วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อะไรบ้างที่เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ Financial Year 2019-2020 ที่ผ่านมา!!!

สวัสดีจร้าาา พี่จ๋าาา...จากฉบับที่แล้วที่ลุงได้เขียนแจ้งเตือนเกี่ยวกับค่าวีซ่าที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่าน ตอนนี้ก็ประกาศอย่างเป็นทางการ grand opening ออกมากันแล้วนะครับว่าขึ้นเป็นที่เรียบร้อย แล้วก็ขึ้นเกิน 5.4% จากราคาเดิมกันเกือบทุกวีซ่าอีกด้วย #คุณหลอกดาววว ซึ่งในฉบับที่แล้วที่ได้มีแปะตารางไว้ให้ดูเนี่ยะ เป็นแค่การคำนวณตามอัตราที่แจ้งว่าจะเพิ่มขึ้นด้วยตัวลุงเอง อาจจะทำให้ตัวเลขที่ทำออกมาไม่ได้ตรงกับเวอร์ชั่นล่าสุดของอิมฯ เดี๋ยวฉบับนี้น้าขอแก้ตัวด้วยการเอาตารางที่น้าทำมาแปะให้ใหม่อีกรอบโดยคราวนี้อ้างอิงมาจาก https://www.homeaffairs.gov.au/ โดยตรงเลย แต่ ตารางที่ทำสรุปมาให้จะเป็นแค่วีซ่าบางตัวที่น้องๆคนไทยนิยมทำกันเท่านั้นนะครับ ไม่ได้สรุปมาให้ทุกประเภทของวีซ่าออสเตรเลียทั้งหมดที่มี ถ้าหากมีวีซ่าตัวไหนที่สนใจแล้วไม่ได้อยู่ในตารางด้านล่างก็สามารถวาร์ปกันไปเองตามลิงค์ที่แปะไว้ให้ได้เลยนะจ๊ะ https://immi.homeaffairs.gov.au/visas/getting-a-visa/fees-and-charges/overview


แล้วก็อันนี้ต้องบอกก่อนด้วยว่า ราคาในตารางนี้เนี่ยะยังไม่ได้เป็นราคาสุทธิของ visa application นะ เพราะปกติเวลาทำจ่าย มันจะเป็นแบบ online card payment ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้มี credit card surcharge ด้วย เฉลี่ยๆมาตรฐานจะอยู่ที่ 1.4% ขึ้นอยู่กับบัตรที่ใช้ในการทำจ่าย แต่ปกติของออฟฟิศน้าจะคิดที่เรทนี้ในการคำนวณค่าวีซ่าให้ลูกค้าครับ...นอกจากนี้ในบางวีซ่า ถ้าต่อวีซ่าในออสเตรเลีบตั้งแต่ครั้งที่ 2 เป็นต้นไปก็จะมีค่า Subsequent temporary application charge อีก A$700 ไม่รวม credit card surcharge อีกด้วย

นอกจากเรื่องค่าวีซ่าที่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมาแล้ว มันก็จะยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆที่ได้มีประกาศกันออกมาก่อนหน้านี้ให้ได้ผ่านตากันมาบ้าง จนบางคนอาจจะลืมไปแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมาแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวในฉบับนี้น้าจะมาสรุปให้ได้อ่านกันว่ามีอะไรบ้างที่เริ่มมีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • Immigration Cap Lowered
อันนี้คือ ที่มีข่าวออกมาว่าตั้งแต่ Financial Year 2019 - 2020 โดยเริ่มจาก 1 กรกฎาคม 2019 เป็นต้นไป เป็นเวลา 4 ปี จำนวนโควตาการอนุมัติ PR ต่อปีจะถูกปรับลดลงเหลือแค่เพียง 160,000 คนเท่านั้น โดยโควตา PR ผ่านทางวีซ่าทักษะต่างๆจะอยู่ที่ 108,682 คน/ปี และอีก 51,318 คนจะได้รับ PR ผ่านทางวีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆครับ 
  • New Parent Visa
เรื่องนี้ก็น่าจะคุ้นๆกันอยู่บ้างกับวีซ่าพ่อแม่ตัวใหม่ Sponsored Parent Temporary Visa (subclass 870) ที่สามารถทำให้พ่อแม่ได้วีซ่าชั่วคราวนานถึง 3 ปี โดยที่ไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศออสเตรเลียทุกๆ 3 เดือนครับ โดยที่มีประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่าบังคับใช้ตั้งแต่ 17 เมษายน 2019 ที่ผ่านมา วันที่บังคับใช้ดังกล่าวหมายถึงวันที่สามารถเริ่มยื่นได้เท่านั้นนะครับ แต่เริ่มพิจารณาวีซ่าตัวนี้จริงๆก็วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาเองนั่นแหล่ะ แล้วก็อย่าลืมนะครับว่าโควตาสำหรับวีซ่าพ่อแม่ตัวนี้จะอนุมัติแค่เพียง 15,000 คน/ปี เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าใครที่คิดว่าจะสมัครก็คงจะต้องรีบกันหน่อยแหล่ะ

ยังไงก็วาร์ปไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวีซ่าตัวนี้กันได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/04/17-2019-parent-visa.html นะครับ จะได้เตรียมตัวกันได้เสียแต่เนิ่นๆ
  • Citizenship Changes Abandoned
อันนี้น่าจะเป็นข่าวดีสุดของการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ #ยั่วๆบดๆไปเลยจร้าพี่จ๋าาา หลังจากที่ปล่อยให้มหากาพย์คาราคาซังมานาน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปกันซักทีนะครับสำหรับเงื่อนไขการยื่นขอสัญชาติออสเตรเลีย...ณ ตอนนี้ ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเงื่อนไขของการขอสัญชาติออสเตรเลียจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม คือ "ถือ PR 1 ปี และ มีความสามารถทางภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐาน" เพราะฉะนั้นตอนนี้ใครที่สามารถยื่นขอสัญชาติออสเตรเลียได้แล้วก็ทำกันเสียตอนนี้เลยครับ  อย่ามัวแต่พิรี้พิไร นวยนาดกันอยู่ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอีกรอบแล้วจะวุ่นวาย

จนถึง ณ ตอนนี้นะครับ การเปลี่ยนแปลงด้านบนทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังจะมีการเปลี่ยนอีก 2 อย่างที่น่าสนใจมากที่กำลังจะเกิดขึ้นในสิ้นปีที่จะถึงนี้ ก็คือในเรื่องของวีซ่าท้องถิ่นภูมิภาคตัวใหม่ กับ การนับแต้มยื่นขอ PR ด้วยตัวเองแบบใหม่ นะครับ...ถ้าหากใครอยากอ่านรายละเอียดคร่าวๆเพิ่มเติมก็ตามกันไปที่ลิงค์ที่แปะไว้ให้กันตรงนี้ได้เลยครับ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/05/new-regional-visas-new-point-test-system.html ถ้ามีข้อมูลอะไรอัพเดทเพิ่มเติม เดี๋ยวน้าจะมาเขียนเล่าให้ฟังอีกทีนึงครับ

ทิ้งท้ายบทความหลักฉบับนี้ด้วยช่องทางการติดต่อของ CPSydney office กันเหมือนเดิม...ก็สามารถติดต่อกันมาได้ที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักแชทผ่านทาง Facebook page www.facebook.com/cpsyd หรือที่ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้นะครับ เราสามารถให้คำปรึกษาได้ทั้งในเรื่องของวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว และวีซ่าทักษะต่างๆเลยครับ

ปล1. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney



MyFutureMyCP: Macquarie University...หนึ่งในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของออสเตรเลียที่ไม่ควรมองข้าม!!

กลับมาพูดคุยแนะนำสถาบันภายใต้คอลัมน์ MyFutureMyCP กันอย่างต่อเนื่องครับ โดยในฉบับนี้เราจะมาแนะนำให้น้องๆได้รู้จักกับมหา'ลัยชั้นนำของออสเตรเลียอย่าง Macquarie University (MQ) กันดูบ้าง


เอาจริงๆแล้วเนี่ย น้าก็เชื่อแหล่ะว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะรู้จักมหาวิทยาลัยนี้กันอยู่แล้ว เพราะนอกจาก 8 มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในออสเตรเลีย MQ เขาก็ถือว่าเป็นเต้ย หรือเป็นอีกมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับต้นๆของน้องๆนักเรียนชาวไทยเช่นเดียวกัน อาจจะไม่ได้เก่าแก่เก๋าพรรษาเหมือนมหา'ลัยในกลุ่มของ Group of Eight แต่อายุอานามของ MQ ก็ไม่ได้น้อยอย่างที่คิด ปาเข้าไป 55 ขวบแล้วเหมือนกันนะ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า หลักสูตรทางด้านธุรกิจต่างๆของทาง MQ เนี่ยะ ค่อนข้างขึ้นชื่อและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งในระดับประเทศและระดับโลกอีกด้วย

เพื่อเป็นการฉลองอายุครบ 55 ปีของทางมหาวิทยาลัย MQ ก็มีแนวคิดใหม่ที่เชื่อในพลังที่แฝงอยู่ในตัวของนักเรียนทุกคนที่เมื่อนำมารวมร่างกับแรงผลักดันหรือการสนับสนุนที่ถูกต้องจากมหาวิทยาลัย มันก็จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ จึงเป็นที่มาของ concept ต้อนรับปีหมูทองประจำปี 2019 ที่ว่า

"That's You to the power of us."

โดยแรงผลักดันหรือแรงสนับสนุนที่ทางมหาวิทยาลัยเชื่อว่าจะสามารถช่วยพัฒนาและดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาได้ก็คือองค์ประกอบที่ดีต่างๆของทางมหาวิทยาลัยนั่นเองครับ ซึ่งองค์ประกอบที่ว่าก็จะประกอบไปด้วย
  • Macquarie University North Ryde Campus
    • A Culture of Collaboration - worldwide จริงๆสำหรับคำนี้ ไม่ได้นิยมกันแต่ในหมู่ยูทูปเบอร์นะครับ เดี๋ยวนี้ใครๆเขาก็ "คอลแลป" กันทั้งนั้น...อย่าง MQ นี่เขาก็ไปคอลแลปกับทาง Macquarie Park Innovation District (MIPD) ที่เป็นศูนย์รวมทางด้านนวัตกรรมอันดับต้นๆของออสเตรเลียที่อุดุมไปด้วยบริษัทชั้นนำต่างๆจากทั่วโลก ซึ่งการเข้าร่วม หรือ การคอลแลปที่ว่าของทางมหา'ลัยก็ทำให้นักเรียนของทาง MQ มีโอกาสไปเข้าร่วมในโครงการต่างๆได้ เปรียบเสมือนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา
    • Campus Innovation Hub & Build Your Networks - เดี๋ยวนี้จะหางาน หรือทำธุรกิจก็ต้องมี NETWORK หรือ CONNECTION กันทั้งนั้น #ขนาดนาฬิกายังต้องยืมเพื่อนมาใส่เลย ด้วยความที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในโซนของ MIPD มันก็ทำให้มหา'ลัยกลายเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมหรือ innovation hub ไปโดยปริยาย ทำให้นักเรียนของทางมหา'ลัยได้มีโอกาสในการสร้าง network หรือ connection ของตัวเองจากการร่วมโครงการต่างๆระหว่างมหา'ลัยกับบริษัทชั้นนำต่างๆกว่า 300 แห่งที่รายล้อมอยู่รอบๆมหาวิทยาลัย อาทิเช่น Deloitte, Huawei, Hyundai, Microsoft, National Australia Bank ฯลฯ
  • Unique Courses including both Double degrees and 1 Year Master degree
เรื่องคุณภาพและความหลากหลายของหลักสูตรก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญของการเลือกเข้าศึกษาต่อ ซึ่งข้อนี้ทางมหาวิทยาลัยก็ตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้เป็นอย่างดี เพราะมีหลักสูตรให้เลือกเรียนมากถึงเกือบ 500 หลักสูตรทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งก็อาจจะดูไม่ได้แตกต่างอะไรจากมหาวิทยาลัยอื่นๆซักเท่าไหร่นัก แต่ ข้อแตกต่างที่โดดเด่นของ MQ จะอยู่ที่การมีหลักสูตร Double degrees ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทให้เลือกเรียนเกือบ 100 หลักสูตรด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรในระดับปริญญาโทระยะสั้นที่สามารถเรียนจบภายใน 1 ปีอีกมากกว่า 40 หลักสูตรให้เลือกเรียนอีกด้วย...เพราะฉะนั้นในเรื่องของหลักสูตรที่เปิดสอน น้องๆจะสอบถามเข้ามากับทางออฟฟิศของน้าก็ได้นะครับ หรือถ้าใครพอมีเวลาก็สามารถเข้าไปคุ้ยหากันได้เองที่ลิงค์นี้เลยครับ https://www.mq.edu.au/study/find-a-course
  • Scholarships Opportunities

อันนี้ดีสุด บอกได้เลยว่าพีคในพีค ที่สุดของแจ้เลยตอนนี้ก็ว่าได้...คือตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยเขามีทุนให้เปล่าสำหรับน้องๆที่เลือกศึกษาต่อกับทางมหาวิทยาลัยมูลค่า A$10,000/ปี อยู่ด้วยโดยที่ไม่ต้องสมัครทุนต่างหากเลย แค่สมัครเรียนก็สามารถรับทุนการศึกษาตัวนี้ได้ แค่ต้องเริ่มเรียนกับทางมหาวิทยาลัยภายในปี 2020 เท่านั้นเองครับ สามารถเข้าไปดูเงื่อนไขของทุนการศึกษา ASEAN Scholarship ที่น้าบอกกันได้ที่ https://www.mq.edu.au/study/international-students/staging/details/macquarie-university-asean-regional-scholarship
  • English Language Centre (ELC) & Macquarie University International College (MUIC)
เป็นเรื่องปกติที่มหาวิทยาลัยจะมีสถาบันลูกของตัวเองเพื่อสอนในหลักสูตรปรับพื้นฐาน หรือคอร์สภาษาอังกฤษเพื่อปรับระดับความสามารถทางภาษาของนักเรียนให้ meet requirement ของทางมหาวิทยาลัย ซึ่ง MQ ก็มีแยกย่อยออกมาทั้งโรงเรียนภาษา ELC และสถาบันปรับพื้นฐาน MUIC ที่สอนพวก Diploma, Standard Foundation, และ Intensive Program ไว้ให้สำหรับน้องๆในกรณีที่ยังไม่ meet English requirement หรือ Academic requirement ของทางมหาวิทยาลัย นอกจากนี้การเรียนในหลักสูตรปรับพื้นฐานกับทาง MUIC จะทำให้น้องๆสามารถขอโอนหน่วยกิจร่นระยะเวลาการเรียนในระดับปริญญาตรีได้อีกด้วย หรือว่าถ้าใครอยากจะเรียนในสถาบันที่มีคุณภาพโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการโอนหน่วยกิจในอนาคตก็สามารถเลือกภาษาอังกฤษและหลักสูตรปรับพื้นฐานของที่ ELC และ MUIC ตามลำดับได้เลยนะครับ
นอกจากนี้ พิเศษสุดๆ สำหรับน้องๆที่เรียนภาษาอังกฤษกับทาง ELC แล้วมี package เรียนต่อกับทาง Macquarie University น้องๆจะได้รับส่วนลดค่าเรียนภาษาอังกฤษ 50% เป็นเวลา 4 สัปดาห์อีกด้วยนะครับ

สำหรับฉบับนี้น้าก็มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังแค่เพียงเท่านี้แหล่ะครับ หลักๆที่คิดว่าทำได้ก็ควรจะรีบทำก็คงจะเป็นวีซ่าพ่อแม่ตัวใหม่ที่ได้บอกไปแล้วว่ามีโควตาแค่เพียง 15,000 คน/ปี เท่านั้นนะครับ แล้วก็ที่ สำคัญสุดๆ คือคนที่สามารถยื่นขอสัญชาติออสเตรเลียได้แล้ว ก็แนะนำกันตรงนี้อีกทีว่ายื่นได้แล้วก็ยื่นไปเลยเถอะครับ อันนี้ตอบไม่ได้จริงๆว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในภายหลังอีกรึเปล่า #เดี๋ยวจะหาว่าน้าไม่เตือน สำหรับฉบับนี้น้าคงต้องขอตัวลาไปก่อน ไว้เจอกันใหม่ฉบับหน้านะครับ


วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตของที่ดีของทุกคนในระยะยาว CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วีซ่าทักษะ วีซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere


#น้าหนวด

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ขึ้นก่อนไม่รอละนะ Visa Application Fee Increase และเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์กับ No Further Stay Condition!!

กลับมาเจอกันเร็วหน่อยนะจ๊ะเด็กๆ สำหรับบทความในรอบนี้ของน้าหนวด...ก็ฉบับที่แล้วได้เขียนเกี่ยวกับ Designated Area Migration Agreement (DAMA) ที่เป็นข่าวดีสำหรับโอกาสในการยื่นขอ PR ไป (ตามวาร์ปไปย้อนอ่านกันตามอัธยาศัยกันได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/06/pr-designated-area-migration-agreement.html นะจ๊ะ) มาในฉบับนี้ก็เป็นคิวของข่าวร้ายกันบ้างละแหล่ะ แล้วก็รวมถึงเรื่องที่ไม่สบายใจอยากจะมาแจ้งเตือนในฉบับนี้ให้ได้อ่านกันครับ

รวบรัดฉับไวตามหัวข้อที่จั่วไว้เลย คือ ก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ "ค่าวีซ่าประกาศเพิ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ" ก็เท่านั้นเอ๊งงง เอาเข้าจริงแล้วถ้าได้อ่าน VisaTalk by CPSydney หรือติดตาม Facebook Page https://www.facebook.com/cpsyd/ ของเราเป็นประจำ การขึ้นค่าวีซ่าในรอบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นะ เพราะเราได้มีทั้งโพสต์และเขียนเกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ในฉบับของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/05/tourist-visa-pr-regional-areas.html จะมีแค่อาจจะเซอร์ไพรส์นิดหน่อยด้วยความที่ไม่ได้คิดว่าจะขึ้นราคาจริงๆตามที่เป็นข่าวแค่นั่นแหล่ะ แต่ตอนนี้ฟันธงคอนเฟิร์มแล้วนะครับว่า "เพิ่มแน่นอน" ไม่ต้องห่วง555 จากการประกาศในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว โดยจะให้ราคาใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 นี้เป็นต้นไปครับ แต่ในความโชคร้ายนี้ก็ยังมีความโชคดีแฝงอยู่นิดๆก็คือ
  1. ค่า Visa application fee สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว subclass 600 ยังอยู่ที่ราคาเดิม
  2. Visa application fee ที่ถูกปรับขึ้นทั้งหมด จะเพิ่มขึ้นแค่เพียง 5.4% จากราคาเดิมเท่านั้น
น้าได้ลองทำสรุปคร่าวๆสำหรับค่าวีซ่าราคาใหม่ที่จะเริ่มใช้ในสัปดาห์นี้มาให้ได้ดูกัน ก็จะเอามาเฉพาะวีซ่าที่คนไทยอย่างเรายื่นกันอยู่บ่อยๆเท่านั้นนะครับ แต่ถ้าขาดวีซ่าตัวไหนไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ไว้ด้วยนะจ๊ะ อันนี้แค่สรุปมาให้จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ และที่สำคัญเตรียมเงินกันได้ถูก สำหรับคนที่ไม่สามารถยื่นวีซ่าได้ทันภายในเวลา 23.59 น. ของวันที่ 30 มิถุนายนที่จะถึงนี้
**อนึ่ง ราคาที่สรุปมานี้แค่การคำนวณคร่าวๆจากเรทเดิมที่แจ้งว่าจะปรับราคาเพิ่มขึ้น 5.4% นะจ๊ะหลานๆ อาจจะมีคลาดเคลื่อน หรือผิดพลาดไปบ้าง...เดี๋ยวคงต้องรอประกาศยืนยันในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้อีกทีนึงนะครับ
จากตารางที่ทำสรุปมาให้ หนักสุดก็คงจะหนีไม่พ้น Partner visa นั่นแหล่ะ ถึงแม้จะขึ้นราคาแค่เพียง 5.4% แต่ด้วยราคาต้นทุนที่มีราคาสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ทำให้ราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นมีราคาสูงไปด้วย เช่นเดียวกันกับตัว General Skilled Migration ประเภทต่างๆก็มีราคาสูงขึ้นพอสมควรอันเนื่องมาจากราคาวีซ่าเรทเดิมที่มีราคาสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

จบเรื่องแรกที่ตรงนี้...ไปต่อเรื่องที่ 2 กันเลย!!

ก็เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเหมือนกัน ก็คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ประมาณสัปดาห์ที่แล้ว หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของเราได้รับการติดต่อมาจากน้องคนนึง ขอให้นาสมมติว่า "น้องตุ้ม" ละกัน โดยน้องได้สอบถามเข้ามากับทางเราว่า "สามารถทำอะไรได้บ้างไหม ในกรณที่เพิ่งมารู้เอาวันสุดท้ายว่าวีซ่านักเรียนของตัวเองติดเงื่อนไข No Further Stay"

ตอบชัดๆ ตัวโตๆ ตรงนี้ว่า ... "ไม่ได้ครับ"

มาขยายความต่อตรงนี้ คือ ถ้าติดเงื่อนไข NO FURTHER STAY ไม่ว่าจะเป็นในวีซ่านักเรียน (condition 8534) หรือวีซ่าท่องเที่ยว (condition 8503) ก็ต้องกลับไปยังประเทศตัวเองแล้วค่อยยื่นวีซ่ามาใหม่สถานเดียวในกรณีที่ยังต้องการจะยื่นวีซ่ากลับมาที่ออสเตรเลียอีก แต่ทว่า บางคนอาจจะเคยได้ยินว่าสามารถขอยกเลิกเงื่อนไขตัวนี้ได้...ใช่ จริงครับ อันนี้ไม่เถียง...งงป่ะ555 คือ ถ้าจะขอยกเลิกเงื่อนไขตัวนี้ได้อ่ะ มันต้องเป็นเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ แบบว่าคอขาดบาดตายสุดๆ ถึงจะขอได้ ซึ่งมันมีโอกาสน้อยมากถึงน้อยที่สุดที่จะขอยกเลิกเงื่อนไขตัวนี้ได้ แล้วก็ร้อยทั้งร้อยแหล่ะที่เหตุผลยังไม่เพียงพอที่จะให้เขายกเลิกเงื่อนไขตัวนี้ อีกอย่างคือการขอยกเลิกเนี่ยะ มันต้องทำล่วงหน้า ไม่ใช่มาทำเอาวันสุดท้าย มันไม่เหมือนการยื่นวีซ่าในออสเตรเลียที่หลังจากยื่นปุ๊บ เราจะได้ Ackonwledgement Letter และ Briding Visa A มาจากอิมมิเกรชั่นโดยอัตโนมัติ

วนกลับเข้าเรื่องของน้องตุ้มกันต่อ...คือ น้องได้วีซ่านักเรียนมาตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2016 ซึ่งเป็นช่วงที่วีซ่านักเรียนตัวปัจจุบัน subclass 500 ยังไม่ได้เริ่มใช้ ทำให้น้องมีเงื่อนไข 8534 ห้อยท้ายมาด้วย (ในปัจจุบัน ถ้าใครถือวีซ่านักเรียน subclass 500 ก็ไม่ต้องกังวลกันสักเท่าไหร่ เพราะเงื่อนไข 8534 ไม่ได้มีในวีซ่านักเรียนอีกต่อไปแล้ว...แต่เอาจริงๆนะ เหมือนก็ยังจะมีหลุดมาบางเคสที่ติดเงื่อนไขนี้มาอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเอาให้ชัวร์ ก็เช็คหน้าวีซ่าตัวเองทุกครั้งนะครับว่ามีเงื่อนไขนี้อยู่ในวีซ่านักเรียนของตัวเองรึเปล่า) ซึ่งน้องก็ใช้ชีวิตตามปกติจนกระทั่งในวันที่ 7 มิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา น้องก็ได้รับข่าวไม่ดีจากทางเอเจนท์ G (นามสมมติ) ของน้องว่า ไม่สามารถยื่นวีซ่าให้น้องได้ เพราะมันเป็น invalid application ก็เลยถึงบางอ้อกันว่า "อ๋อ น้องตุ้มมีเงื่อนไข 8534 อ่ะค่ะ" คราวนี้ปฏิบัติตามล่าหาความจริงของน้องตุ้มก็ได้อุบัติขึ้น แล้วก็ทำให้น้องได้ค้นพบความจริงว่า ที่จริงเอเจนท์ G ได้พยายามยื่นวีซ่าให้น้องตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมาและก็ทราบว่ามันเป็น invalid application ตั้งแต่วันนั้น รวมถึงอีกประเด็นที่น้าเองก็ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่า ทำไมน้องตุ้มไปตรวจสุขภาพได้ในวันที่ 3 มิถุนายนโดยที่ไม่มีใบ eMedical แนบไป แต่น้าก็ไม่ได้ถามต่อในประเด็นนี้ แค่มีบอกน้องตุ้มไปว่ามันแปลก เพราะปกติจะต้องมีเอกสารตัวนี้แนบไปด้วยทุกครั้งถึงจะตรวจสุขภาพได้

อ่าววว แล้วทีนี้ยังไงต่อ...น้องตุ้มก็เลยติดต่อเราเข้ามาว่าสามารถทำอะไรบ้างไหม ซึ่งก็ตามที่อธิบายไปข้างต้นเนอะ ในกรณีนี้ไม่สามารถทำอะไรได้จริงๆ เราก็ได้แต่แนะนำให้น้องเดินทางกลับภายใน 28 วันหลังจากที่วีซ่าหมด "ทำไมต้องภายใน 28 วัน?" คือ ถ้ากลับภายใน 28 วัน น้องตุ้มจะไม่ถูกแบน 3 ปีจากการทำผิดเงื่อนไขของวีซ่า 8534 ครับ แต่ถ้าเลย 28 วันไปแม้แต่วันเดียวปุ๊บ ก็จะโดนแบน 3 ปีอีกด้วย เรียกได้ว่า #พังในพังยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าน้องตุ้มจะค่อนข้างรับฟังในคำแนะนำนี้ ไม่เลือกที่จะเป็นผีแต่อย่างใด แต่ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายน้องตุ้มตัดสินใจไปยังไงเหมือนกันนะ เพราะหลังจากที่ได้คุยกับน้องมาเกือบอาทิตย์นึงก็ยังไม่ได้ถามน้องเหมือนกันว่าสุดท้ายน้องตัดสินยังไง...ได้อัพเดทกันล่าสุดแค่ว่า เอเจนท์ G แนะนำให้น้องยื่นวีซ่าลี้ภัย (อีกแล้ว) น้าหล่ะอยากจะบ้ากับคำแนะนำห่วยๆแบบนี้จริงๆเลย ให้ตายดิ้น เดชะบุญที่น้องตุ้มตัดสินใจที่จะไม่ทำวีซ่าตัวนี้ รวมถึงต้องการจะดำเนินเรื่องลาออกจากโรงเรียนที่ได้สมัครไปก่อนหน้านี้ แต่ได้รับการแจ้งจากโรงเรียนว่า ยังไม่ได้เอกสารใดๆจากทางเอเจนท์ G ของน้องตุ้ม น้าก็หวังว่าน้องตุ้มจะได้รับข่าวดีเร็วๆนี้นะ

คือที่มาเขียนให้อ่านกันวันนี้ คือ ต้องการที่จะเตือนให้เป็นอุทาหรณ์นะ ไม่ได้จะมานั่งเทียนเขียนโจมตีเอเจนท์สมมติของน้องแต่อย่างใด...ใช่ จริงอยู่ว่ากรณีนี้มันก็เป็นความผิดพลาดของเอเจนท์ G ด้วย ที่ไม่ได้เช็คเงื่อนไขของวีซ่าน้อง แล้วบอกน้องตุ้มตั้งแต่เนิ่นๆ แต่กลับกัน น้าก็ได้บอกกับน้องตุ้มเหมือนกันว่าอีกส่วนหนึ่งมันก็คือความรับผิดชอบของเราเช่นเดียวกัน เพราะเอกสารมันเป็นชื่อของน้องเอง ไม่ใช่ชื่อเอเจนท์ จริงอยู่ว่าน้องให้เอเจนท์ช่วยดำเนินการ น้าถึงบอกไงครับว่ามันก็เป็นความผิดพลาดของเอเจนท์ด้วย และก็ไม่ได้มีเจตนาจะซ้ำเติมน้องแต่อย่างใดที่แนะนำไปอย่างนั้นที่ว่าส่วนหนึ่งมันต้องเป็นความรับผิดชอบของตัวน้องเอง อิมมิเกรชั่นเขาไม่ได้สนใจหรอกว่าน้องเป็นผู้ถูกกระทำในกรณีนี้ (ถึงแม้ว่ามันจะจริง) แต่อย่างที่บอกไปว่าเอกสารมันเป็นชื่อน้อง คงจะมาขอความเห็นใจจากอิมฯในกรณีนี้ก็คงจะยาก






อีกอย่างที่น้าไม่ชอบเอามากๆเลยก็คือ การที่เอเจนท์ G แนะนำให้น้องยื่นขอวีซ่าลี้ภัย ถามว่าผิดไหมที่แนะนำแบบนี้ ถ้าให้ตอบในแง่วิชาชีพ ก็หาข้อถูกไม่เจออ่ะ รู้อยู่แก่ใจกันอยู่แล้วยื่นไปยังไงก็ไม่ผ่าน ได้แค่ซื้อเวลา เพราะวีซ่าลี้ภัยยังจะสามารถยื่นในประเทศออสเตรเลียได้ ถึงแม้ว่าจะติดเงื่อนไข NO FURTHER STAY ก็ตาม (อันนี้น่าจะเป็นจุดเดียวที่หาข้อถูกให้ได้) แต่ถ้าถามถึงผลลัพธ์ ก็ขอไม่พูดละกันเนอะ เพราะเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากมายอยู่แล้ว เอาเป็นว่าถ้าตัวคนที่ตัดสินใจยื่น ทราบถึงผลลัพธ์เป็นอย่างดีโดยละเอียดถ่องแท้ก่อนที่จะยื่น แล้วรับได้ มันก็ win-win แหล่ะ แต่ถ้าโดนหลอกให้ยื่นอันนี้ก็อีกเรื่องนึง...นิดนึงก่อนจบละ คือ วีซ่าลี้ภัย มันสำหรับคนที่ไม่สามารถกลับไปประเทศของตัวเองได้ ตัวอย่างก็เคสของฮาคีมที่ไปติดคุกที่บ้านเรามาหมาดๆ หรือว่าในประเทศนั้นๆกำลังมีปัญหาร้ายแรงทางการเมืองอยู่ ย้ำนะว่าปัญหาร้ายแรงทางการเมือง ไม่ใช่ภัยธรรมชาตินะโว้ยยย ซึ่งเราต่างก็รู้กันดีว่าตอนนี้ประเทศไทยบ้านเรามันยังไม่ได้หนักหรือร้ายแรงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นมันไม่มีทางได้วีซ่าตัวนี้มาถาวรอยู่แล้ว ถึงแม้ระหว่างรอผลจะมีประโยชน์ต่างๆล่อตาล่อใจอยู่มากมาย แต่ลองคิดดูนะว่าถ้าวันนึงประเทศเรากลายเป็นประเทศที่ต้องลี้ภัยขึ้นมาจริงๆ วันนั้นหลานๆผู้อ่านทั้งหลายจะดีใจหรือเสียใจ

ก็หวังว่าบทความในฉบับนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้หลายๆคนได้บ้างไม่มากก็น้อย ทั้งในเรื่องของเงื่อนไข NO FURTHER STAY และก็ค่าวีซ่าที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้... จริงๆ จุดประสงค์หลักของฉบับนี้คือจะมาแจ้งเตือนเรื่องค่าวีซ่านะ555 แต่ timing มันได้พอดีที่เราได้รับการติดต่อเข้ามาของน้องตุ้ม เลยได้หยิบยกตัวอย่างเคสของน้องมาให้ได้อ่านกัน ก็จะได้เอาเป็นข้อมูลในการพิจารณาเลือกใช้เอเจนท์ด้วย

จบสวยๆด้วยช่องทางการติดต่อของ CPSydney office กันเหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับ Migration agent ของ CPSydney office ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือต่อให้จะไม่มีปัญหาอะไร แต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อโทรเข้ามาสอบถามกันได้ที่เบอร์เดียวกันนี้เหมือนกันนะ ถ้าเป็นสาย social ก็ทักกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ สะดวกติดต่อทางไหนก็เลือกเอาทางนั้น ตามใจชอบ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney



วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตของที่ดีของทุกคนในระยะยาว CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วีซ่าทักษะ วีซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere


#น้าหนวด

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ทางเลือกของการขอ PR ด้วย Designated Area Migration Agreement (DAMA)

ในฉบับที่ผ่านมาน้าก็ได้เขียนเกี่ยวกับวีซ่าตัวใหม่และก็ระบบการนับคะแนนแบบใหม่สำหรับการยื่น PR ผ่านทางวีซ่าทักษะด้วยตัวเองที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ให้ด้อ่านกันไปแล้ว (วาร์ปไปอ่านบทความที่แล้วกันตรงนี้ได้เลยนะ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/05/new-regional-visas-new-point-test-system.html) ฉบับนี้ก็ยังมีข่าวดีมาอัพเดทให้ฟังกันอย่างต่อเนื่องครับ โดยในฉบับนี้จะมาอัพเดทให้ฟังเกี่ยวกับ Designated Area Migration Agreement (DAMA) ของทางรัฐ South Australia กันบ้าง ยังไงก็ลองอ่านกันดูเนอะ เผื่อไว้เป็นทางเลือกในการขอ PR ในอนาคตกันดูครับ

ก็คือในช่วงกลางเดือนที่แล้วเนี่ยะ ได้มีข่าวออกมาและจั่วหัวข้อข่าวได้อย่างน่าสนใจว่า "South Australia approves 174 occupations for sponsored visas" อ่านจากหัวข้อก็ดูรู้ได้ทันทีว่า "วันนี้เป็นวันดีดี วันนี้เราควรจะทำอะไร" เพราะพี่ว่านได้กล่าวไว้ #หยอกหยอก555 เล่นมุกอะไรของน้าเนี่ยะ จางกว่านี้ไม่มีอีกแล้วบอกเลย

กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า ก็คือจากหัวข้อข่าวของ SBS เนี่ยะ https://www.sbs.com.au/yourlanguage/hindi/en/article/2019/05/15/south-australia-approves-174-occupations-sponsored-visas ทางรัฐบาลของรัฐ South Australia (SA) ได้ตอบรับนโยบายของทางรัฐบาลออสเตรเลียที่ต้องการผลักดันกระจายความหนาแน่นของของประชากรไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือผู้ที่ถือวีซ่าชั่วคราวต่างๆให้ออกไปอยู่ในเมืองอื่นๆที่ไม่ใช่ Sydney และ Melbourne กันบ้าง นอกจากนี้ก็ยังถือว่าเป็นการตอบรับนโยบายทางเศรฐกิจของประเทศที่ต้องการกระจายรายได้หรือสภาพคล่องทางเศรษฐกิจไปทั่วประเทศอีกด้วย โดยการเข้าร่วมของทาง SA ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทักษะทางวิชาชีพต่างๆทั้งหมด 174 อาชีพ สามารถทำวีซ่าทำงานในรัฐ SA ได้ แต่ วีซ่าทำงานที่ว่าเนี่ยะจะต้องมีนายจ้างหรือผู้ประกอบการสปอนเซอร์ด้วยนะครับ ไม่ได้สามารถทำเองโดดๆได้ พร้อมทั้งยังเปิดโอกาสในการต่อยอดไปถึงการขอ PR ในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากจะสามารถตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลได้แล้ว ก็ยังเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในบางอุตสาหกรรมภายในรัฐของตัวเองที่ประสบปัญหาขาดแคลนพนักงานในองค์กรของตัวเองอีกด้วย ทำให้ SA Government จึงได้ตัดสินใจขานรับนโยบาย the state's Designated Area Migration Agreement (DAMA) ของทาง the Federal Government นั่นเอง

รายละเอียดของ DAMA สำหรับรัฐ South Australia ก็จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม โดยแบ่งตามพื้นที่และความต้องการในทักษะอาชีพต่างๆ ดังนี้
  • Adelaide Metropolitan region: มีอาชีพที่อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด 60 อาชีพด้วยกัน โดยทั้ง 60 อาชีพนี้จะสามารถทำ sponsored visa ในกรณีที่ทำงานอยู่ในตัวเมือง Adelaide หรือเขตปริมณฑลใกล้เคียงเท่านั้นนะครับ และทุกอาชีพในกลุ่มนี้จะสามารถต่อยอดในการขอ PR ได้ในอนาคตอีกด้วย โดยอาชีพในกลุ่มนี้จะเป็นทักษะอาชีพที่ขาดแคลนตามความต้องการของ the Adelaide Innovation and Technology Agreement เพราะฉะนั้นอาชีพเกือบจะทั้งหมดในลิสต์นี้ก็จะเป็นพวกอาชีพที่มี background ทางด้านวิทยาศาสตร์ซะส่วนใหญ่ อาทิเช่น นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในแขนงต่างๆ
  • South Australian Regional Workforce Agreement: อันนี้ก็แน่นอนแหล่ะว่าจะเป็นอีก 114 อาชีพที่เหลือก็จะครบทั้งหมด 174 อาชีพตามที่ประกาศออกมาพอดีเป๊ะไม่ขาดไม่เกิน (บวกเลขธรรมดาแค่นี้ ไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลข) ข้อดีของลิสต์ในอาชีพนี้คือเป็นลิสต์ที่สามารถทำ sponsored visa ได้ทั้งรัฐ South Australia แต่ ไม่ใช่ทุกอาชีพในลิสต์นี้ที่จะสามารถขอ PR ต่อได้ในอนาคตนะครับ น่าจะมีแค่เพียงประมาณครึ่งนึงหรือน้อยกว่าของ 114 อาชีพที่สามารถขอ PR ได้หลังจากที่ถือตัว sponsored visa แล้ว โดยทั้ง 114 อาชีพที่เหลือก็จะเป็นทักษะทางด้านอื่นๆที่ยังขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของรัฐ SA อยู่ ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มทักษะอาชีพทางด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การโรงแรม หรือการทำอาหาร, ทักษะอาชีพทางด้านเกษตรกรรม, หรือแม้แต่ในกลุ่มของคนที่มีทักษะอาชีพทางด้านสุขภาพ ล้วนแต่เป็นอาชีพที่อยู่ในลิสต์นี้ทั้งสิ้น1
**สามารถกดเข้าไปดูลิสต์อาชีพทั้งหมด 174 อาชีพ ที่เป็นที่ต้องการของ South Australia ได้ที่ https://www.migration.sa.gov.au/local-employers/designated-area-migration-agreements/dama-occupation-lists ตอนนี้ทุกทักษะอาชีพได้ถูกประกาศออกมาทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับ Application Process และ How To Apply ของ Desinated Area Migration Agreement ในรัฐ South Australia จะประกาศตามออกมาในภายหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไปครับ

อันที่จริงไม่ได้มีแค่เฉพาะรัฐ South Australia เท่านั้นที่เข้าร่วมโครงการ DAMA เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลีย ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมารัฐ Northern Territory (NT) ก็ชิงเข้าร่วมไปก่อนแล้ว ด้วยการประกาศลิสต์อาชีพออกมาทั้งหมด 117 อาชีพที่ยังเป็นที่ต้องการภายในรัฐ พร้อมทั้งโอกาสของการยื่นขอ PR ในอนาคตผ่านทักษะอาชีพดังกล่าว ยังไงก็สามารถตามไปวาร์ปกันต่อเพื่อดูลิสต์อาชีพทั้งหมดของ Northern Territory กันได้ที่ https://www.sbs.com.au/yourlanguage/punjabi/en/article/2019/01/08/australian-permanent-residency-117-occupations-open-skilled-migrants-willing

ทิ้งท้ายบทความหลักฉบับนี้ด้วยช่องทางการติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office กันเหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็กดมาปรึกษาสามารถปรึกษากับ Migration agent ของ CPSydney office ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือต่อให้จะไม่มีปัญหาอะไร แต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อโทรเข้ามาสอบถามกันได้ที่เบอร์เดียวกันนี้เหมือนกันนะ ถ้าเป็นสาย social ก็ทักกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ สะดวกติดต่อทางไหนก็เลือกเอาทางนั้น ตามใจชอบ

ปล1. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney
ปล2. ฉบับนี้จะพิเศษหน่อยนะ เพราะจะมีคอลัมน์ MyFutureMyCP แนะนำสถาบันมาเล่าสู่กันฟังด้วย...เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ก็ไปกันต่อไม่รอแล้วนะเลยละกัน




MyFutureMyCP: Kaplan Business School (KBS)...จะเรียนต่อเมืองนอกทั้งที ควรจะต้องรู้อะไรบ้างนะ?

เชื่อว่าเด็กไทยรุ่นราวคราวเดียวกับน้า หรือแม้แต่หนูๆที่มีอายุน้อยกว่าต้องเจอคำถามเหล่านี้กันทุกคน ไม่ว่าจะเป็น "โตขึ้นจะเป็นอะไร? หรือ โตขึ้นจะเรียนอะไร?" ด้วยความใสในวัยเด็กก็คงเป็นคำตอบที่น่ารักน่าชังกันทั้งนั้น ถึงแม้ในความเป็นจริงสิ่งที่อยากจะเป็นหรืออยากจะเรียนอาจจะไม่ตอบโจทย์ชีวิตสักเท่าไหร่ จนโตขึ้นมาหลายๆคนคงคิดในใจว่า ย้ำนะว่าคิดในใจจริงๆ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หนูก็อยากจะตอบว่า "เรื่องของ ู555"

เอาความจริงมาหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอไปละ...เอาจริงๆนะถ้าหาตัวเองเจอตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นอะไรอยากเรียนอะไรนี่โคตรกำไรชีวิตเลย เพราะนอกจากจะต้องมานั่งหาตัวเองให้เจอว่าอยากเรียนหรืออยากเป็นอะไรในอนาคต ยังต้องมาหาที่เรียนอีกด้วยไง (โตมาแล้วชีวิตแ_่งไม่ง่ายเลยจริงๆ) แล้วเอาเข้าจริง บางครั้งเรื่องการเลือกที่เรียนนี่ยากกว่าจะเลือกในสิ่งที่รักหรือชอบอีกด้วยนะ คือ ปัจจัยและเงื่อนไขในกาตัดสินใจนี่แบบเยอะมากจริงๆ คือ ถ้าไม่นับเอาจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากคนอื่นๆ มันก็ต้องลองหาข้อมูลด้วยตัวเองเพื่อมาประกอบการตัดสินใจแหล่ะ ซึ่งหลายๆคนก็คงไม่รู้หรอกว่า ถ้าไม่นับข้อมูลจากทาง website ของทางสถาบันต่างๆ ที่จริงแล้วมันยังมีข้อมูลอีกตัวที่สามารถเป็นดัชนีวัดมาตรฐานคุณภาพของสถาบันต่างๆที่เรียกว่า "The International Standard Barometer (ISB)" อีกด้วย

ISB เอาจริงๆก็คงเปรียบได้เป็นสมุดหน้าเหลือง หรือรีวิวจากประสบการณ์ตรงของนักเรียนทั่วโลกที่เรียนในต่างประเทศนั่นแหล่ะ ซึ่งก็แน่นอนว่าสถาบันต่างๆในออสเตรเลียก็ต้องโดนรีวิวด้วยอย่างแน่นอน แต่จะให้เอามาเขียนทุกสถาบันก็คงเป็นไปไม่ได้ ในฉบับนี้ก็จะหยิบยกตัวอย่างมา 1 สถาบันที่ได้รับ feedback ที่ดี อีกทั้งยังมีราคาค่าเล่าเรียนที่ไม่ได้แพงมากอย่าง Kaplan Business School (KBS) มาให้ได้อ่านกัน
อย่างแรกเลยก็ต้องเข้าใจก่อนด้วยว่า KBS ไม่ได้ไก่กากิงก่องแก้วอย่างที่หลายๆคนคิดนะ อาจจะไม่ได้เปรี้ยงปร้างเหมือนมหา'ลัยอื่นๆในออสเตรเลีย แต่ที่จริงสถาบันนี้ค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้างพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่ายิ่งในเรื่องของหลักสูตรทางด้านธุรกิจ แค่ชื่อที่เป็น business school ก็คงบอกความเชี่ยวชาญของสถาบันได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ใครบ้างที่จะรู้ว่า KBS เนี่ยะ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็อยู่ในอุตสาหกรรมการศึกษามาไม่ต่ำกว่า 80 ปีแล้วเดียว...คราวนี้ย้อนกลับมาที่ ISB ที่ประกอบด้วย 4 หัวข้อหลักในการรีวิวของนักเรียนต่างประเทศทั่วโลกกันต่อ โดยเราจะพุ่งตรงไปที่การรีวิวของนักเรียนที่มีต่อ KBS กันเลยนะ จะได้ไม่เสียเวลา

  • Arrival การสร้างความประทับใจให้กันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอย่อมส่งผลบวกมากกว่าลบอยู่แล้ว KBS จึงให้ความสำคัญกับการปฐมนิเทศ และ Formal Welcome เป็นอย่างมาก ซึ่งผลของความเอาใจใส่ที่ว่าก็ทำให้ 97.5 % ของนักเรียน KBS พึงพอใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และให้การรีวิวในหมวดหมู่นี้ไว้อย่างดีเยี่ยม
  • Learning อันนี้น่าจะเป็นปัจจัยหลักในการเลือกสถาบันที่เรียนเลยก็ว่าได้ (ไม่นับรวมกับเรื่องค่าเทอมนะ) เพราะ learning ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะความยอดเยี่ยมของคุณภาพทางการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่จะครอบคลุมในส่วนของ Multicultural, Language support, Class size, และ Employability อีกด้วย
    • Multicultural เรื่องนี้นี่หายห่วงเลย เพราะมีนักเรียนจากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกเลือกเรียนที่ KBS ทั่วทั้ง 4 campuses (Sydney, Melbourne, Brisbane, และ Adelaide) ในประเทศออสเตรเลีย เพราะฉะนั้นนอกจากจะตอบโจทย์ในเรื่องของ multicultural แล้ว ก็ยังจะได้เรื่อง GLOBAL CONNECTION มาอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน
    • Language support เรื่องนี้ก็ชิวเลย เพราะนอกจากจะมีโรงเรียนที่สอนทางด้านธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว ทางสถาบันยังมีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเป็นของตัวเองที่ชื่อ Kaplan International English อีกด้วย
    • Class size ทางสถาบันจะลิมิตจำนวนนักเรียนต่อห้อง หรือต่อ class ไว้ที่เพียง 25 คนเท่านั้น เพื่อให้ผู้สอนสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง และประโยชน์สูงสุดของตัวนักเรียนนั่นเอง
    • Employability อันนี้ไม่ได้หมายถึงแค่อัตราการรับนักเรียนของสถาบันเข้าทำงานหลังจากที่เรียนจบเท่านั้นนะ แต่จะรวมไปถึงการให้คำแนะนำในเรื่องของ Career Advice ของทางสถาบันอีกด้วย กล่าวโดยรวมให้เข้าใจง่ายๆก็คือนอกจากนักเรียน KBS จะมี employability ในอัตราที่น่าพอใจแล้ว นักเรียนของทางสถาบันเองก็ยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าได้รับความช่วยเหลือและคำแนะนำในเรื่องของการหางานเป็นอย่างดีอีกด้วย
  • Support หัวข้อนี้ก็จะเป็นความพึงพอใจโดยรวมของนักเรียน KBS ที่มีต่อสถาบันในเรื่องของการได้รับความช่วยเหลือทางด้านการเรียน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง Counsellling Support และ Academic Learning Unit จากโรงเรียน ต่างก็ได้รับประเมินและรีวิวจากนักเรียนในระดับที่สูงมากๆ 
  • Living รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างสภาพความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในสถาบันก็อาจจะเป็นเรื่องที่หลายๆสถาบันมองข้ามไป แต่ไม่ใช่กับที่ KBS เพราะนักเรียนของทางสถาบันทั้ง 4 campuses ต่างรีวิวให้คะแนนในหัวข้อนี้ให้กับสถาบันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสภาพแวดล้อมที่น่าเรียน และความปลอดภัยของทางโรงเรียน ทำให้นักเรียนสามารถเรียนได้อย่างสบายใจนำไปสู่ผลการเรียนที่ดีของทุกคนนั่นเอง

สำหรับฉบับนี้ น้าหนวดก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังแค่นี้แหล่ะ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยเนอะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ DAMA จากทางฝั่ง South Australia และ Northen Territory รวมไปถึงคอลัมน์ย่อยอย่าง MyFutureMyCP ที่มาแนะนำ Kaplan Business School มาให้ได้รู้จักกันไป อย่าลืมว่าทาง KBS เขาก็มี Adelaide campus ที่อยู่ใน South Australia เหมือนกันนะ หลานๆที่เรียนจบจาก Adelaide campus อาจจะได้ประโยชน์ในการเข้ารวม DAMA ของที่ SA ต่อก็ได้...ยังไงฉบับนี้ก็ต้องขอลาไปก่อน ไว้เจอกันใหม่ฉบับหน้านะครับ


วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตของที่ดีของทุกคนในระยะยาว CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วีซ่าทักษะ วีซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere


#น้าหนวด

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ว่ากันด้วยเรื่องของใหม่...New Regional Visas & New Point Test System!!

สวัสดีวันเลือกตั้งออสเตรเลียประจำปี 2019...เพื่อนๆพี่น้องชาวไทยที่มีสัญชาติออสเตรเลียก็อย่าลืมออกไปใช้สิทธิใช้เสียงกันนะจ๊ะ คงรู้ถึงการเพิกเฉยต่อหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่นี่กันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องให้น้าสาธยายกันให้เสียเวลาเนอะ (เดี๋ยวเจ็บคอ555)

ว่ากันด้วยเรื่องของการเจ็บคอ นี่ก็ต้องเปิดบทความนี้ด้วยนี่เลย การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะอะไรหน่ะหรอ คือ ถ้าได้ตามข่าวกันในช่วงนี้ก็จะรู้ว่าโรคไข้หวัดระบาดนะจ๊ะ ร้ายแรงถึงขนาดที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายรายแล้วด้วยทั้งใน Queensland และ South Australia ร้อนถึงรัฐบาลต้องออกมาประกาศกึ่งรณรงค์เชิญชวนให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดกันแล้วจร้าาา ยังไงก็กันไว้ดีกว่าแก้ละกันนะครับ ถ้าใครมีเวลาก็ไปหาฉีดกันสักหน่อยก็ละกัน...อันที่จริงก่อนหน้านี้จะมีเรื่องวัคซีนป้องกันโรคหัดด้วยนะ แต่ตอนนี้เงียบไปละ ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรละแหล่ะมั้ง ถ้าใครไปฉีดวัคซีนแก้หวัดก็ลองถือโอกาสถามคุณหมอเกี่ยวกับวัคซีนแก้หัดไปด้วยเลยก็ได้ครับ

จากฉบับที่แล้ว https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/05/tourist-visa-pr-regional-areas.html ที่พูดถึงเรื่องของนโยบายที่รัฐบาลต้องการจะผลักดันให้เราไปอาศัยอยู่ใน regional areas เพื่อกระจายความหนาแน่นออกจากเมืองใหญ่โดยเอาการเป็น permanent residence มาเป็นสิ่งล่อตาล่อใจ เดี๋ยวในฉบับนี้เราก็จะมาต่อกันในเรื่องของวีซ่าตัวใหม่กันเลยครับ
  1. Subclass 491: Skilled Work Regional (Provisionsal) Visa - วีซ่าตัวนี้จะมาทดแทนวีซ่า subslass 489 นั่นแหล่ะ จะเป็นตัววีซ่าที่ตัวผู้สมัครจะต้องได้รับการสปอนเซอร์จากทางรัฐหรือเขตปกครองนั้นๆให้ทำงานในเขตภูมิภาคนั้น ซึ่งก็จะต้องเป็นอาชีพที่อยู่ในลิสต์ที่ทางรัฐหรือเขตปกครองนั้นๆต้องการ ถ้าเอาให้คุ้นหูก็คือตัว state sponsorship ที่ทุกคนคุ้นเคยกันนั่นแหล่ะ
  2. Subclass 494: Skilled Employer Sponsored Regional (Provisional) Visa - วีซ่าตัวนี้จะมาแทนที่ของ subclass 187 Regional Sponsored Migration Scheme หรือ RSMS ที่ผู้สมัครจะทำวีซ่าตัวนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีนายจ้างสปอนเซอร์ให้ทำงานในอาชีพที่เป็นที่ต้องการในภูมิภาคนั้นๆ
  3. Subclass 191: Permanent Residence (Skilled Regional) Visa - วีซ่าตัวนี้ไม่ได้มาแทนที่ใคร เพราะเอาเข้าจริงแล้วคนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ #หยอกหยอกนะ555 เพิ่มอรรถรสให้บทความหน่อย...เอาง่ายๆ วีซ่าตัวนี้ก็คือ ตัว PR ที่จะได้จากการมีวีซ่าทักษะแบบชั่วคราวในเขตภูมิภาคมาก่อนนั่นแหล่ะ โดยจะต้องถือวีซ่าชั่วคราว subclass 491 หรือ 494 ก่อน ถึงจะยื่นขอ PR subclass 191 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2022 เป็นต้นไป
อนึ่ง อย่างที่ได้บอกไปว่า ตัว PR subclass 191 จะใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2022 เป็นต้นไป และจะต้องถือวีซ่าทักษะชั่วคราว subclass 491 หรือ 494 มาก่อน โดยตัว 491 และ 494 จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้...ก็เท่ากับว่าจะต้องถือวีซ่าทักษะชั่วคราวตัวใหม่นี้เป็นเวลา 3 ปีเป็นอย่างน้อย ถึงจะได้ PR subclass 191

อันที่จริงวีซ่าทั้ง 3 ตัวที่ว่านี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากวีซ่าทักษะทั้งแบบชั่วคราวและถาวรแบบเดิมเท่าไหร่นะ...เอาจริงๆที่แตกต่างก็จะเป็นเรื่องในเรื่องของการจำกัดพื้นที่ให้เป็น regional areas ซะมากกว่า จากที่ในปัจจุบันจะต้องมาเช็ครหัสไปรษณีย์กันให้วุ่นวาย แต่ถ้าวีซ่าใหม่ทั้ง 3 ตัวนี้เริ่มใช้เมื่อไหร่ เขตภูมิภาค หรือ regional areas ต่างๆ ก็จะอยู่แทบทั่วออสเตรเลียเลย ขอแค่ไม่อยู่ในเมืองใหญ่ต่างๆ รวมถึงอาณาบริเวณโดยรอบ เดี๋ยวคงต้องอัพเดทกันอีกทีว่าในเรื่องขอบเขตของบริเวณที่เป็นเขตภูมิภาคจะเป็นยังไง

นอกจากจะมีวีซ่าตัวใหม่ให้ใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว อิมมิเกรชั่นยังได้ออกมาพูดถึงระบบการนับคะแนนแบบใหม่สำหรับคนที่ยื่นสามารถขอ PR ผ่านทางวีซ่าทักษะได้ด้วยตัวเองอีกด้วย คือ ไม่ได้จะมีการเปลี่ยนแปลงคะแนนขั้นต่ำที่ 60 และ 65 คะแนนสำหรับภูมิภาคท้องถิ่น (regional areas) และพื้นที่ทั่วไปตามลำดับแต่อย่างใดนะ แต่จะเป็นในรายละเอียดของการเพิ่มหมวดหมู่ หรือเพิ่มคะแนนในหมวดหมู่นั้นๆเข้ามาเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายสำหรับคนที่มีคู่ครองหรือมีคนติดตามเข้ามาใน application ของการยื่น PR นั้น เพราะดูเหมือนว่าการนับคะแนนแบบใหม่ที่จะใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ดูแล้วจะค่อนข้างเอื้อประโยชน์ให้กับคนโสดหรือคนที่ไม่ต้องมีคนมาติดตามใน application ยังไงก็ไม่รู้...เดี๋ยวเรามาดูกันว่าที่จะเพิ่มเข้ามาเนี่ยะ มันมีอะไรกันบ้าง
  • more points for having a skilled spouse or de facto partner (10 points)
  • more points for applicants nominated by a State or Territory government or sponsored by a family member residing in regional Australia (15 points)
  • more points for having certain STEM qualifications (10 points)
  • points for applicants who do not have a spouse or de facto partner (10 points)
  • points for applicants with a spouse or de facto partner who has competent English (5 points)
บทความฉลองวันเลือกตั้งในฉบับนี้ก็จะประมาณนี้แหล่ะ เดี๋ยวก็จะส่งท้ายเหมือนเดิมด้วยลิงค์ข้อมูลต่างๆให้ตามไปวาร์ปกัน เผื่อบางคนอยากจะหาอ่านข้อมูลจากแหล่งที่มาจะได้ไปอ่านกันได้ถูก และจะได้เป็นหลักประกันให้น้าด้วยว่าที่เอามาเขียนเนี่ยะ มีข้อมูลที่มาที่ไปนะเฟร้ยยย ไม่ได้นั่งเทียนมโนเอาเอง

จบๆกันไปในฉบับนี้ด้วยช่องทางการติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office กันเหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็กดมาปรึกษาสามารถปรึกษากับ Migration agent ของ CPSydney office ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือต่อให้จะไม่มีปัญหาอะไร แต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อโทรเข้ามาสอบถามกันได้ที่เบอร์เดียวกันนี้เหมือนกันนะ ถ้าเป็นสาย social ก็ทักกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ สะดวกติดต่อทางไหนก็เลือกเอาทางนั้น ตามใจชอบ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตของที่ดีของทุกคนในระยะยาว CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วีซ่าทักษะ วีซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere

#น้าหนวด

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Tourist Visa ก็เคี่ยวไม่แพ้กัน และนโยบายใหม่สู่การเป็น PR ผ่านทาง Regional areas

สวัสดีต้อนรับเดือนพฤษภาคมจร้าาา...เริ่มต้นฉบับปฐมฤกษ์ของเดือนนี้ด้วยข่าวด่วนข่าวร้ายที่ต้องมาแจ้งเตือนให้หลานๆได้ทราบกันอย่างทันท่วงทีเกี่ยวกับวีซ่าท่องเที่ยว

อย่างที่ทราบกันดีแหล่ะว่าหลายๆคนต้องการมาออสเตรเลียด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป (อันนี้ไม่อยากจะว่ากันซักเท่าไหร่ เพราะต่างกรรมต่างวาระ...แต่ทุกๆที่มันมีกฏและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม ก็อยากให้เข้าใจตรงกันด้วย) ทำให้หลายๆคนต้องหาหนทางดิ้นรนที่จะเอาตัวเข้ามาอยู่ในประเทศนี้ให้ได้ และด้วยความที่วีซ่าต่างๆมันยากขึ้นรวมถึงวีซ่านักเรียนด้วยในช่วงหลัง ทำให้หลายๆคนเกิดความคิดที่จะเอาดีทางด้านวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อให้ได้เข้ามาอยู่ในประเทศนี้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาเปลี่ยนเป็นวีซ่าต่างๆในภายหลัง จนพลอยทำให้วีซ่าท่องเที่ยวเองก็ยากขึ้นไปด้วยในทุกวันนี้ (ขอไม่ลงลึกในรายละเอียดละกันนะครับ) การพิจารณาวีซ่าท่องเที่ยวที่ยากขึ้นก็แย่แล้ว แต่เจ้ากรรม วันนี้สดๆร้อนๆเลยนะจ๊ะ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฏหมายวีซ่า (Migration agent) ของทาง CPSydney office เพิ่งได้รับสายจากลูกค้าที่โทรมาแจ้งให้เราทราบว่า "ถูกยกเลิกวีซ่าท่องเที่ยว" จากสถานทูตออสเตรเลียในประเทศไทย โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับระยะเวลาที่ระบุว่าจะอยู่ในออสเตรเลียและงานที่จะกลับไปทำหลังจากเที่ยวเสร็จ

จากเรื่องข้างต้น น้าก็ได้รับคำแนะนำจาก Migration agent ให้มาแจ้งเตือนให้ทุกคนได้ทราบกัน โดยมีคำแนะนำดังต่อไปนี้
  1. อย่าอยู่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในตอนที่ขอวีซ่าท่องเที่ยว
  2. อย่าลาออกจากงานในภายหลัง หลังจากที่ได้วีซ่าท่องเที่ยวมาแล้ว ดูเหมือนว่าอิมมิเกรชั่นจะสามารถโทรไปเช็คกับทางนายจ้างที่เราระบุไว้ได้
"เตือนแล้วนะ!!!"

หัวข้อแรกที่อยากจะพูดถึงก็มีแค่นี้แหล่ะ แค่อยากจะมาเตือนให้ได้รู้กันไว้...น้าก็ตอบไม่ได้หรอกว่าอิมมิเกรชั่นจะเช็คและเข้มงวดกับทุกเคสหรือเปล่า หรือลูกค้าคนนี้อาจจะโชคร้ายดวงแตกโดนสุ่มขึ้นมาพอดี แต่ก็อย่างที่บอกแหล่ะว่า "เตือนแล้วนะ" ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเนอะ

ไปต่อกันอย่างรวดเร็วกับข่าวที่ประกาศออกมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา (ขอโทษที่เพิ่งได้มาเขียนให้ได้อ่านกัน แต่ก่อนหน้านี้มันมีเรื่องที่สำคัญกว่าที่ต้องเขียนจริงๆ...หาอ่านบทความเกี่ยวกับวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่ และ Sponsorship Approval ได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/) ซึ่งใจความหลักของประกาศดังกล่าวจะเป็นนโยบายที่ผลักดันให้คนไปอยู่ในบริเวณ regional areas มากขึ้น โดยเอาเส้นทางสู่การเป็น Australian Permanent Residency เป็นตัวกระตุ้นในนโยบายดังกล่าว เดี๋ยวเรามาดูกันไปทีละหัวข้อเลยว่านโยบายที่ว่านี้มีใจความสำคัญยังไงกันบ้าง
  • ทุนการศึกษาสำหรับการเรียนมหา'ลัยใน regional areas
รัฐบาลจะแจกทุนการศึกษามูลค่า A$15,000 เป็นจำนวนกว่า 1,000 ทุนให้กับนักเรียนทั้ง domestic และ international student ที่เรียนตั้งแต่ระดับปริญญาขึ้นไปกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน regional areas...นอกจากจะได้ทุนการศึกษาจากทางรัฐบาลแล้ว นักเรียนต่างชาติที่เรียนจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยใน regional areas ยังจะได้รับสิทธิพิเศษสามารถขอ Post-study Work Visa ได้เป็นระยะเวลา 3 ปี จากที่ปกติวีซ่าตัวนี้จะมีระยะเวลาแค่เพียง 2 ปีเท่านั้น
  • วีซ่าตัวใหม่สำหรับหนทางที่นำไปสู่ PR ผ่านทาง regional areas
ด้วยนโยบายที่ต้องการผลักดันให้คนไปอยู่ใน regional areas เพื่อกระจายความแออัดในเมืองใหญ่ให้ลดลง รัฐบาลเลยวางแผนที่จะคลอดวีซ่าตัวใหม่เพื่อนำไปสู่การเป็น PR โดยใช้การอาศัยอยู่ใน regional areas เป็นเส้นทางสำหรับผู้ที่ต้องการได้ Australian Permanent Residency ในอนาคต โดยได้กำหนดออกมาคร่าวๆแล้วว่าวีซ่าดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2019 เป็นต้นไป
  • โควตาการขอ PR ต่อปี
หัวข้อสุดท้ายอาจจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก คือ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2019 เป็นต้นไป โควตาการขอ PR จะลดลงเหลืออยู่ที่ 160,000 คนต่อปี เป็นระยะเวลา 4 ปีด้วยกัน โดยแบ่งหลักๆออกเป็น 2 streams ได้แก่ การเป็น PR ด้วยความสามารถและทักษะของตัวเองอยู่ที่จำนวน 108,682 คนต่อปี และการเป็น PR ผ่านทางวีซ่าครอบครัวประเภทต่างอีก 51,318 คนต่อปี

อัพเดทสุดท้ายที่น่าปวดหัวไม่แพ้จำนวนโควตา PR ต่อปีที่ลดลง ก็เป็นเรื่องของ visa application fee...ดูเหมือนว่าอิมมิเกรชั่นจะขึ้นราคาค่าวีซ่าประเภทต่างๆอีกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 เป็นต้นไปอีกแล้วนะครับ แต่รอบนี้ยังดีหน่อย เพราะข่าวที่หลุดออกมาระบุไว้ว่าค่าวีซ่าที่จะถูกปรับให้เพิ่มขึ้น จะเพิ่มขึ้นแค่เพียง 5.4% โดยประมาณจากราคาในปัจจุบัน ก็หวังว่าจะเป็นจริงตามที่ข่าวบอกเนอะ อย่าเพิ่มขึ้นฮวบฮาบเหมือนคราวก่อนอีกละกัน

สุดท้ายก็แหล่งข้อมูลสำหรับบทความในฉบับนี้ เผื่อหลานๆจะวาร์ปไปอ่านกันเองต่อจากต้นตอของข้อมูลที่เอามาเขียนให้ได้อ่านกันในวันนี้

ส่งท้ายฉบับนี้เหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ สะดวกติดต่อทางไหนก็เลือกได้ตามใจชอบ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney






















วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้








#น้าหนวด

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562

Partner Visa เตรียมตัวให้พร้อม...ไม่ช้าก็เร็ว ยังไงก็โดน!!!

สวัสดีเดือนเมษายนกันอีกครั้งย้อนหลังวันสงกรานต์ ต้อนรับวันครอบครัว...วันนี้น้าก็ยังคงวนเเวียนอยู่กับ Sponsorship Approval กันอีกฉบับและหวังว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายแล้วที่ต้องมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้555 ไม่ได้ขี้เกียจนะจ๊ะ แต่อยากไปเขียนเรื่องอื่นบ้าง

หลังจากที่ฉบับที่แล้วและฉบับก่อนหน้านี้ น้าได้เขียนไปแล้วเกี่ยวกับ Sponsorship Approval ในเบื้องต้นตามที่มีประกาศออกมาจากทางอิมมิเกรชั่นก่อนหน้านี้ (วาร์ปไปอ่านบทความย้อนหลังที่คลังสมบัติของเรากันได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/)...ล่าสุดก็ได้มีประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ Sponsorship Approval สำหรับการทำวีซ่าครอบครัวต่างๆออกมาทั้งในเรื่องของคุณสมบัติ, วันเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ, และค่าสินสอดทองหมั้นของการทำ Sponsorship Approval ก็เดี๋ยวมาทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันเลยละกันเนอะ จะได้เตรียมตัวกันให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาเยือนท่านๆทั้งหลายในระยะเวลาอันใกล้ที่จะถึงนี้
  • จะขอ Sponsorship Approval ได้...สปอนเซอร์ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
    • ต้องมีสถานะทางเชื้อชาติเป็น Australian Citizenship/Permanent Residency หรืออย่างน้อยก็ต้อง eligible for New Zealand Citizenship
    • ต้องมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด หรืออยู่ในสถานภาพของการเป็นบุตรบุญธรรม...ความสัมพันธ์สุดท้ายแบบภาษาบ้านๆให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็นลูกเขยหรือลูกสะใภ้ ก็สามารถทำได้ครับ
    • ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ รวมถึงต้องพิสูจน์ได้ว่าอาศัยอยู่ในออสเตรเลียมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี
    • ต้องไม่มีประวัติทางคดีความใดๆในประเทศที่เคยไปอาศัยอยู่เป็นระยะเวลา 12 เดือนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
    • ข้อนี้สะเทือนใจสุด!!! ต้องมี annual income ไม่ต่ำกว่า A$83,454.80 รวมถึงต้องไม่มีสภาวะหนี้สินใดๆอีกด้วย ยังดีที่สามารถนำรายรับของคู่สมรสมานับรวมได้ด้วยในกรณีที่มีคู่สมรสแล้ว หรืออยู่ในความสัมพันธ์แบบ de facto relationship
  • Grand Opening Day
    • ตอนนี้ได้ประกาศออกมาแล้วว่า Sponsorship Approval สำหรับวีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆ จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันพุธที่ 17 เมษายนที่จะถึงนี้เป็นต้นไปนะจ๊ะ โดยวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ก็จะต้องมีเอกสารตัวนี้ก่อนเช่นกันถึงจะสามารถขอวีซ่าให้คุณพ่อคุณแม่ได้...
    • เดชะบุญทูนหัวของบ่าว โชคยังดีที่ในวันศุกรที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา อิมฯได้ออกมาอัพเดทว่า Sponsorship Approval จะมีผลบังคับใช้กับวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่เท่านั้นสำหรับตอนนี้ (คือตอนแรกที่ประกาศมา พี่อิมแกเล่นให้บังคับใช้พร้อมกันกับวีซ่าคู่ครองด้วยเลย)
  • ค่าสินสอดทองหมั้น ค่า application fee ของขั้นตอนนี้ก็ไม่เท่าไหร่ครับ น่ารักพอเป็นกระษัยด้วยสนนราคาแค่เพียง A$420 เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม จากประกาศล่าสุดเกี่ยวกับการทำ Sponsorship Approval ก็ยังไม่ได้มีประกาศออกมาว่าขั้นตอนนี้จะใช้เวลาในการพิจารณานานแค่ไหน และที่บอกว่ายังไม่ได้มีผลบังคับใช้พร้อมกับวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่ในวันพุธที่ 17 เมษายนที่กำลังจะถึงนี้ แต่ ถ้ายังจำกันได้จากเนื้อหาของฉบับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังไง Sponsorship Approval สำหรับวีซ่าคู่ครองก็จะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่ช้าก็เร็วนี้อยู่ดี คาดว่าน่าจะเป็นประมาณช่วงกลางเดือนมิถุนายนของปีนี้นี่แหล่ะ เพราะฉะนั้น #อย่าหาว่าน้าสอนนะ ถ้าตอนนี้เอกสารค่อนข้างครบแล้ว สภาพคล่องการทางเงินก็โอเค ก็ยื่นไปเลยเห๊อะ จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับขั้นตอนการขอ Sponsorship Approval เพิ่มเติม



อันนี้ก็จะเป็นสรุปล่าสุดเกี่ยวกับ Sponsorship Approval หวังว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอีก น้าจะได้เอาเวลาไปเขียนเรื่องอื่นบ้าง เพราะตอนนี้อิมฯนี่ประกาศออกมาถี่เหลือเกิน...เดี๋ยวในฉบับถัดไปจะมาเขียนเกี่ยวกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลที่ผลักดันให้คนไปอาศัยอยู่บริเวณรอบนอกพวก regional areas แล้วก็วีซ่าทักษะชั่วคราวตัวใหม่สำหรับการขอ PR ในอนาคตให้อ่านกันนะจ๊ะ

ส่งท้ายฉบับนี้เหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ สะดวกติดต่อทางไหนก็เลือกได้ตามใจชอบ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney






















วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้








#น้าหนวด