วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

SSVF ตัวเดิม เพิ่มเติมคือ Immigration Risk Rating REVIEW พ่วงด้วยข่าวลือเกี่ยวกับวีซ่า RSMS ที่ Perth!!!


สวัสดีครับ น้าหนวด กลับมาแล้ว!! รอบนี้กลับมาเร็วหน่อยนะครับ จากที่ปกติจะเขียนบทความออนไลน์แค่เดือนละฉบับ แต่นี่ก็ต้องมาเขียนส่งท้ายสิ้นเดือนมีนาคม 2017 จนได้!! ก็เป็นเรื่องแล้วนะครับสำหรับเพื่อนๆนักเรียนคนไทย ในที่สุดทางอิมมิเกรชั่นก็ได้ออกมา Immigration Risk Rating ตัวใหม่ออกมาแล้วนะครับ ซึ่งก็เป็นไปตามโผที่เราได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่สถาบันต่างๆ คือ  COUNTRY RISK RATING ตัวใหม่ของนักเรียนไทยได้ถูกปรับลงไปเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด (LEVEL 3) และมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันนี้จากการเช็คจากหน้าเวบของอิมมิเกรชั่นในช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนาจาาา ก่อนอื่นน้าหนวดต้องขอออกตัวก่อนนิดนึงว่า ด้วยความที่หัวข้อในวันนี้อาจจะมีความตึงเครียดและจริงจังพอสมควร แต่น้าหนวดไม่ได้ต้องการให้มันออกมาโทนที่มีความตึงอะไรเบอร์นั้น น้าหนวดก็อาจจะใช้ภาษาเบาๆ เติมความตลกเข้าไปเล็กน้อย ถ้าผิดพลาดอะไรไปก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ^^

จากที่ก่อนหน้านี้ทางเพจของ CP Sydney ได้แชร์ประกาศที่ได้รับโดยตรงมาจากอิมฯในวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ที่แจ้งให้สถาบันและเอเจนท์ที่มี Registered Migration Agent ที่ลงทะเบียนขึ้นตรงกับอิมฯได้ทราบว่า เขาจะแจ้งตัว Immigration Risk Rating ตัวใหม่ออกมาในวันที่ 31 มีนาคม 2017 ผ่านทาง https://www.border.gov.au/Trav/Visa-1/500- (สามารถคลิกอ่านรายละเอียดของประกาศจากอิมฯตามลิงค์นี้ได้เลยนะจ๊ะ https://www.facebook.com/cpsyd/photos/a.397281047009877.90612.397245567013425/1438660609538577/?type=3&theater) ในที่สุดวันนี้เราก็ได้ทราบผลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ก็เป็นไปตามที่เขียนไว้ในอักษรสีแดงพร้อมไฮไลท์ดำด้านบนเลย คือ เราโดนปรับลงไปให้อยู่ในกลุ่ม Level 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้วจริงๆ โดยจะมีผลเริ่มใช้ทันทีตั้งแต่วันนี้เลยด้วย ก็เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดกันว่าจะมีผลกระทบยังไงกับนักเรียนไทยกันบ้าง แล้วก็ปิดท้ายด้วยข่าวลือช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเกี่ยวกับวีซ่า RSMS ที่ Perth จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปว่า ไม่สามารถยื่นวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ (subclass 457) ได้อีกต่อไป เดี๋ยวเรามาลองอ่านกันเลยละกันนะครับ คุณผู้โช้มมม

ก็คือ นับตั้งแต่วันนี้ (31 มีนาคม 2017) นักเรียนไทยจะต้องแนบ เอกสารการเงิน และผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ เข้าไปเป็นเอกสารประกอบการขอวีซ่านักเรียนในทุกกรณี นอกจากว่าเราจะลงเรียนในสถาบันที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงน้อย (Level 1) หรือจนกว่าประกาศตัวใหม่จะออกมา ซึ่งก็ต้องรอหลังจากเดือนกันยายนเป็นต้นไปนู้นนนเลยทีเดียว ซึ่งจากผลการประเมินรอบใหม่ดังกล่าว ทำให้นักเรียนถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Regular: R มีผลให้เราต้องแนบเอกสารการเงิน และผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษเข้าไปในการยื่นขอวีซ่านักเรียนตั้งแต่แรก...

ทำไมน้าหนวดถึงใช้คำว่า “ต้องแนบเอกสารทั้ง 2 ตัวเข้าไปตั้งแต่แรก” ก็เพราะว่า ถ้าเราไม่ได้แนบเอกสารทั้ง 2 เข้าไปตั้งแต่แรก visa application ของเราจะถูกพิจารณาเป็น ใบสมัครที่ไม่สมบูรณ์ (Incomplete application) และมีผลทำให้อิมฯสามารถปฏิเสธวีซ่าของเราได้ทันที โดยไม่ต้องทำการขอเอกสารหรือทำการสัมภาษณ์เพิ่มเติมแต่อย่างใดครับ เพราะเขาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า visa application ทุกใบจะต้อง complete เขาถึงจะพิจารณาวีซ่าให้ ส่วนเรื่องว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็อีกเรื่องหนึ่งนะจ๊ะ อันนี้ก็ต้องแฮฟสติในการอ่านกันนิดนึง ตามที่เมนเทอร์มาช่าได้กล่าวไว้นะครับ

ในเมื่อรู้แล้วว่าข้อเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมีอะไรบ้าง คราวนี้เราก็มาดูในรายละเอียดของเอกสารการเงิน และผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษกันต่อเลยดีกว่าว่า ต้องเป็นเอกสารแบบไหน และมีข้อยกเว้นอะไรบ้าง...เริ่มกันที่ “ผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ” กันก่อนเลยละกัน ตั้งแต่ SSVF มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2016 ทางอิมฯก็ได้ออกมาระบุว่า ในกรณีที่นักเรียนต้องแสดงผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ เราควรจะได้ผลสอบขั้นต่ำที่ IELTS 4.5 หรือเทียบเท่า ซึ่งระดับคะแนนนี้ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลีย และอิมฯ ที่คิดว่าเป็นผลขั้นต่ำที่เพียงพอสำหรับ overseas student ในระดับเบื้องต้นสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เดี๋ยวลองมาดูรายละเอียดของผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษโดยละเอียดจากทาง IMMI ตามรูปด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ
แต่ทว่าอิมฯก็ยังมีความ "ตะมุตะมิ" ใจดีออกข้อยกเว้นเงื่อนไขที่ไม่ต้องโชว์ผลสอบ IELTS หรือผลสอบตัวอื่นที่เทียบเท่ามาไว้ด้วยเหมือนกัน ดังนี้
  • you are enrolled in full-time school studies as a principal course including in a secondary exchange programme, a postgraduate research course, a standalone English Language Intensive Course for Overseas Students (ELICOS), and Foreign Affairs or Defence sponsored students
  • you have completed at least five years’ study in one or more of the following countries: Australia, UK, USA, Canada, New Zealand, South Africa, or the Republic of Ireland
  • you are a citizen and hold a passport from UK, USA, Canada, NZ or Republic of Ireland
  • in the two years before applying for the student visa, you completed, in Australia and in the English language, either the Senior Secondary Certificate of Education or a substantial component of a course leading to a qualification from the Australian Qualifications Framework at the Certificate IV or higher level, while you held a student visa.
จากเงื่อนไขทั้ง 4 ข้างบนก็สามารถสรุปได้ดังนี้นะครับ คือ 
  • ลงเรียนมาในหลักสูตรจำพวก นักเรียนแลกเปลี่ยนในระดับชั้นมัธยมศึกษา, หลักสูตรปริญญาโทแบบ research, หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบเพียวๆ, และนักเรียนทุน
  • มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า “เราสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีจากประเทศต่างๆ ได้แก่ Australia, Canada, New Zealand, Republic of South Africa, Republic of Ireland, United Kingdom and/or United States of America”
  • ถือสัญชาติและพาสปอร์ตของ UK, USA, Canada, New Zealand,  หรือ Republic of Ireland
  • มีหลักฐานการศึกษาที่พิสูจน์ได้ว่า “เราสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ Certificate IV ภายในเวลา 2 ปีก่อนที่จะยื่นวีซ่านักเรียน”
ข้ามมาที่เรื่องเงินๆทองๆ หรือเอกสารการเงิน (Financial Document) กันบ้าง ซึ่งก็อาจจะนับได้ว่าเป็นระดับชาติอย่างหนึ่งของน้องๆหนูๆหลายๆคน ซึ่งในจุดๆนี้น้าหนวดก็ขอออกตัวล้อฟรีเตือนน้องๆหนูๆกันก่อนเลยว่า อย่าใช้เอกสารปลอม หรือการตกแต่งบัญชีเลย ตอนยื่นไปก็กังวลว่าจะโดนจับได้ไหม จับไม่ได้ก็ดีไป รอดดด แต่ถ้าโดนจับได้นี่เฟวเลยนะยูว์ เพราะจะติดบัญชีดำ โดนแบน 3 ปี เสียโอกาสไปเลยนะครับ ตัวอย่างน้องลูกค้าที่เอเจนท์ตกแต่งบัญชีให้โดยไม่ได้บอกผลเสียที่อาจจะตามมาจนโดนแบน 3 ปี เราก็เคยเห็นมากับตาแล้ว มันได้คุ้มเสียรึป่าว?? ก็ลองถามใจเธอดู โดยปกติเอกสารการเงินจะมีทั้งหมด 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่
  1. หลักฐานทางการเงินที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนของการเดินทางมายังประเทศออสเตรเลีย, ค่ากินอยู่ในออสเตรเลียระยะเวลา 12 เดือน, และค่าเรียนสำหรับ 12 เดือนแรก สำหรับนักเรียนและผู้ติดตาม (ถ้ามี) อันนี้อิมฯเขาไม่ได้หมายถึงว่าต้องเป็น bank statement ย้อนหลัง 12 เดือนนะครับ โดยปกติที่เราใช้กันก็คือ bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน เพราะฉะนั้นน้าหนวดเข้าใจว่าน่าจะใช้ bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน ได้ตามปกติครับ
  2. หลักฐานรายได้ต่อปีของสปอนเซอร์ โดยสปอนเซอร์จะต้องมีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า AUD$60,000 สำหรับการสปอนเซอร์นักเรียน 1 คน หรือต้องมีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า AUD$70,000 สำหรับการสปอนเซอร์นักเรียนและคนติดตามอีก 1 คน
  3. ใบตอบรับการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในระดับมัธยมศึกษา (Acceptance Advice of Secondary Exchange Student: AASES)
  4. จดหมายรับรองจากทาง Department of Foreign Affairs and Trade, or Department of Defence อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นเอกสารของพวกนักเรียนที่ได้ทุนต่างๆจากทางรัฐบาลออสเตรเลีย
ด้วยความที่เอกสารการเงิน ในข้อแรก ดูมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นน้าหนวดก็จะมีตัวอย่างการคำนวณมาให้น้องๆหนูๆได้ดูเพื่อเพิ่มความเข้าใจให้เห็นภาพกันมากขึ้นด้วยนะครับ 
ค่าใช้จ่าย ค่ากินอยู่ในออสเตรเลียระยะเวลา 12 เดือน
$19,830.00
ค่าเรียนสำหรับ 12 เดือนแรก
$6,000.00
ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางมายังประเทศออสเตรเลีย
$2,000.00
รวม
$27,830.00

อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างการคำนวณขั้นต่ำสำหรับคนที่ลงเรียนภาษามาในระยะเวลาไม่เกิน 24 สัปดาห์ และทำแพคเกจมากับหลักสูตรวิชาชีพที่ค่าเทอมตกเทอมละ AUD$1,500 เท่านั้นนะครับ
โดยเลขตัวอย่างทั้งหมดนี่ก็เป็นตัวเลขที่กำหนดมาจากอิมฯทั้งนั้นเลยนะจ๊ะ ไม่มีการมโนขึ้นมาเองแต่อย่างใดเลยนะซิฮิ (น้องๆหนูๆสามารถดูตัวเลขที่อิมฯกำหนดมาได้จากแหล่งที่มาข้างล่างได้เลยนะครับ)
หลังจากนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประกาศตัวใหม่นี่คงมีผลกระทบโดยรวมกับน้องๆคนไทยทั้งหมด แต่ถ้าคิดกันดีๆจากความตะมุตะมิของอิมฯที่มีข้อยกเว้นในส่วนของ ผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ ให้ ก็จะเห็นได้ว่ามันอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบเกี่ยวกับการเตรียมเอกสารของน้องๆคนไทยที่อยู่ในออสเตรเลียมาสักระยะซักเท่าไหร่ เพราะหลายๆคนอาจจะยังสามารถหาเอกสารยกเว้นดังกล่าวมาใช้แทนผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษได้ แต่การเป็น LEVEL 3 ของบ้านเราเนี่ยะ แน่นอนว่า “อิมฯจะเพ่งเล็งเอกสารของเรามากขึ้น และอาจจะมีผลให้วีซ่านักเรียนสำหรับนักเรียนไทยมีความยากมากขึ้นด้วยเหมือนกัน” นอกจากนี้ ผลกระทบแฝงที่ตามมาสำหรับน้องๆนักเรียนที่ต้องทำเรื่องมาจากที่ไทยอีกอย่างก็คือ หลายๆสถาบันก็จะมีนโยบายที่ว่าไม่รับนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มของ LEVEL 3 ที่ทำเรื่องมาจากประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้นการหาสถาบันให้กับน้องๆที่มาจากไทยโดยตรงก็อาจจะมีความยากขึ้นไปอีกนิสนึง

สุดท้าย ตามที่เกริ่นไว้ตั้งแต่เริ่มว่า อีกกรณีหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนไทยไม่ต้องแนบเอกสารบังคับทั้ง 2 ตัวก็คือ เราต้องไปลงเรียนในสถาบันที่อยู่ในกลุ่มของ LEVEL 1 เพื่อที่จะได้ทำให้เราถูกพิจารณาวีซ่าในกลุ่มของ Streamlined: S แทนที่จะเป็นแบบ Regular: R ซึ่งตรงนี้น้าหนวดได้แนบตารางเปรียบเทียบ Immigration Risk Rating มาให้ไว้ในด้านล่างด้วย ทุกคนจะได้เห็นภาพและเข้าใจการแบ่งประเภทของ Immigration Risk Rating มากขึ้น หรือว่าจะลองย้อนกลับไปอ่านบทความตัวเต็มเกี่ยวกับ SSVF ที่เคยเขียนไว้ตั้งแต่มีการประกาศเริ่มใช้ตามลิงค์ที่แปะไว้ให้ก็ได้นะครับ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/2016/08/visa-talk-by-cp-sydney.html

หมดเรื่องเครียดๆของวีซ่านักเรียนคราวนี้ก็นั่งเรือข้ามฟากมาที่ข่าวเกี่ยวกับวีซ่า Regional Sponsored Migration Scheme: RSMS ของ Perth กันบ้างละกัน เพราะมีหลายคนเข้าใจผิด แล้วไปเต้าข่าวกันว่า Temporary Work Skilled Visa (subclass 457) ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว!! แฮฟ สติ กันหน่อยนะคะทู๊กกก โค้นนน อย่าให้เมนเทอร์มาช่าต้องพูดบ่อย555
เข้าประเด็นกันเลยนะ รัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้ประกาศยกเลิก Temporary Work Skilled Visa (subclass 457) แต่อย่างใดค่ะ ที่เป็นข่าวออกมาป็นแค่ตัววีซ่า RSMS สำหรับคนที่ต้องการสปอนเซอร์จากพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น และเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมาโดย Australian Labor Party ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งใน Western Australia ที่มีนโยบายใหม่ว่า

“New applications for the Perth region remain suspended. Further information will be posted on the migration portal as it becomes available. All applications received before suspension of the program on 13 March 2017 will be processed according to the RSMS guidelines in place at the time of application, including for the Perth region.”
(สามารถคลิกลิงค์นี้เพื่อดูประกาศจากหน้าเวบของหน่วยงานรัฐใน Western Australia กันได้นะจ๊ะ http://www.migration.wa.gov.au/services/regional-sponsored-migration-scheme)

ก็คือ หลังจากวันที่ 13 มีนาคมเป็นต้นไป RSMS Visa application สำหรับ Perth region จะยื่นไม่ได้อีกแล้ว ง่ายๆก็คือ Perth region เนี่ยะจะไม่ถูกพิจารณาให้เป็น regional area ดินแดนอันห่างไกลอีกต่อไปแล้วเท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นสบายใจได้หายห่วงว่าตัววีซ่า 457 หรือนายจ้างสปอนเซอร์เนี่ยะยังอยู่ดี ปลอดภัยไร้กังวล และทุกคนยังสามารถยื่นวีซ่าภายใต้ subclass นี้ได้อย่างเป็นปกติ

เอาหล่ะครับ นี่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับวีซ่าที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นมาสดๆร้อนๆในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคมต้อนรับเดือนเมษายนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้...หากน้องๆเพื่อนๆคนไหนที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆในประเทศออสเตรเลีย หรืออยากถามข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่าอื่นๆไม่ว่าจะเป็นวีซ่าครอบครัวหรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางทีมงาน CP Sydney office ได้ที่ +61 2 9267 8522 หรือจะกดไลค์ติดตามหรือส่งข้อความมาทาง CP Sydney Facebook Page ที่ https://www.facebook.com/cpsyd/ ได้เลยนะครับ

ทั้งนี้ จากที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทาง CP Sydney office ของเราจึงได้ตัดสินใจว่า จะจัดสัมมนาเพื่อเป็นการให้ข้อมูล และถาม-ตอบให้กับน้องๆหนูๆทุกคนที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยจะจัดเป็นงานสัมมนาเล็กๆใน วันพุธที่ 19 เมษายน 2017 ที่จะถึงนี้ เป็น session เล็กๆภายในออฟฟิศของเรา ซึ่งคิดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เต็มที่ก็ 1 ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่เวลา 13.30-15.00 น. เท่านั้น เพราะฉะนั้นหากน้องๆนักเรียนหรือเพื่อนๆคนไหนสนใจ ก็สามารถโทรมาสำรองที่นั่งได้ที่ +61 2 9267 8522 เบอร์เดียวเบอร์เดิม และด้วยความที่เราจะจัดเป็น session เล็กๆ เต็มที่ก็น่าจะรับได้ไม่เกิน 20 คนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเงื่อนไขเดียวที่เราขอร้องก็คือ รบกวนโทรมาสำรองที่นั่ง แจ้งคอนเฟิร์มจำนวนคนที่จะมากับทางเรา และมาจริงๆในวันดังกล่าวเท่านั้นเอง คนอื่นจะได้ไม่เสียสิทธิ์ในการเข้าร่วมนะครับ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้องเป็นห่วง งานนี้เป็นสัมมนา ฟรี  ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคนครับ!!
#น้าหนวด
#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

พักเรื่องหนักๆ..มาว่าด้วยเรื่องเบาๆกับการแนะนำสถาบันใน Sydney กันบ้างดีกว่า!!!


สวัสดีครับ Visa Talk by CPSydney ประจำเดือนมีนาคม 2017 มาแล้วจร้าาา!! หลังจากที่เมื่อวาน (15 มีนาคม 2017) เป็นวันสุดสนุกสนานหรรษาของเอเจนท์หลายๆที่เนื่องจากเป็นวันที่วีซ่านักเรียนหมดมากที่สุดในรอบปี อันเป็นผลมาจากการที่น้องๆนักเรียนทุกคนไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่เรียนในหลักสูตรใดก็ตามเป็นระยะเวลามากกว่า 10 เดือนขึ้นไป แล้วคอร์สมาจบในช่วงปลายปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป วีซ่าของน้องๆเพื่อนๆจะไปหมดเอาวันที่ 15 มีนาคม ของปีถัดไปแทนโดยอัตโนมัติ ยังไงดูรูปแนบพร้อมแหล่งที่มาได้ด้านล่างกันได้เลยนะครับ

วันนี้ทาง CP Sydney office ของเรา จะขอเป็นหัวข้อเบาๆบ้างดีกว่ากับการแนะนำสถาบันสัก 2 ที่ในซิดนีย์ให้น้องๆและเพื่อนๆได้รู้จักกันบ้างดีกว่า หลังจากที่ใน 2 ฉบับก่อนหน้านี้น้าหนวดได้เขียนเกี่ยวกับผลสรุปการประชุมและพิจารณาเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนออสเตรเลียสำหรับคนไทยประจำปี 2016 http://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2017/02/2016.html และการทำวีซ่าคู่ครอง http://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2017/02/blog-post.html ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เอาเป็นว่ามาเริ่มกันเลยดีกว่า

สถาบันแรก King's Own Institute (KOI)
เชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆคนคงคุ้นชื่อกับสถาบันนี้กันอยู่บ้างแล้ว จุดเด่นของ KOI คืออะไร?? คงจะตอบแบบตรงๆเลยว่า "เป็นสถาบันที่เน้นเปิดสอนในระดับปริญญาตรีขึ้นไป แต่มีราคาที่ค่อนข้างสบายกระเป๋า" โดยจะมีราคาสำหรับหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโทแค่เพียง AUD$6,000 และ AUD$7,000 ต่อเทอมเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆเพื่อนๆสนใจอยากจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรีหรือโท โดยที่ไม่ได้สนใจในเรื่องที่ว่าต้องเป็น university แล้วเป็นคอร์สที่ไม่แพงมาก KOI ก็จะเป็นสถาบันที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
นอกจากนี้ KOI ยังมีหลักสูตรให้เรียนในหลากหลายสาขาไม่ว่าจะเป็น Accounting, Business, และ TESOL ในหลากหลายระดับการเรียนอีกด้วย อาทิเช่น Higher Education Diploma, Graduate Certificate, Graduate Diploma, Bachelor Degree, และ Master Degree อีกหนึ่งความพิเศษในหลักสูตร Accounting ของ KOI ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท คือ ได้การรับรองจากหน่วยงานวัดประเมินคุณภาพทางด้านบัญชีในออสเตรเลียอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Charted Accountants Australia and New Zealand (CA), CPA Australia (CPA), และ The Institute of Public Accountants (IPA) เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่มีความสนใจที่จะใช้เส้นทางสายอาชีพของนักการบัญชีก็สบายใจได้เลยครับว่า หลักสูตร Accounting ของ KOI สามารถนำมาใช้เป็นเอกสารประกอบในเรื่องวุฒิการศึกษาสำหรับการยื่น Skilled visa หรือ PR ได้อย่างแน่นอน...นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของ KOI ยังมาอัพเดทให้เราฟังอีกว่า ตอนนี้ทางสถาบันสามารถจัดหาโปรแกรมการฝึกงานให้กับนักเรียนได้แล้วอีกด้วย ซึ่งหลายๆคนคงทราบดีว่าการฝึกงานหรือประสบการณ์ทำงานนี่เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆสำหรับการหางานในออสเตรเลีย หากน้องๆเพื่อนๆคนไหนสนใจก็ลองสอบถามไปที่เจ้าหน้าที่สถาบันได้โดยตรงเลยนะจ๊ะ
ส่งท้ายข้อมูลของ KOI ด้วยโปรโมชั่นพิเศษสุดจากทางสถาบัน คือ สำหรับน้องๆเพื่อนๆที่สมัครเรียนในหลักสูตรปริญญาตรีหรือปริญญาโทกับ KOI ภายในวันที่ 31 มีนาคมที่จะถึงนี้ จะสามารถชำระค่าเทอมในราคาของปี 2016 ตลอดการศึกษาตามภาพด้านล่างอีกด้วย ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้ว น้องๆเพื่อนๆจะสามารถประหยัดค่าเรียนไปได้กว่า AUD$3,000 ตลอดการเรียนเลยนะจะบอกให้

และพิเศษสุด สำหรับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนที่ KOI ผ่านทาง CP Sydney office ก็จะได้รับส่วนลดค่าสมัครเรียนมูลค่า AUD$100 อีกด้วยนะครับ และสำหรับน้องๆที่อยู่ในออสเตรเลียแล้ว แต่มีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าเทอมๆแรกเพื่อเอา CoE ไปยื่นวีซ่า ทาง KOI ก็ยังใจดีให้น้องๆเพื่อนๆสามารถมัดจำค่าเทอมเทอมแรกเพียง 50% ก่อนได้ ทางสถาบันก็จะออก CoE ให้เรานำไปใช้ยื่นวีซ่าเหมือนกันจร่ะ

สถาบันที่สอง Education Centre of Australia (ECA)
สถาบันนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ เพราะนางมาเป็นกลุ่มจร้าาา แต่ถ้าบอกไปว่าในกลุ่มของ ECA นั้นมีสถาบันไหนบ้าง เชื่อว่าน้องๆเพื่อนๆต้องมีคุ้นสักที่แน่นอน
ECA มีสถาบันในเครือทั้งหมด 4 สถาบันกระจายตัวอยู่ทั้งใน Sydney, Melbourne, และ Brisbane โดยสถาบันที่อยู่ในการดูแลของ ECA จะมีให้เรียนในตั้งแต่คอร์สภาษา, หลักสูตรวิชาชีพต่าง (พวก Certificate, Diploma และ Advanced Diploma), หลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท, และหลักสูตร Professional Year ต่างๆ เช่น Accounting และ Computing กับ ICT สถาบันในเครือทั้ง 4 ของ ECA ได้แก่
  1. English Language School in Sydney (ELSIS) สำหรับหลักสูตรการเรียนภาษาต่างๆใน Sydney, Melbourne, และ Brisbane
  2. Zenith Business Academy (ZBA) สำหรับหลักสูตรการเรียนวิชาชีพทางด้าน Accounting และ Business ในระดับ Certificate IV, Diploma, และ Advanced Diploma ใน Sydney, Melbourne, และ Brisbane
  3. Asia Pacific International College (APIC) สำหรับหลักสูตรปริญญาตรี และปริญญาโทต่างๆใน Sydney และ Melbourne
    • Bachelor of Business
    • Bachelor of Business Information Systems
    • Master of Business Administration (MBA)
    • Master of Business Project Management (PBPM)
  4. Victoria University, Sydney Australia สำหรับหลักสูตรปริญญาตรี และปริญญาโทต่างๆ
    • Bachelor of Business (Accounting)
    • Bachelor of Business (Information System Management)
    • Bachelor of Business (Marketing)
    • Graduate Diploma of Professional Accounting
    • Graduate Diploma of Business (Enterprise Resource Planning Systems)
    • Master of Applied Information Technology
    • Master of Business (Accounting)
    • Master of Business (Enterprise Resource Planning Systems)
ทราบถึงโปรดักแล้วก็ต้องมาดูที่ราคาและโปรโมชั่นกันบ้าง โดยตอนนี้ทาง ECA มีโปรโมชั่นและทุนการศึกษาแบบสุดพิเศษให้สำหรับนักเรียนของ APIC และ Victoria University, Sydney ในหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไป  ได้แก่
  1. พิเศษสุด!! สำหรับนักเรียนไทย และนักเรียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...หลักสูตรปริญญาตรีในทุกสาขาของ APIC ค่าเทอมเริ่มต้นแค่เพียง AUD$6,000/เทอม เท่านั้น
  2. ทุนการศึกษาจาก APIC สำหรับหลักสูตรปริญญาโท และทุนการศึกษาจาก Victoria University, Sydney ทั้งในหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท โดยรายละเอียดของทุนการศึกษาจะมีดังนี้นะจ๊ะ
    • นักเรียนทุกคนจะได้รับทุนการศึกษามูลค่า AUD$2,000 ในเทอมแรกทันทีโดยอัตโนมัติ (ต้องกรอกใบสมัครขอทุนการศึกษาก่อนนะ) และมีสิทธิ์ที่จะได้รับทุนการศึกษาในเทอมถัดๆไปมูลค่า AUD$2,000 ต่อเทอมเช่นกัน โดยต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยในเทอมก่อนหน้ามากกว่า 65% หรือ Credit grade
เพราะฉะนั้นหากน้องๆเพื่อนๆคนไหนกำลังมองหาหลักสูตรการเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไปด้วยงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายังอยากเรียนกับสถาบันที่เป็น UNIVERSITY ยังไงก็ลองพิจารณา Victoria University, Sydney ไว้ในอ้อมใจกันดูนาจาาา แต่ถ้าไม่ได้ซีเรียสเรื่องความเป็น UNIVERSITY ก็จะเล็งไปที่ Asia Pacific International College (APIC) ก็ได้ครับ ^^

สำหรับฉบับนี้ก็เอาพอหอมปากหอมคอเจิมเรื่องแนะนำสถาบันเพียงแค่เท่านี้ก่อน!! หากน้องๆเพื่อนๆคนไหนมีอะไรสนใจอยากจะสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียนต่างๆ ก็สามารถโทรเข้ามาสอบถามพี่ๆเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CP Sydney office ได้เลยนะครับที่เบอร์  (+61) 2 9267 8522 หรือจะจิ๊จ๊ะอิ๊อ๊ะกันเข้ามาที่ Facebook Page ของออฟฟิศที่ www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะครับ แล้วก็ขอกระซิบกันนิดนึงว่าในวันอังคารที่ 28 มีนาคมนี้ เราจะมีจัดกิจกรรมเล็กๆให้น้องๆเพื่อนๆได้เข้ามาพูดคุยหรือสอบถามเกี่ยวกับคอร์สเรียน และมี pizza party ที่ออฟฟิศของเรา หากน้องๆเพื่อนๆคนไหนสนใจก็โทรมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองที่นั่งได้ที่เบอร์โทรศัพท์ข้างบนได้เลยนะครับ ขอบอกว่างานนี้ "กินฟรี" นะจ๊ะ
#น้าหนวด




วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เดือนแห่งความรัก ก็ต้องคุยกันเรื่องวีซ่าที่เกี่ยวกับความรัก!!!

ตามที่น้าหนวดได้ให้สัญญาไว้ในฉบับที่แล้วว่าจะมาเขียนเกี่ยวกับวีซ่าคู่ครอง เรื่องรักๆใคร่ๆ ต้อนรับวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ให้ได้อ่านกัน...ก็ตามสัญญาครับ ลองอ่านกันดูครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย เชิญอ่านกันได้เลยจร้าาา

วีซ่าคู่ครอง (Partner Visa) แบ่งง่ายๆเป็น 2 ประเภทตามการยื่นวีซ่า ได้แก่ ยื่นจากในประเทศออสเตรเลีย และ ยื่นจากนอกประเทศออสเตรเลีย

โดยการยื่น จากในประเทศออสเตรเลีย ก็จะต้องทำการยื่นทั้งหมด 2 ขั้นตอนคือ
  1. ผู้สมัครจะยื่นวีซ่าคู่ครองแบบชั่วคราว Subclass 820 Partner (Temporary) หลังจากที่ได้ตัว 820 มาแล้วจนครบเป็นเวลา 2 ปี ก็ค่อยทำขั้นตอนถัดไป
  2. ยื่นขอวีซ่าคู่ครองแบบถาวร Subclass 801 Partner (Residence)

ส่วนในกรณีของการยื่น จากนอกประเทศออสเตรเลีย จะแตกต่างออกไป สามารถแยกย่อยออกได้เป็นอีก 2 ทางคือ
  1. ทำวีซ่าคู่ครองชั่วคราว Subclass 309 Partner (Provisional) แล้วค่อยเป็นวีซ่าคู่ครองแบบถาวร Subclass 100 Partner (Migrant)
  2. ทำวีซ่าคู่หมั้น Subclass 300 Prospective Marriage (Temporary) มาก่อนโดยจะต้องมีแพลนการแต่งงานภายใน 9 เดือนเมื่อมาถึงในออสเตรเลีย หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการของวีซ่าคู่ครองแบบชั่วคราว Subclass 820 Partner (Temporary) และ วีซ่าคู่ครองแบบถาวร Subclass 801 Partner (Residence) ในภายหลัง
ถ้ายัง งงงวย อึนอึน ว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร...เอาเป็นว่าลองอ่านตัวขยายความของแต่ละ subclass ทั้ง 5 ด้านล่างของน้าหนวดดูอีกที น่าจะช่วยได้นะเออ
  • Subclass 300 Prospective marriage (Temporary) – วีซ่าคู่หมั้น

เรียกสั้นๆว่าวีซ่าคู่หมั้น เพราะว่าผู้สมัครต้องมีแพลนที่จะแต่งงานที่ออสเตรเลียภายใน 9 เดือนเมื่อเดินทางมาถึงออสเตรเลีย หลังจากนั้นก็ค่อยยื่นวีซ่าตัวถัดไป 820 Partner (Temporary) หรือวีซ่าคู่ครองชั่วคราวในภายหลัง
  • Subclass 820 Partner (Temporary) - วีซ่าคู่ครอง (แบบชั่วคราว)

วีซ่าประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยื่นวีซ่าคู่ครองในประเทศออสเตรเลีย หรือผู้ที่ถือ subclass 300 มาจากนอกประเทศออสเตรเลีย โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติดังนี้
    • ต้องแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ฉันท์สามี-ภรรยา ที่เป็นจริง หลังจากการแต่งงานในประเทศออสเตรเลีย หรืออยู่ในความสัมพันธ์ de facto มามากกว่า 12 เดือน โดยสามารถทำได้ทั้งกับความสัมพันธ์แบบเพศเดียวกันและต่างเพศ
  • Subclass 801 Partner (Residence) - วีซ่าคู่ครอง (แบบถาวร)

วีซ่าตัวนี้เป็นวีซ่าขั้นที่ 2 ต่อจากวีซ่า 820 พอถึงขั้นนี้ก็ CONGRATULATIONS ขอแสดงความยินดีด้วยคร่ะ คุณได้เป็น PR แล้วนะซิ แต่ทั้งนี้ก่อนที่จะมาถึงขั้น 801 คุณๆทั้งหลายจะต้องถือตัว 820 และพิสูจน์ความสัมพันธ์ที่เป็นจริงเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปีกับคู่ครองหรือสปอนเซอร์ที่ทำการสปอนเซอร์เราในขั้น 801 จึงจะได้วีซ่าตัวนี้มา...เพราะฉะนั้นเบ็ดเสร็จก็รอไปทั้งหมดเกือบ 3-4 ปีเป็นอย่างน้อยถึงจะได้เป็น PR นะเออ (อันนี้ยังไม่นับรวมระยะเวลารอวีซ่า หรือ processing time ในแต่ละขั้นตอนนะ)
  • Subclass 309 Partner (Provisional) - วีซ่าคู่ครอง (แบบชั่วคราว)

โดยทำการยื่นมาจากนอกประเทศออสเตรเลีย วีซ่าคู่ครอง (ชั่วคราว) ตัวนี้ จะต้องจากนอกประเทศออสเตรเลียเท่านั้น เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในออสเตรเลียไม่มีสิทธิ์ ถ้าไม่สนิทอย่าติดว้าวนะเออ555...โดยคุณสมบัติของผู้สมัครและสปอนเซอร์จะต้องแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีความสัมพันธ์ฉันท์สามี-ภรรยาด้วยกันเป็นเวลา 12 เดือนเป็นอย่างน้อย หรือจดทะเบียนความสัมพันธ์แบบเพศเดียวกันและต่างเพศก็ได้ ก่อนหน้าที่จะยื่นวีซ่า
  • Subclass 100 Partner (Migrant) - วีซ่าคู่ครอง (แบบถาวร)

เมื่อผู้สมัครแสดงให้ทางอิมฯเห็นว่าความสัมพันธ์นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง และยังอยู่ในความสัมพันธ์ร่วมกันกับสปอนเซอร์ 2 ปีนับจากวันที่ยื่น 309 ทางอิมฯก็จะออกวีซ่าประเภทนี้ให้...เมื่อมาถึงขั้นนี้ก็เหมียนเดิม ดีใจด้วยค่ะ คุณได้เป็น PR แล้ว

อ่านกันไปแล้วว่าวีซ่าคู่ครองมีกี่ประเภท อะไรบ้าง และมีขั้นตอนอย่างไร...ก็ข้ามมาอัพเดทข่าวคราวเกี่ยวกับวีซ่าคู่ครองที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมากันบ้างดีฝ่าาา คือ ตอนนี้อิมมิเกรชั่นได้เพิ่มกฎขึ้นมาว่าชาวออสเตรเลียที่ต้องการจะสปอนเซอร์คู่หมั้นหรือคู่รักในการยื่น Partner visa หรือ Prospective Marriage visa จะต้องทำการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมด้วย ไม่ว่าจะมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีติดตามมาด้วยหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าระยะหลังมีอัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้น โดยมักจะมีเหตุผลมาจากความรุนแรงในครอบครัว (DOMESTIC VIOLENCE) รัฐบาลออสเตรเลียจึงเพิ่มกฎใหม่ข้อนี้เข้ามาเพื่อคุ้มครองผู้สมัครยื่นวีซ่าอย่างจริงจัง โดยให้มีผลบังคับใช้กับ Partner visa application ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งคดีที่มีผลต่อการถูกปฏิเสธวีซ่า ได้แก่
  1. คดีที่เกี่ยวกับความรุนแรง เช่น ฆาตกรรม การทำร้ายร่างกาย ความรุนแรงทางเพศ และการข่มขู่
  2. การล่วงละเมิดและการลวนลามทางเพศ 
  3. ความผิดต่อคำสั่งศาลเกี่ยวข้องกับความรุนแรง
  4. การใช้อาวุธอันตราย
  5. การลักลอบนำคนเข้าประเทศโดยผิดกฏหมาย
  6. การค้ามนุษย์ ลักพาตัว และกักขังหน่วงเหนี่ยวอย่างผิดกฏหมาย
  7. รวมไปถึงผู้ที่พยายามจะทำความผิด หรือ ให้ความช่วยเหลือ คำปรึกษาหรือดำเนินเรื่องเกี่ยวกับคดีดังกล่าว
ตบท้ายข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่าคู่ครองด้วยข้อแนะนำเบื้องต้นจากคุณหมอวีซ่า สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวหรือมีแผนที่จะยื่นวีซ่าคู่ครองในอนาคตอันใกล้นี้ซักหน่อย
  • ควรอ่านกฎเกณฑ์กับนโยบายที่รัฐบาลกำหนดไว้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ชัดเจนเสียก่อน เริ่มต้นศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ หากจะใช้เอเจนท์ก็ควรตรวจดูให้แน่ใจว่าเอเจนท์ที่จะเลือกใช้ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับองค์กรของรัฐฯที่ชื่อว่า Office of the Migration Agents Registration Authority (OMARA) หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ https://www.mara.gov.au/using-an-agent/using-a-registered-migration-agent/ ดีกว่าไปเสี่ยงลอยๆ ไปตายเอาดาบหน้า แล้วมีปัญหาในภายหลังนะ
  • ควรเป็นเรื่องจริง ใช้เอกสารจริง ไม่ใช่เป็นกรณีเท็จที่เป็นการจ่ายเงินจ้างแต่ง อันนี้เข้มงวดมากๆ ขอร้องว่าอย่าเสี่ยงทำกันเลย ถ้าโดนจับได้มันไม่คุ้มจริงๆ เพราะผู้ยื่นพร้อมสมาชิกครอบครัวที่พ่วงกันมาจะโดนลงโทษตาม Public Interest Criteria (PIC4020) คือจะเกี่ยวกับผู้ยื่นวีซ่าที่ให้ข้อมูลเท็จ ใช้เอกสารที่ปลอม ถ้าถูกจับได้จะไม่มีสิทธิ์ขอวีซ่าเข้าออสเตรเลียได้อีกเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี ยกเว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุผลน่าสงสารน่าเห็นใจจริงๆ เท่านั้น
  • เตรียมเอกสารให้ดีๆ โดยเฉพาะการเขียนเรื่องราวที่เป็น Statutory Declaration ก็จะต้องเป็นเรื่องจริงทั้งหมด โดยทั่วไปเอกสารกินอยู่ร่วมที่ใช้ประกอบการยื่นเรื่อง ควรจะสะสมด้วยกันมานานอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับเอกสารของแต่ละคู่ว่ามีอะไรบ้าง ทั้งนี้ระยะเวลาในอุดมคติจริงๆของการเก็บหลักฐานความสัมพันธ์คือ 12 เดือนขึ้นไป เพราะฉะนั้นถ้าไม่ชัวร์อย่าเพิ่งรีบยื่น ช้าๆได้พร้าเล่มงามดีกว่าเยอะ
เขียนถึงวีซ่าคู่ครองแล้ว ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงเจ้าตัว De Facto Relationship ที่เป็นวีซ่าติดตามนักเรียนที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลาย...เดือนแห่งความรักทั้งที ก็ให้ข้อมูลกันแบบจัดเต็มไปเลยละกัน

De Facto Relationship คือ การที่คนสองคนมีความสัมพันธ์ร่วมกันฉันท์สามีภรรยา โดยไม่ได้ปิดกั้นอยู่แค่สำหรับความสัมพันธ์แบบชาย-หญิงเท่านั้น ยังนับรวมถึงความสัมพันธ์แบบเพศเดียวกันอีกด้วยทั้งชาย-ชาย และ หญิง-หญิง อาจจะยัง งง งง ก่งก๊ง ว่าอิมฯจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ตัดสิน เอาแบบให้เห็นภาพอย่างง่ายที่สุดเลยนะ คือ การที่คู่แฟนกันคู่หนึ่งพักอยู่อาศัยใต้ชายคาเดียวกัน โดยต้องมีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ และมีพันธสัญญาอื่นๆผูกพันธ์ร่วมกันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีตามกฎเกณฑ์ของอิมฯ หลักฐานพันธสัญญาอื่นๆที่สามารถนำมาใช้ประกอบกับหลักฐานทางที่อยู่อาศัย ก็จะมีดังต่อไปนี้ (อันนี้คือเอาตามบรรทัดฐานของทีมงาน CP Sydney office นะครับ คืออาจจะขอหลักฐานเยอะกว่าที่อื่นๆ แต่เน้นปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า น่าจะปลอดภัยที่สุด) หรือถ้าอยากจะดูลิสต์เอกสารว่าต้องแนบอะไรบ้างสำหรับ De Facto Relationship ก็คลิกดูตามลิงค์นี้ได้เลยครับ https://www.border.gov.au/about/corporate/information/fact-sheets/35relationship
  1. หนังสือรับรองความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนสมรส หรือ Relationship Registration Certificate
  2. บัญชีคู่
  3. หลักฐานการจองเวลาไปเที่ยวด้วยกันต่างๆ เช่น การจองโรงแรม หรือตั๋วเครื่องบิน
  4. รูปถ่าย
  5. จดหมายจากพยาน 2 ท่าน
  6. จดหมายเรื่องราวความสัมพันธ์ของเจ้าตัวทั้ง 2 คน

นอกจากนี้ เรายังมีประสบการณ์ตรงจากทางเจ้าหน้าที่ของ CP Sydney Office ที่ทำวีซ่าติดตามนักเรียนด้วยกันมามากมายไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กันแบบ ชาย-หญิง, ชาย-ชาย, หรือ หญิง-หญิง ก็ตาม มาเล่าสู่กันฟังด้วยนะจ๊ะ โดยคำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆจากน้องๆเพื่อนๆก็คือ

  • จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันเอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี หรือ 12 เดือนตามที่อิมฯกำหนดไหมคะ?
    • คำตอบ ทำได้ครับ แม้ว่าทางอิมฯจะระบุว่าความสัมพันธ์แบบ De Facto Relationship คือการอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยาเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี แต่ก็ยังระบุไว้เพิ่มเติมว่าทั้งคู่อาจจะสามารถแยกกันอยู่เป็นเวลาชั่วคราวได้เช่นกันโดยที่เขาจะดูในเรื่องของความสัมพันธ์ประกอบกับหลักฐานอื่นๆด้วย ไม่ได้เน้นไปที่การอาศัยอยู่บ้านเดียวกันอย่างเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลักฐานความสัมพันธ์ของคู่รักนั้นๆด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใด ที่จะสามารถทำให้อิมฯเชื่อในความสัมพันธ์ได้หรือเปล่า
  • ถ้ามีเอกสารไม่ครบเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 12 เดือนตามที่อิมฯกำหนด จะสามารถยื่นได้หรือเปล่า แล้วจะผ่านไหมคะ?
    • คำตอบ สำหรับข้อนี้ขอใช้กรณีตัวอย่างของน้องคู่นึงมาเป็นคำตอบละกัน น่าจะเห็นภาพชัดเจนที่สุด โดยความสัมพันธ์ของน้องคู่นี้เป็นแบบเพศเดียวกันนะครับ ขอใช้นามสมมติเป็นน้องกุ๊กกับน้องกิ๊กละกัน คือ ต้องย้อนไปตั้งแต่ช่วงที่น้องกุ๊กเพิ่งมาถึงซิดนีย์ใหม่ๆ น้องก็ได้โทรมาปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CP Sydney office ว่า “อยากทำวีซ่าติดตามกับแฟนที่เป็นนักเรียนด้วยกัน ต้องเตรียมตัวเก็บเอกสารหรือทำอะไรยังไงบ้างคะ” ซึ่งทางเราก็ได้แนะนำน้องว่าควรทำอะไรบ้าง ควรจะมีหลักฐานอะไรในการยื่นขอทำวีซ่าติดตามกับแฟนซึ่ง...แล้วน้องคนนั้นก็หายไปประมาณ 3-4 เดือน แต่เดชะบุญน้องกุ๊กก็กลับเข้ามาหาเราที่ออฟฟิศพร้อมหลักฐานตามที่เราได้เคยแนะนำไป ซึ่งพอดูจากหลักฐานแล้วทางเจ้าหน้าที่ก็ได้แนะนำน้องกุ๊กน้องกิ๊กไปว่า หลักฐานของน้องยังดูไม่แข็งแรงพอ แนะนำว่าต้องไปเก็บหลักฐานให้นานกว่านี้ และได้แนะนำให้น้องทั้ง 2 ไปจดทะเบียน Relationship Registration (Relationship Registration จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละรัฐ ซึ่งในปัจจุบันจะมีแค่ ACT, NSW, QLD, TAS และ VIC ที่รับรองการจดทะเบียนแบบดังกล่าว เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆเพื่อนๆอาศัยอยู่ใน Northern Territory, Western Australia, หรือ South Australia จะไม่สามารถจดทะเบียนดังกล่าวเพื่อใช้ในการขอวีซ่าติดตามได้นะจ๊ะ) เพื่อเป็นการระบุว่าน้องทั้ง 2 ได้อยู่ในความสัมพันธ์แบบ De Facto จริง เพราะนอกจากจะได้การเอกสารรับรองจากหน่วยงานของรัฐฯแล้ว ยังสามารถช่วยลดระยะเวลาการเก็บเอกสารและไม่มีผลทางกฎหมายอีกด้วย เนื่องจากเอกสารตัวนี้จะไม่เหมือนกับใบทะเบียนสมรสที่มีผลทั้งทางกฎหมาย และใช้ได้กับคู่รักที่มีความสัมพันธ์แบบชายหญิงเท่านั้น...ซึ่งน้องๆก็เชื่อฟังและทำตามแต่โดยดี และพอหลังจากที่ได้ตัว Relationship Registration Certificate มาแล้วน้องกุ๊กก็อยากที่จะยื่นวีซ่าเลย ซึ่งตอนนั้นเราก็ได้บอกน้องไปตามตรงว่า กรณีของน้องยังถือว่ามีความเสี่ยงอยู่เพราะความสัมพันธ์ของน้องเป็นแบบ same sex ด้วย อิมฯอาจจะเข้มงวดมากกว่าแบบชาย-หญิง และเอกสารความสัมพันธ์ก็มีอายุแค่เพียง 6 เดือนเท่านั้น ขออีกสัก 2 เดือนละกันนะ (อันนี้ต้องบอกก่อนว่าวีซ่านักเรียนที่น้องกุ๊กทำมาตอนแรกนั้นน้องได้มาจากที่อื่น เพราะฉะนั้นตัดประเด็นเรื่องเลี้ยงไข้กินหัวคิว ดึงเช็งไปได้เลยนะยูว์) เราทำเรื่องให้น้องทั้ง 2 คนก็อยากให้วีซ่าของน้องผ่านทั้งคู่ ไม่ใช่ว่าผ่านเฉพาะคนเรียนหลักคนเดียว ซึ่งน้องกุ๊กเข้าใจและทำตามที่เจ้าหน้าที่ของเราได้แนะนำไป พอครบกำหนดที่แจ้งน้องไว้เราก็ยื่นวีซ่าให้น้องทั้ง 2 คนตามปกติ หลังจากนั้นให้หลังไม่ถึง 2 สัปดาห์วีซ่าของน้องกุ๊กน้องกิ๊กก็ผ่านทั้งคู่โดยที่ไม่มีการขอเอกสารความสัมพันธ์เพิ่มเติมแต่อย่างใด เรื่องมันก็เป็นตามนี้นะเออ แฮปปี้เอนด์ดิ้งทั้งเราและน้อง จบบริบูรณ์จร้าาา
นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีอีกอย่างหนึ่งว่าหากน้องๆเพื่อนๆนักเรียนได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง เก็บเอกสารครบตามที่ควรจะเป็น และอยู่ในการดูแลที่ดี วีซ่าก็สามารถผ่านได้เหมือนกันค่ะ ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องไปจดทะเบียนสมรสสร้างหลักฐานปลอม หรือไปจ่ายค่าเทอมให้กับคนที่เราไม่รู้จักเพราะจะไปขอติดตามเขาเลย ถ้าอิมฯจับได้ขึ้นมาว่าเป็นเอกสารปลอมไม่เพียงแต่วีซ่าจะไม่ผ่าน ยังมีสิทธิ์ถูกส่งตัวกลับไทยทันที และถูกแบนเป็นเวลา 3 ปีอีกด้วยนะ มันจะได้ไม่คุ้มเสียเอาครับ สิ่งที่เราบอกมันคือ สิ่งที่ถูกต้องแต่มันแค่อาจจะไม่ได้ถูกใจ ก็เท่านั้นเอง 
#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney


ก็หวังว่าที่เขียนมาทั้งหมดจะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนไม่มากก็น้อยนะครับ...หากน้องๆเพื่อนๆคนไหนสนใจอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย หรือวีซ่าตัวอื่นๆ เช่น วีซ่าทักษะทำงาน หรือวีซ่าครอบครัวต่างๆ ก็สามารถติดต่อเข้ามากดไลค์ติดตามข้อมูลดีๆ หรือทักทายกันได้ที่ www.facebook.com/cpsyd หรือสำหรับคนที่อยู่ในออสเตรเลียก็สามารถโทรมาขอคำปรึกษาได้ทุกวันจันทร์ ถึง ศุกร์ (ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น เวลาที่ซิดนีย์นะครับ) หรือถ้าใครสะดวกเข้ามาที่ออฟฟิศก็เรียนเชิญจร้าาา เบอร์โทร และ ที่อยู่มีให้ไว้อยู่ใน artwork ของเราด้านล่างละครับ
#น้าหนวด


วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สรุปผลการประชุมของอิมมิเกรชั่นเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนของนักเรียนไทยประจำปี 2016

สวัสดีจร้าาา เผลอแป๊บเดียวก็จะเข้าสู่เทศกาลวันแห่งความรัก (Valentine's Day) ประจำปี 2017 กันแล้วนะครับ ตอนแรกทางเราก็ลังเลกันอยู่ว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าคู่ครอง หรือเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนก่อนดี เพราะเห็นว่ากำลังจะถึงวันวาเลนไทน์แล้ว ก็เลยอยากจะเขียนถึงวีซ่าคู่รักซักหน่อย แต่มาคิดดูอีกทีว่ามาอัพเดทให้ฟังเกี่ยวกับสถานการณ์วีซ่านักเรียนออสเตรเลียสำหรับน้องๆเพื่อนๆนักเรียนชาวไทยกันก่อนน่าจะดีกว่า แล้วเดี๋ยวฉบับถัดไปค่อยมาเขียนให้ฟังเกี่ยวกับวีซ่าคู่ครองให้ฟังกันอีกทีนะครัชชช
เริ่มกันเลยละกันนะครับ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2016 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น (Department of Immigration and Border Protection: DIBP) ได้ทำการออกมาสรุปการประชุมเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนออสเตรเลียสำหรับนักเรียนชาวไทยภายใต้หัวข้อการประชุมที่ว่า Country Specific Teleconference Series - Thailand (October 2016) โดยเป็นการสรุปตั้งแต่เริ่มประกาศใช้วีซ่านักเรียนรูปแบบใหม่ (Simplified Student Visa Framework: SSVF) ในวันที่ 1 กรกฎาคมปีที่แล้วจนถึงช่วงประมาณเดือนตุลาคมที่ผ่านมาค่ะ ซึ่งก็มีข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆมากมายพอสมควร เดี๋ยวยังไงลองอ่านผลสรุปที่น่าสนใจที่เรานำมาเขียนแล้วแยกเป็นหัวข้อให้อ่านตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลยนะครับ

ภาพรวม
  • Visa Subclass ลดลงจาก 8 subclasses เหลือแค่เพียง 2 subclasses ได้แก่ a single Student visa (subclass 500) and a Student Guardian visa (subclass 590)
  • วีซ่านักเรียนออสเตรเลียไม่ว่าจะมาจากชาติไหน ก็จะต้องยื่นผ่านทาง ONLINE เท่านั้น
  • ใช้การประเมินพิจารณาวีซ่านักเรียนออสเตรเลียแบบใหม่ โดยจะคำนึงจากความเสี่ยงของสถาบันการเรียนที่นักเรียนเลือกเรียน และ สัญชาติของนักเรียนที่สมัครวีซ่า ถ้าอยู่ในกลุ่มของความเสี่ยงสูงจะต้องแนบเอกสารทางการเงิน และ ผลวัดระดับความสามารถทางภาษาพร้อมกับตอนที่ยื่นวีซ่า
  • ดัชนีความเสี่ยงของสถาบันการศึกษา และ สัญชาติที่นักเรียนถือ จะมีการพิจารณาใหม่ทุกๆ 6 เดือน
  • ปัจจัยหลักในการพิจารณาที่ยังมาใช้ในการพิจารณาวีซ่านักเรียน คือ ต้องไม่ป่วยเป็นโรคต้องห้ามใดๆ ไม่มีประวัติทางอาชญากรรมหรือคดีความใดๆ และ ต้องแสดงเจตจำนงค์ให้ชัดเจนว่ามีจุดประสงค์เข้ามาเพื่อการศึกษาต่อเท่านั้น
ข้อมูลเชิงสถิติ

  • ระหว่างปี 2015-2106 มีวีซ่านักเรียนจากประเทศไทย เพิ่มขึ้นถึง 20% จากปี 2014-2015
  • จากตัวเลขดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยว่า มีสถาบันการเรียนเปิดใหม่้เพิ่มขึ้นสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้มีจุดประสงค์จะมาเรียนจริงๆ
  • แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ 3 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2016 - 30 กันยายน 2016 มีจำนวน visa applications เพิ่มขึ้นมากกว่า 5,000 applications หรือคิดเป็น 18.6%
  • แค่เฉพาะเดือนมิถุนายน 2015 กับ มิถุนายน 2016 มีจำนวนวีซ่านักเรียนจากไทย เพิ่มขึ้นมากกว่า 122.5%
Processing Center
วีซ่านักเรียนจากประเทศไทยส่วนใหญ่จะถูกแจกจ่ายเพื่อพิจารณาไปที่ เพิร์ธ และ กรุงเทพฯ โดยที่จะใช้หลักการการสุ่มกระจายวีซ่าไประหว่าง 2 ที่นี่เป็นหลัก และอาจจะมีที่อื่นด้วย เพราะฉะนั้นเอกสารการที่ใช้ประกอบเป็นหลักฐานทั้งหมดจะต้องมีความพร้อมมากที่สุด และอย่าทึกทักไปเองว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าใจเรื่องราวหรือความจำเป็นส่วนตัวใดๆของเรา ทางที่ดีผู้สมัครยื่นวีซ่าทุกคน ควร เตรียมเอกสารให้มีความพร้อมมากที่สุด พร้อมคำอธิบายต่างๆตามความเป็นจริง

คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น
  • เจ้าหน้าที่อิมฯ ก็ได้ออกมายอมรับว่า เขาเองก็ทราบว่า มีพวกนักเรียนจุดประสงค์แฝงเยอะขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่จะมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นในเรื่องของเอกสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เอกสารปลอม เช่น
    • เอกสารระบุตัวพวก identification ทั้งหลาย (เหตุผลนี้แหล่ะที่ทำให้เขาเริ่มใช้วิธีการ biometrics data collection ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2016 ที่ผ่านมา)
    • เอกสารการเงิน (นี่ก็เพิ่งมีตัวอย่างของน้องคนนึงให้เห็นที่เอเจนท์ช่วยแต่งเอกสารการเงิน แต่อิมฯจับได้ ทำให้วีซ่าน้องทั้งไม่ผ่านและถูกแบนห้ามยื่นวีซ่าออสเตรเลียเป็นเวลา 3 ปี) 
    • เอกสารระบุความสัมพันธ์
  • นอกจากจะดูความเสี่ยงเบื้องต้นจากสถาบันที่สมัครเรียน และ สัญชาติของผู้สมัครแล้ว เอกสารหลักที่อิมฯจะนำมาใช้ในการพิจารณาวีซ่าของเราก็คือ Genuine Temporary Entrant Statement (GTE) หรืออาจจะเรียกว่า จดหมายแจ้งแผนการเรียนว่าทำไมเราถึงอยากมาเรียนต่อในออสเตรเลีย โดยอิมฯจะพิจารณาจาก
    • คอร์สที่สมัครเรียนว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่
    • นักเรียนมีแรงจูงใจ หรือมีแผนที่จะกลับไทยหลังจากที่เรียนจบในคอร์สที่สมัครมาหรือไม่
    • จุดประสงค์ของการเรียนที่ชัดเจน โดยอิมฯก็ได้ระบุว่านักเรียนควรจะเขียนเป็นภาษาของตัวเอง ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะอ่านไม่รู้เรื่อง ถ้าตรงไหนที่เขาไม่เข้าใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เขาจะโทรมาสัมภาษณ์เอง
    • อิมฯ สามารถขอเอกสารทางการเงินเพิ่มเติมได้ทุกเมื่อ และจะถูกนำมาใช้ในการพิจารณาควบคู่กันกับ GTE statement ของเรา เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเอกสารทางการเงินที่พร้อมอยู่แล้วก็ยื่นเข้าไปตั้งแต่แรกเลยจะดีกว่า
พอพูดถึง GTE ขึ้นมา เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะยังคิดไม่ออกว่าหน้าตา หรือเนื้อหาของการเขียนจดหมายตัวนี้จะต้องเขียนยังไง...ไม่ยากเลยจร่ะ แค่เขียนตามคำถาม 5 ข้อ ดังต่อไปนี้
  1. Your reasons for choosing to undertake the course of study specified in your application (เหตุผลที่เลือกเรียนคอร์สดังกล่าว)
  2. Your reasons for choosing your education provider (เหตุผลที่เลือกเรียนในสถาบันดังกล่าว)
  3. Your reasons for choosing to study in Australia rather than in your home country (เหตุผลที่เลือกเรียนที่ออสเตรเลียมากกว่าที่จะเรียนที่ไทย)
  4. The relevance of your course of studies to your academic and/or employment background (การเรียนคอร์สนี้เกี่ยวข้องกับการเรียนหรือการทำงานที่ผ่านมาอย่างไร)
  5. The relevance of the course to your future career/educational plans (การเรียนคอร์สนี้เกี่ยวข้องกับแพลนการเรียนหรือการทำงานในอนาคตอย่างไร)
คำถามที่พบบ่อย (ที่น่าสนใจ)
  1. ทำไมถึงกำหนดผลภาษา IELTS ขั้นต่ำแค่ 4.5?
    • ทางรัฐบาลให้เหตุผลว่าระดับคะแนน 4.5 เป็นระดับขั้นต่ำที่เด็กจะมีความสามารถเพียงพอในการอยู่รอดในออสเตรเลียทั้งในเรื่องของการเข้าสังคมต่างๆ และระดับการเรียนขั้นต่ำของตัวนักเรียนคนนั้นๆ
  2. จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนไม่ได้แนบเอกสาร GTE statement และเจ้าหน้าที่จะติดต่อสัมภาษณ์ขอข้อมูลเพิ่มเติมโดยตรงกับนักเรียนหรือไม่?
    • อิมฯสามารถพิจารณาผลของวีซ่าจากหลักฐานที่ยื่นมาในปัจจุบัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องขอเอกสารหรือทำการสัมภาษณ์เพิ่มเติมใดๆกับทางผู้สมัคร เพราะฉะนั้นสรุปง่ายๆคือ "เอกสารทุกอย่างต้องครบ" นะครัชชช เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ คือ จะเป็นในกรณีที่อิมฯต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจริงๆจากทางผู้สมัครวีซ่าเท่านั้น
  3. ทำไมอิมฯถึงปฏิเสธวีซ่าทันทีถ้าผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนมีสมาชิกครอบครัว หรือญาติอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย?
    • อิมฯไม่ได้ปฎิเสธวีซ่าทันที หรือปฎิเสธโดยอัตโนมัติถ้าผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนมีสมาชิกครอบครัว หรือญาติอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย นาจาาา...อย่างที่บอกไปคือ เอกสารหลักหรือหลักฐานที่จะดูมีน้ำหนักมากที่สุด คือ GTE statement  โดยอิมฯจะดูจากภาพรวมทั้งหมดของคำตอบจากคำถาม 5 ข้อที่ทางผู้สมัครได้เขียนอธิบายมาในจดหมายฉบับนี้ นอกจากนี้จากการอ่านขององค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดใน GTE statement การมีสมาชิกครอบครัว หรือญาติอาศัยอยู่ในออสเตรเลียอาจจะเป็นผลดีสำหรับตัวนักเรียนก็ได้
  4. ผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนจำเป็นต้องกรอกประวัติการเดินทาง 10 ปีย้อนหลังหรือไม่?
    • จำเป็นอย่างแน่นอนที่สุด สุดสวิงริงโก้!! ประวัติการเดินทางเป็นอีกปัจจัยที่จะถูกนำมาพิจารณาผลของวีซ่า คือ อิมฯจะมองว่ายิ่งเดินทางมากก็ดูน่าเชื่อถือ เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย อะไรประมาณนี้
  5. ถ้านักเรียนจะเปลี่ยนมาเรียนในหลักสูตรหรือสถาบันที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่ลงมาในปัจจุบัน จะมีผลกระทบอะไรกับวีซ่าของนักเรียนหรือผู้สมัครหรือไม่?
    • ตาม visa condition 8202 (must maintain enrolment) นักเรียนควรจะเรียนอยู่ในหลักสูตรระดับเดิม เช่น ได้วีซ่านักเรียนมาจากระดับ Diploma ถ้าจะเปลี่ยนคอร์สเรียนก็ควรลงให้ถึงระดับ Diploma เป็นอย่างน้อย หรือในกรณีที่จะย้ายโรงเรียนก็ควรจะย้ายไปยังโรงเรียนที่อยู่ในระดับความเสี่ยงเดียวกันหรือสูงกว่า ถ้าทำผิดกฎหรือเงื่อนไขตรงนี้ แล้วดันแจ๊คพอตแตกโดนสุ่มตรวจขึ้นมา อิมฯก็สามารถยกเลิกวีซ่าเราได้โดยทันทีนะ จะบอกให้...กรณีเดียวที่สามารถเปลี่ยนมาลงเรียนในระดับที่ต่ำกว่าได้ก็คือ เปลี่ยนจากปริญญาเอก เป็น ปริญญาโท เท่านั้นนะจ๊ะ สามารถกดเข้าไปข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนคอร์สเรียนได้ที่ www.border.gov.au/Trav/Stud/More/Changing-courses และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับของหลักสูตรการเรียนได้ที่ http://www.aqf.edu.au/aqf/in-detail/aqf-levels/
  6. อิมฯใช้เวลานานแค่ไหนในการพิจารณาวีซ่า?
    • อิมฯจะพยายามพิจารณาผลของวีซ่าสำหรับผู้สมัครที่แนบเอกสารครบทุกอย่างแล้วให้เสร็จภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ยื่นวีซ่าไป นอกจากอิมฯยังแนะนำอีกว่าควรจะยื่นวีซ่านักเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนที่คอร์สเรียนของตัวเองจะเริ่ม เผื่อในกรณีที่อิมฯต้องการเอกสารเพิ่มเติมอาจจะต้องยืดเวลาออกไปประมาณ 4 สัปดาห์
โอเคครับนี่ก็เป็นข้อมูล ผลสรุปต่างๆที่น่าสนใจของการประชุมประเมินผลวีซ่านักเรียนออสเตรเลียสำหรับนักเรียนไทยในช่วงสิ้นปี 2016 ที่ผ่านมา น้าหนวดก็หวังว่าบทความปฐมฤกษ์ประจำปี 2017 ของ CP Sydney ในฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ!! หากสนใจอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย หรือวีซ่าตัวอื่นๆ เช่น วีซ่าทำงานต่างๆ หรือวีซ่าครอบครัวต่างๆ ก็สามารถติดต่อเข้ามากดไลค์ติดตามข้อมูลดีๆ หรือเข้ามาทักทายกันได้ที่ www.facebook.com/cpsyd ได้เลยนะครับ สำหรับเพื่อนๆที่อยู่ในออสเตรเลียแล้วก็สามารถโทรเข้ามาขอคำปรึกษาได้ที่ (+61) 2 9267 8522 เราให้เปิดบริการวันจันทร์ ถึง ศุกร์ (9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น เวลาที่ซิดนีย์นะครับ)
#น้าหนวด