันเลยละกันจะได้ไม่เสียเวลา เวลามีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัดครับ
พูดกันแบบสไตล์คนไทยบ้านเรา แบบความคิดของผู้ใหญ่รุ่นพ่อรุ่นแม่...อันดับแรกๆที่เป็นปัจจัยในการเรียนต่อก็คงไม่พ้นของเชื่อเสียงของสถาบัน แบบว่ามหา'ลัยนี้ดีไหม ดังหรือเป็นที่รู้จักที่ไทยรึป่าว เอาเป็นว่าน้าจะไม่พูดอะไรมากให้ภาพเล่าเรื่องแทนละกัน
หลักๆเลยก็คือ เป็นมหาลัยที่ติดอยู่ใน Top 2% จากมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วโลก และยังถูกจัดให้เป็น 1 ในมหาลัยที่ดีที่สุดสำหรับมหาวิทยาลัยที่มีอายุไม่เกิน 50 ปีอีกด้วย นอกจากจะมีชื่อเสียงชั้นยอดและคุณภาพชั้นเยี่ยมแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังมี campus กระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่งในออสเตรเลียถึง 12 แห่งด้วยกัน ได้แก่
· Adelaide
· Melbourne
· Brisbane
· Noosa
· Bundaberg
· Perth
· Cairns
· Rockhampton (North and City)
· Gladstone
· Sydney
· Mackay (Ooralea andCity)
· Townsville

คุณภาพดี ชื่อเสียงได้ สถานที่ให้เรียนก็หลากหลาย แล้วคุณหลวงของบ่าวยังจะต้องการอะไรจากอีช้อยอีกหล่ะเจ้าคะ??555 ว่ากันด้วยเรื่องหลักสูตรของมหาวิทยาลัยก็มีให้เรียนมากมายหลายหลากทั้งสายบริหารการจัดการ สายสุขภาพ วิทยาศาสตร์ วิศวกร ทาง CQUniversity เขาก็จัดให้ได้หมด แม้แต่หลักสูตรเฉพาะทางอย่างพวก Service Industries และ Transport and Safety Sciences ก็มีนะเออ และที่สำคัญหลักสูตรต่างๆที่ว่ามาเนี่ยะได้รับการรับรอง หรือเป็น accredited course จากทางทางหน่วยงานต่างๆอีกด้วย เพราะฉะนั้นน้องๆหนูๆสามารถนำวุฒิที่ได้จากทางสถาบันไปใช้ในการทำ skill assessment สำหรับคนที่ต้องการจะยื่นขอ PR ในสาขาอาชีพต่างๆได้อย่างแน่นวลลล

คราวนี้ก็มาว่ากันที่ค่าสินสอดทองหมั้นสำหรับการเรียนกันบ้าง...เอาจริงๆค่าเทอมของ CQUniversity ก็ถือว่าสมเหตุสมผล ไม่ถูกไม่แพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับมหาลัยชั้นนำอื่นๆในออสเตรเลียที่อยู่ในระดับ Top 2% ของอันดับมหาวิทยาลัยโลกเหมือนกันด้วยแล้ว ก็ถือได้ว่า OK มั่กๆ นอกจากนี้ทางมหาลัยยังมีทุนการศึกษา Vice-Chancellor’s Scholarship ที่ครอบคลุม 20% ของค่าเทอมทั้งหมดให้กับนักเรียนต่างชาติทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทอีกด้วยนะครับ

อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยต่างๆก็คือ "โปรแกรมฝึกงาน หรือ Internships and Placements" ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็สามารถให้ความช่วยเหลือสำหรับน้องๆนักเรียนที่สนใจที่อยากจะได้ประสบการณ์ตรงจากการทำงานในโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อสร้างโอกาส และสร้าง connections เพื่อเป็นการเปิดโอกาสในการทำงานให้กับตัวเองในอนาคตได้อีกด้วยนะ ซึ่งโปรแกรมฝึกงานดังกล่าวเป็นโปรแกรมพิเศษที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นให้กับนักเรียนของสถาบันโดยเฉพาะ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติม และยังนับเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนอีกด้วย เรื่องรองสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เครือข่าย หรือ Connection ของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่า CQUniversity นี่เขาก็ Worldwide มากๆ ไม่ว่าจะเป็น connection กับผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของโลกอย่างประเทศจีน หรือผู้นำทางด้าน IT อย่างอินเดีย รวมถึงประเทศอื่นๆทั่วโลกต่างก็ยอมรับในคุณภาพของ Central Queensland University รวมถึงประเทศไทยของเราเอง CQUiversity ก็ได้รับการยอมรับและการรับรองคุณวุฒิจากสำนักงาน ก.. ตามที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ตอนต้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องห่วงในเรื่องของการไม่เป็นที่ยอมรับต่างๆจากบริษัทผู้ว่าจ้างประเทศไทยอย่างแน่นอนจร้าาา

สุดท้ายละ สำหรับน้องๆที่สนใจอยากมาศึกษาต่อกับทาง CQUniversity ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยก็มีโปรโมชั่นพิเศษสุดสำหรับน้องๆที่มีความประสงค์อยากจะเรียนภาษาอังกฤษกับทางสถาบัน ซึ่งก็จะเหมาะมากๆกับคนที่ต้องการฝึกภาษาจริงๆ หรือเรียนเพื่อเตรียมไว้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย!! คือตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยมีโปรโมชั่นพิเศษสุดสำหรับคอร์สภาษาอังกฤษด้วยสนนราคาเพียง AUD$260/week เท่านั้นสำหรับน้องๆนักเรียนคนไทย เพราะฉะนั้นหากน้องๆเพื่อนๆคนไหนกำลังมองหาหลักสูตรการเรียนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในออสเตรเลีย ก็ลองพิจารณา Central Queensland University (CQUniversity) ว้ในอ้อมใจกันดูนะครับ คุณภาพก็ดี ชื่อเสียงก็ได้ สถานที่เรียนและหลักสูตรก็มีให้เรียนอย่างหลากหลาย ทุนการศึกษาและโปรแกรมการฝึกงานก็มีให้ แถมยังได้การรับรองจาก ก.. ในบ้านเราอีกด้วย

หากน้องๆเพื่อนๆมีอะไรสงสัยเกี่ยวกับ Central Queensland University ก็สามารถเข้าไปที่เวบไซต์ของมหาวิทยาลัยโดยตรงด้วยตัวเองได้ที่ https://www.cqu.edu.au/ หรือถ้าอยากจะสอบถามเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียน และวีซ่าต่างๆในประเทศออสเตรเลีย ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของ CP Sydney office ได้ที่ Facebook Page: www.facebook.com/cpsyd หรือจะโทรมาที่ (+61) 2 9267 8522 ก็ได้นะครับ

ทิ้งท้ายสุดๆสำหรับฉบับนี้ด้วยแง่คิดส่วนตัวของน้าหนวดหน่อยละกัน คือ เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของวีซ่ามันอาจจะกระทบกับหลายๆคนที่ตั้งความหวังไว้กับการทำ PR แต่อยากให้มองว่า PR ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ลองตั้งสติเหมือนที่เมนเทอร์มาช่าบอก และมองรอบตัวดีๆ เราอาจจะเห็นว่ายังมีอะไรสำคัญกว่านั้นเยอะ และมันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ตอนนี้เราอยู่ในบ้านเมืองของเขาก็ต้องว่าไปตามกฎหมายหรือข้อบังคับที่เขาวางไว้  อยากได้อยากมีก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป นะฮ๊าฟฟฟ แต่ละคนมีเป้าหมายชีวิตไม่เหมือนกัน สู้ต่อไปครับทุกคน ยังไงก็เป็นกำลังใจให้...
#น้าหนวด

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อน้าค่อม (Malcolm TURNBULL) เขาอยากจะเปลี่ยนแปลง..เดือนเมษายนก็เลยไม่หรรษาอย่างที่ควรจะเป็น

คอลัมน์ Visa Talk by CPSydney ของน้าหนวด ฉบับเดือนเมษายนมาแล้วจร้าาา!! ขอโทษด้วยจริงๆที่ฉบับมาช้าไปหน่อย เล่นมาเอาวันสุดท้ายของเดือนเลย แต่ยังไงก็หวังว่าจะไม่ช้าเกินไปนะจ๊ะ

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า จากที่สิ้นเดือนที่แล้ววีซ่านักเรียนก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยที่ Country risk rating ของประเทศไทยของเราได้ตกลงไปอยู่อันดับ 3 เรียบร้อยโรงเรียนอิมฯ ตามที่ได้ทราบกันไปก่อนหน้านี้ พอข้ามมาเดือนเมษายนได้ไม่ทันไร รัฐบาลน้าค่อม (Malcolm TURNBULL) และชาวคณะ รวมถึงอิมมิเกรชั่นของเราก็ได้แสดงอภินิหารออกมาอีกครั้ง ด้วยการประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกี่ยวกับวีซ่า 457, ขั้นตอนการยื่น PR ผ่านทาง ENS และ RSMS, และการขอ Australian Citizenship ให้เราได้แตกตื่นกันเล่น จนทำให้ข่าวที่เกาหลีเหนือจะยิงนิวเคลียร์ใส่ออสเตรเลียนี่ตกกระแสสำหรับเราไปเลยเดียว อย่างที่บอกว่าฉบับนี้อาจจะช้าไปหน่อย แต่ยังไงวันนี้น้าหนวดก็จะมาสรุปให้อ่านกันอีกครั้ง ถึงการกระทำอันอุกอาจของน้าค่อม และชาวคณะที่ไม่ได้เกรงใจคนไทยอย่างเราๆกันบ้างเลย โดยสรุปในวันนี้จะอิงกับประกาศ Fact Sheet ต่างๆ และเอกสารที่ออกมาจากทางอิมฯเท่านั้น น้าหนวดจะยังไม่ขออาจหาญแสดงแสนยานุภาพออกความเห็นใดๆเพิ่มเติม ณ จุดๆนี้นะครับ เพราะถึงแม้ว่ายังจะมีหลายจุดที่ยังค่อนข้างคลุมเครือ แต่ก็ขอเออออห่อหมกไปกับทางรัฐบาลไปก่อน เผื่อเขาจะเอ็นดูและเห็นใจในความตะมุตะมิของเรานะครับ

แจ้งเพิ่มเติมนิดนึง สำหรับคนที่พลาดการอ่านบทความเกี่ยวกับการตกลงไปเป็น Country risk rating อันดับ 3 ของประเทศไทย ก็สามารถหาอ่านย้อนหลังได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/2017/03/ssvf-immigration-risk-rating-review.html ได้เลยนะครับ

เอาละนะ เริ่มเลยละกัน!!!


บ่ายอ่อนๆของวันอังคารที่ 18 เมษายน 2017 อันสดใส ทันใดโลกของคนต่างชาติในออสเตรเลียก็พลันมืดลงในบัดดล เมื่อมีประกาศออกมาจากน้าค่อมคนดีผ่านทาง immigration website ว่าจะยกเลิกวีซ่า 457 แล้วแทนที่ด้วย TEMPORARY SKILL SHORTAGE (TSS) โดยได้บอกประมาณว่าจะค่อยๆมีการเปลี่ยนแปลงทีละนิด แต่ก็ไม่วายทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลูกเบ้อเริ่มด้วยการทิ้งท้ายว่าจะอัพเดทลิสต์อาชีพพร้อมชื่อเรียกใหม่ในวันพุธที่ 19 เมษายน 2017 ให้คนได้ติดตามกันเล่นๆ

ในที่สุดลิสต์อาชีพพร้อมชื่อเรียกตัวใหม่ก็ได้ปรากฎสู่สาธารณชนในวันถัดมา พอเห็นลิสต์เท่านั้นแหล่ะ อลหม่านบ้านทรายทองให้สตรองต่อไปคงไม่ไหว เพราะเล่นประกาศออกมาอย่างเดียวไม่พอ น้าค่อมดันบอกว่า “ลิสต์นี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันพุธที่ 19 เมษายน 2017 เป็นต้นไป” พร้อมแนบ Fact Sheet ตามออกมาด้วยอีก 2 อัน ตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลยครับ

FACT SHEET 1 สำหรับคนที่กำลังจะยื่นวีซ่า 457 และคนที่ยื่นไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ผลของวีซ่า สำหรับคนที่ถือวีซ่า 457 อยู่แล้วจะไม่มีผลกระทบอะไรจาก Fact Sheet ตัวนี้

  1. การเปลี่ยนแปลงในเดือนเมษายน (ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2017)
    • ลิสต์อาชีพสำหรับการทำวีซ่า 457 ถูกตัดออกไปทั้งหมด 216 อาชีพ
    • Consolidated Sponsored Occupation List (CSOL) หรือที่รู้จักกันว่าเป็นลิสต์อาชีพสำหรับการทำ 457 จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Short-term Skilled Occupations List (STSOL) และจะมีการ review และ update ทุกๆ เดือน
    • Skilled Occupations List (SOL) หรือที่รู้จักกันว่าเป็นลิสต์อาชีพที่สามารถยื่นขอ PR ได้ด้วยตัวเอง จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Medium and Long-term Strategic Skills List (MLTSSL)
    • ระยะเวลาของวีซ่า 457 ที่จะได้หลังจากวันที่ 19 เมษายน 2017 สำหรับอาชีพในลิสต์ STSOL จะได้วีซ่าแค่เพียง ปี ในขณะที่ MLTSSL จะได้วีซ่าสูงสุด ปี
  2. การเปลี่ยนแปลงในเดือนกรกฎาคม 201(ตั้งแต่วันที่ กรกฎาคม 2017)
    • ลิสต์อาชีพทั้ง STSOL และ MLTSSL จะถูก review เป็นครั้งแรก
    • ยกเลิก English Requirement Exemption สำหรับคนที่ได้ค่าแรงตั้งแต่ AUD$96,400/ปี
    • Training benchmarks สำหรับนายจ้างอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากวันที่ กรกฎาคม 2017
    • ต้องมีเอกสารพวก Penal Clearance หรือ Police Check
  3. การเปลี่ยนแปลงในเดือนธันวาคม 2017 (ภายในเดือนธันวาคม 2017 ก่อนวันที่ 31)
    • คนที่ถือวีซ่า 457 จะต้องแจ้ง Tax File Number (TFN) ให้กับทางอิมมิเกรชั่น (DIBP)  แล้วจะมีการลิงค์ข้อมูลกับ Australian Tax Office (ATO) เพื่อดูว่าลูกจ้างได้รับค่าแรงตรงกับที่แจ้งไว้ในขั้น nomination ของการทำ 457 หรือเปล่า
    • DIBP จะมีการประกาศชื่อบริษัทที่ไม่ผ่านเงื่อนไขข้อบังคับต่างๆภายใต้ Migration Regulation 1994 และกฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  4. การเปลี่ยนแปลงในเดือนมีนาคม 2018 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 (น่าจะเป็นวันที่ 18 ตามประกาศจาก website ของอิมมิเกรชั่น) จะไม่มีวีซ่า 457 อีกต่อไป จะใช้ชื่อเรียกใหม่ว่า “TSS Visa” ซึ่งก็จะประกอบด้วยตัว Short-Term stream ได้วีซ่า 2 ปี และ Medium-Term Stream ได้วีซ่า 4 ปี
    • เงื่อนไขของ Short-Term Stream Visa
      • สามารถต่อวีซ่าตัวนี้ได้อีกเพียงแค่ “ครั้งเดียว” เท่านั้น ในขณะที่ยังอยู่ในออสเตรเลีย
      • ต้องเป็นอาชีพในลิสต์ STSOL และเพิ่มเติมพวกอาชีพที่อยู่ในกลุ่มของ regional area
      • English language requirement ต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษ IELTS 5.0 โดยที่แต่ละ band จะต้องไม่ต่ำกว่า 4.5 หรือเทียบเท่า
      • Genuine Temporary Entrant requirement (GTE) คืออารมณ์เหมือนเอกสารที่พิสูจน์ว่าเรามีความจำเป็นต่อองค์กร และทำงานในตำแหน่งนั้นจริงๆอะไรทำนองนี้
    • เงื่อนไขของ Medium-Term Stream Visa
      • สามารถต่อวีซ่าได้ขณะที่ยังอยู่ในประเทศออสเตรเลีย และสามารถยื่นขอ PR ได้ในอนาคตหลังจากที่ถือวีซ่าตัวนี้เป็นเวลา ปี
      • ต้องเป็นอาชีพในลิสต์ MLTSSL และเพิ่มเติมพวกอาชีพที่อยู่ในกลุ่มของ regional area
      • English language requirement ต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษ IELTS ไม่ต่ำกว่า 5.0 ทุก band หรือเทียบเท่า
    • เงื่อนไขของทั้ง Short-Term Stream Visa และ Medium-Term Stream Visa
      • Work Experience ต้องมีประสบการณ์ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 2 ปี
      • Labour Market Testing (LMT) คือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีการโฆษณาหาพนักงานที่เป็นคนออสเตรเลียเข้ามาทำงานแล้วจริงๆ แต่ไม่สามารถหาได้เลยต้องสปอนเซอร์คนต่างชาติแทน
      • Minimum market salary rate นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงออสเตรเลียขั้นต่ำตามที่หน่วยงานของรัฐฯกำหนดไว้ที่ AUD$53,900/ปี (ประกาศตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2016)
      • ต้องมีเอกสารพวก Penal Clearance หรือ Police Check
      • Workforce และ Training requirement (อันนี้สำหรับนายจ้าง) คือตัวนายจ้างต้องมีประวัติโปร่งใส และมีการจ่ายค่า training ให้กับ Australian workers
Source: https://www.border.gov.au/WorkinginAustralia/Documents/abolition-replacement-457.pdf

FACT SHEET 2 สำหรับคนที่จะยื่น ENS Visa (subclass 186) และ RSMS Visa (subclass 187)

  1. การเปลี่ยนแปลงในเดือนเมษายน 2017 (ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2017) อันนี้ไม่มีอะไรมากค่ะ เหมือนตัว Fact Sheet 1 เลย ก็คือ ระบุพวกอาชีพที่ถูกตัดออก เปลี่ยนชื่อเรียก และจะมีการ review และ update ทุกๆ 6 เดือน
  2. การเปลี่ยนแปลงในเดือนกรกฎาคม 2017 (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2017) เหมือนเดิมค่ะในเรื่องของการ review สำหรับลิสต์อาชีพทั้ง STSOL และ MLTSSL แล้วก็จะมีเพิ่มเติมในเรื่องของผลสอบภาษาอังกฤษ และอายุอีกนิดหน่อย
    • English language requirement ต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษ IELTS ไม่ต่ำกว่า 6.0 ทุก band หรือเทียบเท่า
    • Age อายุสูงสุดสำหรับคนที่จะยื่นแบบ Direct Entry stream จะต้องไม่เกิน 45 ปี แต่สำหรับการยื่นแบบ Temporary Residence Transition stream ยังสามารถมีอายุไม่เกิน 50 ปี ณ วันที่สมัครได้ตามเดิม
  3. การเปลี่ยนแปลงในเดือนธันวาคม 2017 (ภายในเดือนธันวาคม 2017 ก่อนวันที่ 31อันนี้ก็เหมือน Fact Sheet 1 เป๊ะๆเลยค่ะ ในเรื่องของ TFN กับ ATO และการประกาศชื่อบริษัทที่ไม่โปร่งใส
  4. การเปลี่ยนแปลงในเดือนมีนาคม 2018 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 (น่าจะเป็นวันที่ 18 ตามประกาศจาก website ของอิมมิเกรชั่น)
    • For the ENS and RSMS visa คือ ต้องเป็นอาชีพในลิสต์ MLTSSL และเพิ่มเติมพวกอาชีพที่อยู่ในกลุ่มของ regional area สำหรับการทำ RSMS (เพราะฉะนั้น ณ ตอนนี้จากประกาศนะคะ อาจจะแปลได้ว่า เราจะยื่น PR ได้ก็ต่อเมื่อเป็นอาชีพที่อยู่ในลิสต์ MLTSSLเท่านั้น แต่ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม จัสตินจะมาอัพเดทเพิ่มให้ฟังในภายหลังค่ะ)
    • Minimum market salary rate นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงออสเตรเลียขั้นต่ำตามที่หน่วยงานของรัฐฯกำหนดไว้ที่ AUD$53,900/ปี (ประกาศตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2016) สำหรับอาชีพทั้ง 2 ลิสต์
    • Residency ต้องทำงานกับนายจ้างเดิม ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลาอย่างน้าย 3 ปี จากที่เมื่อก่อนทำแค่ 2 ปี
    • Work Experience ต้องมีประสบการณ์ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยเป็นเวลา 3 ปี
    • Age ผู้สมัครต้องมีอายุไม่เกิน 45 ปี ณ วันที่สมัคร
    • Training requirement (อันนี้สำหรับนายจ้าง) คือนายจ้างต้องจ่ายค่า training ให้กับ Australian workers
Source: https://www.border.gov.au/WorkinginAustralia/Documents/reforms-australia-permanent-employer-sponsored-migration-programme.pdf

เรื่องราวก็เหมือนจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่ แต่ แต่ ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก กันอย่างต่อเนื่อง เพราะวันรุ่งขึ้นน้าค่อมและอิมฯก็ยังแสดงความดาร์คออกมาอีก ด้วยการประกาศร่างการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนเงื่อนไขในการทำ Australian Citizenship ให้มันยากขึ้นไปอี๊กกก ให้หลายๆคนได้อ้าปากค้างให้แมลงวันบินเข้าไปตอมอุจจาระในปากกันเป็นว่าเล่น เพราะไม่เพียงแค่ออกมาประกาศเท่านั้นนะสิ แต่ดั๊นนนบอกว่าให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ประกาศ (20 เมษายน 2017) อีกด้วย ถึงแม้จะบอกว่ายังไม่ผ่านสภาที่จะนำร่างนี้เข้าไปเสนอในช่วงสิ้นปี 2017 ก็ตามที

พอเขียนมาถึงตรงนี้ก็เริ่มงงกันแล้วใช่ไหมครับว่า "ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ทันที หรือว่าต้องรอถึงสิ้นปี กันแน่??" เดี๋ยวลองอ่านคำอธิบายตรงนี้ดู น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง คือ ไอ้ประกาศตัวนี้เนี่ยะเหมือนเป็นประกาศออกมาเพื่อโยนหินถามทางก่อน เพราะรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประกาศตัวนี้ โดยเราสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นของเราได้ที่ citizenship.submissions@border.gov.au ตั้งแต่วันที่ประกาศจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2017 หลังจากนั้นรัฐบาลจะนำมาพิจารณา และเสนอต่อรัฐสภาอีกครั้งในช่วงสิ้นปี ถ้าไม่ผ่านมติรัฐสภาก็รอด ใช้กฎเดิมสบายตัวกันไป แต่ถ้าผ่านก็จะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ประกาศตามที่แจ้งไป เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่เห็นด้วยยังไงก็สามารถไปแสดงความคิดเห็นของตัวเองแล้วส่งไปยังอีเมลล์ที่บอกได้เลยครับ แต่กรุณาใจเย็นๆค่อยๆแสดงความคิดเห็นกันนะ อย่าใช้อารมณ์ใส่เขา พยายามคิดไว้ว่ามันต้องมีคนเห็นด้วยเขาถึงออกร่างการเปลี่ยนแปลงนี้มา ถ้าอยากจะได้ citizen จริงๆก็ทำตัวเหมือนหน้ากากทุเรียนไปก่อน เผื่อเขาจะเห็นใจในความตะมุตะมิละกัน แต่ถ้าสุดท้ายมันไม่ได้จริงๆก็ค่อยไปถล่มเขากันทีหลัง555 (อันนี้ไม่เอานะครับ น้าล้อเล่น) คราวนี้ก็มาดูเรื่องข้อประกาศที่ออกมาทั้งหมด 6 ข้อกันบ้างดีกว่า
  1. Increasing the general residence requirement คือ จะยื่น Australian Citizenship ได้ก็ต่อเมื่อถือ permanent residence (PR) เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ปี
  2. Introducing an English language test ต้องมีผลภาษาครบทั้ง 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ในระดับ competent หรือแปลง่ายๆ คือ เทียบเท่า IELTS 6.0 ทุก band
  3. Strengthening the Australian Values Statement อันนี้อารมณ์เหมือนประมาณว่าต้องแสดงความจงรักภักดี หรือทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมออสเตรเลีย อะไรประมาณนี้
  4. Strengthening the test for Australian citizenship อันนี้ก็เป็นข้อสอบที่ต้องสอบกันเหมือนเดิมนี่แหล่ะค่ะ ที่เพิ่มเติมคือความยากเท่านั้นเอง แล้วก็ถ้าสอบไม่ผ่าน 3 ครั้งจะต้องรอไปอีก 2 ปี ถึงจะมีสิทธิ์สอบ หรือขอ Australian Citizenship ได้ใหม่
  5. Introducing a requirement for applicants to demonstrate their integration into the Australian community แสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในสังคมออสเตรเลีย รวมถึงการมีความประพฤติที่ดี มีประวัติที่ขาวสะอาดหมดจด ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องการละเมิดกฏจราจร ฯลฯ
  6. Strengthening the Pledge of commitment อันนี้ที่เข้าใจก็ไม่น่าจะมีอะไรมากสำหรับตัว Pledge of commitment ก็คืออารมณ์เซ็นเอกสารว่าจะจงรักภักดีตอนที่ได้รับ Citizenship Certificate
Source: https://www.border.gov.au/ReportsandPublications/Documents/discussion-papers/citizenship-paper.pdf

นี่ก็เป็นประกาศทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนเป็นเผือกร้อน ประเด็นร้าวที่น้าค่อมและชาวคณะได้ฝากรอยแผลเอาไว้ส่งท้ายเดือนเมษายนที่ผ่านมานะครับ ยังไงถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกน้าหนวดและทีมงาน CP Sydney office ก็จะมาแจ้งให้ทราบกันอีกนะครับ เพราะอย่าลืมว่าทุกๆวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี อิมฯจะมีการออกมาประกาศข้อเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกี่ยวกับวีซ่าออสเตรเลียอีกครั้ง อันนี้ไม่ได้พูดให้ความหวังอะไรกันนะ อย่าเข้าใจน้าผิด

สุดท้ายนี้ น้าหนวดก็ขออนุญาตโปรโมทงานสัมมนา “ฟรี” ที่ทาง CP Sydney office จะจัดขึ้นในอนาคตอันใกล้ที่จะถึงนี้หน่อยละกัน
งานแรก Family Visa Seminar ที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งในส่วนของ Partner Visa, Child Visa, และ Parent Visa โดยจะแบ่งออกเป็น 2 วันด้วยกัน (ให้เลือกมาได้วันใดวันหนึ่งตามอัธยาศัย) ระหว่างวันพุธที่ 24 หรือวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ตั้งแต่เวลา 13.30-15.00 . ส่วนสถานที่ก็คงไม่พ้นที่ออฟฟิศ หรือห้องสัมมนาภายในตึกของออฟฟิศนี่แหล่ะจร้าาา

งานที่ 2 Skilled Migration Seminar ที่เราจัดกันเป็นประจำทุกปีหลังประกาศการเปลี่ยนแปลงวีซ่าในวันที่ 1 กรกฎาคมจากทางอิมมิเกรชั่นตามที่ได้บอกไป โดยปีนี้เราจะจัดงานสัมมนาในวันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2017 ตั้งแต่เวลา  13.00-15.30 . ส่วนสถานที่ก็คงจะเป็นห้องสัมมนาภายในตึกของออฟฟิศเช่นเคย...หากใครสนใจงานสัมมนาฟรีแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น Family Visa Seminar หรือ Skilled Migration Seminar ก็สามารถโทรเข้ามาสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้ที่เบอร์โทร +61 2 9267 8522  หรือถ้าเป็นสาย social ก็สามารถส่งข้อความมาทาง CP Sydney Facebook Page ได้ที่ https://www.facebook.com/cpsyd/ เพื่อสำรองที่นั่งก็ได้นะจ๊ะ
สำหรับฉบับนี้ น้าหนวดขอลาไปก่อน หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ..รู้ว่าหัวข้อมันเครียด เลยพยายามเติมอะไรเพื่อเพิ่มเสียงหัวเราะให้ผู้อ่านได้คลายเครียดลงมาหน่อย ไม่โกรธกันนะจ๊ะ 😜
#น้าหนวด
#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

SSVF ตัวเดิม เพิ่มเติมคือ Immigration Risk Rating REVIEW พ่วงด้วยข่าวลือเกี่ยวกับวีซ่า RSMS ที่ Perth!!!


สวัสดีครับ น้าหนวด กลับมาแล้ว!! รอบนี้กลับมาเร็วหน่อยนะครับ จากที่ปกติจะเขียนบทความออนไลน์แค่เดือนละฉบับ แต่นี่ก็ต้องมาเขียนส่งท้ายสิ้นเดือนมีนาคม 2017 จนได้!! ก็เป็นเรื่องแล้วนะครับสำหรับเพื่อนๆนักเรียนคนไทย ในที่สุดทางอิมมิเกรชั่นก็ได้ออกมา Immigration Risk Rating ตัวใหม่ออกมาแล้วนะครับ ซึ่งก็เป็นไปตามโผที่เราได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่สถาบันต่างๆ คือ  COUNTRY RISK RATING ตัวใหม่ของนักเรียนไทยได้ถูกปรับลงไปเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด (LEVEL 3) และมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันนี้จากการเช็คจากหน้าเวบของอิมมิเกรชั่นในช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนาจาาา ก่อนอื่นน้าหนวดต้องขอออกตัวก่อนนิดนึงว่า ด้วยความที่หัวข้อในวันนี้อาจจะมีความตึงเครียดและจริงจังพอสมควร แต่น้าหนวดไม่ได้ต้องการให้มันออกมาโทนที่มีความตึงอะไรเบอร์นั้น น้าหนวดก็อาจจะใช้ภาษาเบาๆ เติมความตลกเข้าไปเล็กน้อย ถ้าผิดพลาดอะไรไปก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ^^

จากที่ก่อนหน้านี้ทางเพจของ CP Sydney ได้แชร์ประกาศที่ได้รับโดยตรงมาจากอิมฯในวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ที่แจ้งให้สถาบันและเอเจนท์ที่มี Registered Migration Agent ที่ลงทะเบียนขึ้นตรงกับอิมฯได้ทราบว่า เขาจะแจ้งตัว Immigration Risk Rating ตัวใหม่ออกมาในวันที่ 31 มีนาคม 2017 ผ่านทาง https://www.border.gov.au/Trav/Visa-1/500- (สามารถคลิกอ่านรายละเอียดของประกาศจากอิมฯตามลิงค์นี้ได้เลยนะจ๊ะ https://www.facebook.com/cpsyd/photos/a.397281047009877.90612.397245567013425/1438660609538577/?type=3&theater) ในที่สุดวันนี้เราก็ได้ทราบผลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ก็เป็นไปตามที่เขียนไว้ในอักษรสีแดงพร้อมไฮไลท์ดำด้านบนเลย คือ เราโดนปรับลงไปให้อยู่ในกลุ่ม Level 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้วจริงๆ โดยจะมีผลเริ่มใช้ทันทีตั้งแต่วันนี้เลยด้วย ก็เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดกันว่าจะมีผลกระทบยังไงกับนักเรียนไทยกันบ้าง แล้วก็ปิดท้ายด้วยข่าวลือช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเกี่ยวกับวีซ่า RSMS ที่ Perth จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปว่า ไม่สามารถยื่นวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ (subclass 457) ได้อีกต่อไป เดี๋ยวเรามาลองอ่านกันเลยละกันนะครับ คุณผู้โช้มมม

ก็คือ นับตั้งแต่วันนี้ (31 มีนาคม 2017) นักเรียนไทยจะต้องแนบ เอกสารการเงิน และผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ เข้าไปเป็นเอกสารประกอบการขอวีซ่านักเรียนในทุกกรณี นอกจากว่าเราจะลงเรียนในสถาบันที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงน้อย (Level 1) หรือจนกว่าประกาศตัวใหม่จะออกมา ซึ่งก็ต้องรอหลังจากเดือนกันยายนเป็นต้นไปนู้นนนเลยทีเดียว ซึ่งจากผลการประเมินรอบใหม่ดังกล่าว ทำให้นักเรียนถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Regular: R มีผลให้เราต้องแนบเอกสารการเงิน และผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษเข้าไปในการยื่นขอวีซ่านักเรียนตั้งแต่แรก...

ทำไมน้าหนวดถึงใช้คำว่า “ต้องแนบเอกสารทั้ง 2 ตัวเข้าไปตั้งแต่แรก” ก็เพราะว่า ถ้าเราไม่ได้แนบเอกสารทั้ง 2 เข้าไปตั้งแต่แรก visa application ของเราจะถูกพิจารณาเป็น ใบสมัครที่ไม่สมบูรณ์ (Incomplete application) และมีผลทำให้อิมฯสามารถปฏิเสธวีซ่าของเราได้ทันที โดยไม่ต้องทำการขอเอกสารหรือทำการสัมภาษณ์เพิ่มเติมแต่อย่างใดครับ เพราะเขาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า visa application ทุกใบจะต้อง complete เขาถึงจะพิจารณาวีซ่าให้ ส่วนเรื่องว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็อีกเรื่องหนึ่งนะจ๊ะ อันนี้ก็ต้องแฮฟสติในการอ่านกันนิดนึง ตามที่เมนเทอร์มาช่าได้กล่าวไว้นะครับ

ในเมื่อรู้แล้วว่าข้อเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมีอะไรบ้าง คราวนี้เราก็มาดูในรายละเอียดของเอกสารการเงิน และผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษกันต่อเลยดีกว่าว่า ต้องเป็นเอกสารแบบไหน และมีข้อยกเว้นอะไรบ้าง...เริ่มกันที่ “ผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ” กันก่อนเลยละกัน ตั้งแต่ SSVF มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2016 ทางอิมฯก็ได้ออกมาระบุว่า ในกรณีที่นักเรียนต้องแสดงผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ เราควรจะได้ผลสอบขั้นต่ำที่ IELTS 4.5 หรือเทียบเท่า ซึ่งระดับคะแนนนี้ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลีย และอิมฯ ที่คิดว่าเป็นผลขั้นต่ำที่เพียงพอสำหรับ overseas student ในระดับเบื้องต้นสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เดี๋ยวลองมาดูรายละเอียดของผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษโดยละเอียดจากทาง IMMI ตามรูปด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ
แต่ทว่าอิมฯก็ยังมีความ "ตะมุตะมิ" ใจดีออกข้อยกเว้นเงื่อนไขที่ไม่ต้องโชว์ผลสอบ IELTS หรือผลสอบตัวอื่นที่เทียบเท่ามาไว้ด้วยเหมือนกัน ดังนี้
  • you are enrolled in full-time school studies as a principal course including in a secondary exchange programme, a postgraduate research course, a standalone English Language Intensive Course for Overseas Students (ELICOS), and Foreign Affairs or Defence sponsored students
  • you have completed at least five years’ study in one or more of the following countries: Australia, UK, USA, Canada, New Zealand, South Africa, or the Republic of Ireland
  • you are a citizen and hold a passport from UK, USA, Canada, NZ or Republic of Ireland
  • in the two years before applying for the student visa, you completed, in Australia and in the English language, either the Senior Secondary Certificate of Education or a substantial component of a course leading to a qualification from the Australian Qualifications Framework at the Certificate IV or higher level, while you held a student visa.
จากเงื่อนไขทั้ง 4 ข้างบนก็สามารถสรุปได้ดังนี้นะครับ คือ 
  • ลงเรียนมาในหลักสูตรจำพวก นักเรียนแลกเปลี่ยนในระดับชั้นมัธยมศึกษา, หลักสูตรปริญญาโทแบบ research, หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบเพียวๆ, และนักเรียนทุน
  • มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า “เราสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีจากประเทศต่างๆ ได้แก่ Australia, Canada, New Zealand, Republic of South Africa, Republic of Ireland, United Kingdom and/or United States of America
  • ถือสัญชาติและพาสปอร์ตของ UK, USA, Canada, New Zealand,  หรือ Republic of Ireland
  • มีหลักฐานการศึกษาที่พิสูจน์ได้ว่า “เราสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ Certificate IV ภายในเวลา 2 ปีก่อนที่จะยื่นวีซ่านักเรียน”
ข้ามมาที่เรื่องเงินๆทองๆ หรือเอกสารการเงิน (Financial Document) กันบ้าง ซึ่งก็อาจจะนับได้ว่าเป็นระดับชาติอย่างหนึ่งของน้องๆหนูๆหลายๆคน ซึ่งในจุดๆนี้น้าหนวดก็ขอออกตัวล้อฟรีเตือนน้องๆหนูๆกันก่อนเลยว่า อย่าใช้เอกสารปลอม หรือการตกแต่งบัญชีเลย ตอนยื่นไปก็กังวลว่าจะโดนจับได้ไหม จับไม่ได้ก็ดีไป รอดดด แต่ถ้าโดนจับได้นี่เฟวเลยนะยูว์ เพราะจะติดบัญชีดำ โดนแบน 3 ปี เสียโอกาสไปเลยนะครับ ตัวอย่างน้องลูกค้าที่เอเจนท์ตกแต่งบัญชีให้โดยไม่ได้บอกผลเสียที่อาจจะตามมาจนโดนแบน 3 ปี เราก็เคยเห็นมากับตาแล้ว มันได้คุ้มเสียรึป่าว?? ก็ลองถามใจเธอดู โดยปกติเอกสารการเงินจะมีทั้งหมด 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่
  1. หลักฐานทางการเงินที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนของการเดินทางมายังประเทศออสเตรเลีย, ค่ากินอยู่ในออสเตรเลียระยะเวลา 12 เดือน, และค่าเรียนสำหรับ 12 เดือนแรก สำหรับนักเรียนและผู้ติดตาม (ถ้ามี) อันนี้อิมฯเขาไม่ได้หมายถึงว่าต้องเป็น bank statement ย้อนหลัง 12 เดือนนะครับ โดยปกติที่เราใช้กันก็คือ bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน เพราะฉะนั้นน้าหนวดเข้าใจว่าน่าจะใช้ bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน ได้ตามปกติครับ
  2. หลักฐานรายได้ต่อปีของสปอนเซอร์ โดยสปอนเซอร์จะต้องมีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า AUD$60,000 สำหรับการสปอนเซอร์นักเรียน คน หรือต้องมีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า AUD$70,000 สำหรับการสปอนเซอร์นักเรียนและคนติดตามอีก คน
  3. ใบตอบรับการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในระดับมัธยมศึกษา (Acceptance Advice of Secondary Exchange Student: AASES)
  4. จดหมายรับรองจากทาง Department of Foreign Affairs and Trade, or Department of Defence อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นเอกสารของพวกนักเรียนที่ได้ทุนต่างๆจากทางรัฐบาลออสเตรเลีย
ด้วยความที่เอกสารการเงิน ในข้อแรก ดูมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นน้าหนวดก็จะมีตัวอย่างการคำนวณมาให้น้องๆหนูๆได้ดูเพื่อเพิ่มความเข้าใจให้เห็นภาพกันมากขึ้นด้วยนะครับ 
ค่าใช้จ่าย ค่ากินอยู่ในออสเตรเลียระยะเวลา 12 เดือน
$19,830.00
ค่าเรียนสำหรับ 12 เดือนแรก
$6,000.00
ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางมายังประเทศออสเตรเลีย
$2,000.00
รวม
$27,830.00

อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างการคำนวณขั้นต่ำสำหรับคนที่ลงเรียนภาษามาในระยะเวลาไม่เกิน 24 สัปดาห์ และทำแพคเกจมากับหลักสูตรวิชาชีพที่ค่าเทอมตกเทอมละ AUD$1,500 เท่านั้นนะครับ
โดยเลขตัวอย่างทั้งหมดนี่ก็เป็นตัวเลขที่กำหนดมาจากอิมฯทั้งนั้นเลยนะจ๊ะ ไม่มีการมโนขึ้นมาเองแต่อย่างใดเลยนะซิฮิ (น้องๆหนูๆสามารถดูตัวเลขที่อิมฯกำหนดมาได้จากแหล่งที่มาข้างล่างได้เลยนะครับ)
หลังจากนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประกาศตัวใหม่นี่คงมีผลกระทบโดยรวมกับน้องๆคนไทยทั้งหมด แต่ถ้าคิดกันดีๆจากความตะมุตะมิของอิมฯที่มีข้อยกเว้นในส่วนของ ผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ ให้ ก็จะเห็นได้ว่ามันอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบเกี่ยวกับการเตรียมเอกสารของน้องๆคนไทยที่อยู่ในออสเตรเลียมาสักระยะซักเท่าไหร่ เพราะหลายๆคนอาจจะยังสามารถหาเอกสารยกเว้นดังกล่าวมาใช้แทนผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษได้ แต่การเป็น LEVEL 3 ของบ้านเราเนี่ยะ แน่นอนว่า อิมฯจะเพ่งเล็งเอกสารของเรามากขึ้น และอาจจะมีผลให้วีซ่านักเรียนสำหรับนักเรียนไทยมีความยากมากขึ้นด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ ผลกระทบแฝงที่ตามมาสำหรับน้องๆนักเรียนที่ต้องทำเรื่องมาจากที่ไทยอีกอย่างก็คือ หลายๆสถาบันก็จะมีนโยบายที่ว่าไม่รับนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มของ LEVEL 3 ที่ทำเรื่องมาจากประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้นการหาสถาบันให้กับน้องๆที่มาจากไทยโดยตรงก็อาจจะมีความยากขึ้นไปอีกนิสนึง

สุดท้าย ตามที่เกริ่นไว้ตั้งแต่เริ่มว่า อีกกรณีหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนไทยไม่ต้องแนบเอกสารบังคับทั้ง 2 ตัวก็คือ เราต้องไปลงเรียนในสถาบันที่อยู่ในกลุ่มของ LEVEL 1 เพื่อที่จะได้ทำให้เราถูกพิจารณาวีซ่าในกลุ่มของ Streamlined: S แทนที่จะเป็นแบบ Regular: R ซึ่งตรงนี้น้าหนวดได้แนบตารางเปรียบเทียบ Immigration Risk Rating มาให้ไว้ในด้านล่างด้วย ทุกคนจะได้เห็นภาพและเข้าใจการแบ่งประเภทของ Immigration Risk Rating มากขึ้น หรือว่าจะลองย้อนกลับไปอ่านบทความตัวเต็มเกี่ยวกับ SSVF ที่เคยเขียนไว้ตั้งแต่มีการประกาศเริ่มใช้ตามลิงค์ที่แปะไว้ให้ก็ได้นะครับ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/2016/08/visa-talk-by-cp-sydney.html

หมดเรื่องเครียดๆของวีซ่านักเรียนคราวนี้ก็นั่งเรือข้ามฟากมาที่ข่าวเกี่ยวกับวีซ่า Regional Sponsored Migration Scheme: RSMS ของ Perth กันบ้างละกัน เพราะมีหลายคนเข้าใจผิด แล้วไปเต้าข่าวกันว่า Temporary Work Skilled Visa (subclass 457) ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว!! แฮฟ สติ กันหน่อยนะคะทู๊กกก โค้นนน อย่าให้เมนเทอร์มาช่าต้องพูดบ่อย555
เข้าประเด็นกันเลยนะ รัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้ประกาศยกเลิก Temporary Work Skilled Visa (subclass 457) แต่อย่างใดค่ะ ที่เป็นข่าวออกมาป็นแค่ตัววีซ่า RSMS สำหรับคนที่ต้องการสปอนเซอร์จากพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น และเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมาโดย Australian Labor Party ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งใน Western Australia ที่มีนโยบายใหม่ว่า

New applications for the Perth region remain suspended. Further information will be posted on the migration portal as it becomes available. All applications received before suspension of the program on 13 March 2017 will be processed according to the RSMS guidelines in place at the time of application, including for the Perth region.
(สามารถคลิกลิงค์นี้เพื่อดูประกาศจากหน้าเวบของหน่วยงานรัฐใน Western Australia กันได้นะจ๊ะ http://www.migration.wa.gov.au/services/regional-sponsored-migration-scheme)

ก็คือ หลังจากวันที่ 13 มีนาคมเป็นต้นไป RSMS Visa application สำหรับ Perth region จะยื่นไม่ได้อีกแล้ว ง่ายๆก็คือ Perth region เนี่ยะจะไม่ถูกพิจารณาให้เป็น regional area ดินแดนอันห่างไกลอีกต่อไปแล้วเท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นสบายใจได้หายห่วงว่าตัววีซ่า 457 หรือนายจ้างสปอนเซอร์เนี่ยะยังอยู่ดี ปลอดภัยไร้กังวล และทุกคนยังสามารถยื่นวีซ่าภายใต้ subclass นี้ได้อย่างเป็นปกติ

เอาหล่ะครับ นี่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับวีซ่าที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นมาสดๆร้อนๆในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคมต้อนรับเดือนเมษายนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้...หากน้องๆเพื่อนๆคนไหนที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆในประเทศออสเตรเลีย หรืออยากถามข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่าอื่นๆไม่ว่าจะเป็นวีซ่าครอบครัวหรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางทีมงาน CP Sydney office ได้ที่ +61 2 9267 8522 หรือจะกดไลค์ติดตามหรือส่งข้อความมาทาง CP Sydney Facebook Page ที่ https://www.facebook.com/cpsyd/ ได้เลยนะครับ

ทั้งนี้ จากที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทาง CP Sydney office ของเราจึงได้ตัดสินใจว่า จะจัดสัมมนาเพื่อเป็นการให้ข้อมูล และถาม-ตอบให้กับน้องๆหนูๆทุกคนที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยจะจัดเป็นงานสัมมนาเล็กๆใน วันพุธที่ 19 เมษายน 2017 ที่จะถึงนี้ เป็น session เล็กๆภายในออฟฟิศของเรา ซึ่งคิดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เต็มที่ก็ 1 ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่เวลา 13.30-15.00 . เท่านั้น เพราะฉะนั้นหากน้องๆนักเรียนหรือเพื่อนๆคนไหนสนใจ ก็สามารถโทรมาสำรองที่นั่งได้ที่ +61 2 9267 8522 เบอร์เดียวเบอร์เดิม และด้วยความที่เราจะจัดเป็น session เล็กๆ เต็มที่ก็น่าจะรับได้ไม่เกิน 20 คนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเงื่อนไขเดียวที่เราขอร้องก็คือ รบกวนโทรมาสำรองที่นั่ง แจ้งคอนเฟิร์มจำนวนคนที่จะมากับทางเรา และมาจริงๆในวันดังกล่าวเท่านั้นเอง คนอื่นจะได้ไม่เสียสิทธิ์ในการเข้าร่วมนะครับ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้องเป็นห่วง งานนี้เป็นสัมมนา ฟรี  ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคนครับ!!
#น้าหนวด
#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney