วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เป็น PR ผ่านทางวีซ่าทักษะต่างๆ มาถึงทางตันแล้วจริงหรือออ!!!

เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่เดือนกันยายนกันละเนอะ เวลานี่ผ่านไปเร็วมากจริงๆเลยเชียว ช่วงนี้อากาศในซิดนีย์ก็บ้าๆบวมๆ แต่ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ช่วง SPRING แล้ว มันก็เลยจะอุ่นๆเย็นๆกันหน่อย ยังไงก็รักษาสุขภาพกันด้วยละกันนะหลานๆ น้าหนวดเป็นห่วงนะซิฮิ

มาเข้าเรื่องวีซ่าของเราในวันนี้กันดีกว่า สำหรับ VisaTalk By CPSydney ฉบับเดือนกันยายน 2017 นี้ น้าหนวดจะข้ามมาพูดถึงเรื่องวีซ่าทักษะกันบ้าง หลังๆมานี่จะหนักไปทางวีซ่านักเรียนกันซะเยอะ เดี๋ยววันนี้จะมีอะไรมาให้อ่านก็เชิญทัศนากันตามใจชอบได้เลยละกันนะ

อย่างที่ทราบกันไปแล้วเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ และการขอ PR ผ่านทางวีซ่าตัวนี้ตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่เล่นประกาศออกมาจนทำให้หลายๆคนถึงกับกุมขมับว่าแล้วตรูจะเอายังไงต่อไปดีว้าาา หมดกันการเป็น  PR ของตรู!! โน้ววว โน้วว โนว บอกเลยว่าทางเลือกในการยื่น PR ผ่านทางวีซ่าทักษะยังมีอยู่ แค่หนทางง่ายๆที่เราชอบกันมันอาจจะยากขึ้นแล้วไม่ได้พาเราไปถึงฝั่งฝันแล้วก็เท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความว่าจะหมดหนทางแต่อย่างใดนะจ๊ะหลานๆ สำหรับใครที่จำไม่ได้ว่ารัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศออกมาในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็สามารถหาอ่านย้อนหลังในบทความที่น้าเขียนไว้ได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/2017/04/

สำหรับทางเลือกอื่นๆในการขอ PR ผ่านทางวีซ่าทักษะ เอาจริงๆนะ แบบเข้าใจง่ายๆเลยไม่เกิน 10 กว่าคำ ก็แค่ “เลือกอาชีพที่อยู่ในลิสต์ที่สามารถยื่นขอ PR ได้” ก็เท่านั้นเอง555 เห็นมั๊ยเข้าใจง่ายจะตาย ล้อเล่นหน่ะ อย่าเพิ่งหัวร้อนกันไปโมโหน้าไปเสียก่อนหล่ะ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังเพิ่มเติมพร้อมรูปประกอบเพื่อง่ายต่อการเข้าใจตามรายละเอียดด้านล่างเดี๋ยวนี้เลย
สำหรับคนที่มางานสัมมนาเกี่ยวกับวีซ่าทักษะที่ทาง CPSydney office จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนและกรกฎาคมที่ผ่านมาก็คงจะพอคุ้นๆกับภาพข้างบนกันบ้างแล้ว อันดับแรกเลย คือเราต้องมีคุณสมบัติทางด้านการศึกษาให้ตรงกับอาชีพที่เราได้เลือกไว้ ถ้าอาชีพไหนไม่ได้บังคับว่าต้องมีวุฒิการศึกษาจากประเทศออสเตรเลียก็ดีไป เราก็ใช้วุฒิฯจากบ้านเราได้เลย นอกจากในเรื่องของวุฒิการศึกษาแล้วก็จะมีคุณสมบัติอื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วยนะ เช่นในเรื่องของประสบการณ์ทำงาน บางอาชีพก็อาจจะต้องการประสบการณ์ทำงานและต้องเป็นประสบการณ์หลังจากเรียนจบที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพที่เราเลือก บางอาชีพนับเอาประสบการณ์ทำงานจากนอกประเทศออสเตรเลียได้ด้วย หรือบางอาชีพก็มาสายชิวคือไม่เอาประสบการณ์ทำงานเลยก็มี

Skill Assessment จะเป็นขั้นตอนที่เราต้องส่งเอกสารให้หน่วยงานกลางที่เป็นผู้ประเมินว่าเรามีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการแล้วหรือยัง ถ้าครบแล้วก็สบายตัวครับสามารถไปต่อในขั้นตอนถัดไปได้เลย…ซึ่งความยากก็จะอยู่ที่ตรงนี้นี่แหล่ะ เพราะในแต่ละสาขาอาชีพก็จะมีการทำ Skill Assessment ที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละหน่วยงานก็จะระบุไว้เลยว่า ถ้าคุณจะยื่นขอ PR ในอาชีพนี้ และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้วุฒิการศึกษาในออสเตรเลีย คุณจะต้องเรียนในหลักสูตรกับสถาบันที่ได้รับการรับรอง (ACCREDITED) จากหน่วยงานเท่านั้น วุฒิการศึกษาของคุณถึงจะนำมาใช้ในการทำ Skill Assessment ได้ปลอดภัย 100% เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ต้องการยื่น PR ผ่านทางวีซ่าทักษะด้วยตัวเอง การวางแผนการเรียนตั้งแต่เนิ่นๆนั้นจะสำคัญมากๆเลยนะครับ ในกรณีที่เราได้รับผลลัพธ์จากการทำ Skill Assessment ว่าผ่านเป็นที่เรียบร้อย เราก็จะพาท่านไปสู่ขั้นตอนการนับแต้มต่อได้เลย (อันที่จริงจะนับแต้มก่อนแล้วค่อยยื่น Skill Assessment ก็ได้นะ) โดยปกติแต้มขั้นต่ำที่จะมีสิทธิ์ในการยื่นขอ PR ผ่านการยื่น Expression of Interest (EOI) จะอยู่ที่ 60 คะแนน สำหรับ visa subclass189 (Skilled Independent Visa) และที่ 55 คะแนน สำหรับ visa subclass190 (Skilled Nominated Visa) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ State Sponsorship นั่นเอง โดยตัว visa subclass189 จะต้องดูจากลิสต์ Medium and Long-term Strategic Skill List (MLTSSL) เท่านั้น ขณะที่ลิสต์อาชีพของ visa subclass190 และคุณสมบัติอื่นๆก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความต้องการของรัฐนั้นๆครับ อย่างไรก็ตามน้าหนวดได้แนบลิงค์ในส่วนของลิสต์อาชีพสำหรับรัฐ NSW มาให้หลานๆได้ดูไว้เผื่อเป็นทางเลือกอีกด้วยนะครับ http://www.industry.nsw.gov.au/__data/assets/pdf_file/0007/88369/nsw-190-priority-skilled-occupation-list-2016-17.pdf

หลังจากยื่น EOI ไปแล้ว เราก็ทำได้แค่รอ invitation ในการยื่น PR จากทางอิมฯอย่างเดียวเท่านั้นละหล่ะ โดยตัว EOI ของเราจะมีอายุขัยแค่เพียง 2 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าครบ 2 ปีแล้วใครยังไม่ได้ invitation ก็จะต้องวนตามวัฎจักรของการยื่น EOI ใหม่อีกครั้ง ยิ่งถ้าตัวผล skill assessment หมดอายุอีกด้วย ก็ต้องขอผล skill assessment ใหม่ด้วยเหมือนกัน ซึ่งในกรณีของการรอ invitation จากทางอิมฯจนครบ 2 ปีแล้วยังไม่ได้ PR invitation ก็จะเป็นในกรณีของคนที่เลือกอาชีพที่มีการแข่งขันสูงกันซะส่วนใหญ่ เช่น นักบัญชี หรือพวกสาย IT คือจริงอยู่ที่ว่าแต้มขั้นต่ำในการยื่น EOI ได้มันอยู่แค่ที่ 60 คะแนนเท่านั้น แต่ลำดับในการส่ง PR invitation จะไล่ตามคะแนนหน่ะสิ แล้วไอ้อาชีพที่ยกตัวอย่างว่ามีการแข่งขันสูงที่ว่าเนี่ยะจะต้องได้แต้มขั้นต่ำสูงถึง 70-75 คะแนนแล้วนั่นเอง เพราะฉะนั้นใครที่ยังได้แค่ 60 คะแนนก็รอต่อไปนะจ๊ะ...ซึ่งขั้นตอนการทำ PR ที่เขียนอธิบายไปขั้นต้นเนี่ยะจะสามารถทำได้ทั้งตอนที่อยู่ในประเทศหรือนอกประเทศออสเตรเลียก็ได้ทั้งนั้น พอเขียนมาถึงตรงนี้น้าเชื่อว่าต้องมีคนสงสัยและงงว่า "ก็เรียนจบแล้ว จะเอาวีซ่าอะไรมารออยู่ในออสเตรเลียได้นานขนาดนั้น" ดังนั้นน้าหนวดจึงอยากจะนำเสนอวีซ่า 485 ให้หลานๆได้รู้จักกัน

เอาง่ายๆเลยครับ วีซ่า 485 คือ วีซ่าที่จะอนุญาตให้เราสามารถอยู่ต่อในประเทศออสเตรเลียได้อีก 1.5 -2 ปีขึ้นอยู่กับว่าเราสมัครมาใน stream ไหน ง่ายสุดเลยคือ หลานๆที่เรียนในหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไป และเป็นหลักสูตร 2 ปีขึ้นไปจะสามารถขอวีซ่า 485 อยู่ต่อในออสเตรเลียเพื่อโอกาสในการหางานทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือเพื่อจะซื้อเวลาในการทำอะไรต่างๆนานาก็แล้วแต่สะดวกครับ โดยจะต้องยื่นขอวีซ่าตัวนี้ภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังจากเรียนจบ และจะต้องยื่นในขณะที่ตัวเราอยู่ในออสเตรเลียเท่านั้น ไม่ใช่ว่ากลับไทยไปแล้วอยู่ดีๆเปลี่ยนใจกลับมายื่น 485 ในขณะที่ตัวไม่ได้อยู่ในออสเตรเลีย ในกรณีจะไม่สามารถทำได้นาจาาา...คราวนี้คงเห็นประโยชน์ของการเรียนพวกหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไปมากขึ้นแล้วเนอะ คือต่อให้ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ในการขอ PR แต่ถ้าเรากลับไทยไปวุฒิฯพวกนี้มันก็สามารถต่อยอดโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้นให้กับน้องๆหลานๆได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าใครมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไปอันนี้เราก็เข้าใจ ไม่ว่ากันครับ ทุกคนมีเหตุผลในการมาที่นี่แตกต่างกันออกไป

ยังไงหากน้องๆหลานๆคนไหนมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ PR ผ่านทางวีซ่าทักษะ รวมถึงวีซ่า 485 หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆในประเทศออสเตรเลีย หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวีซ่าอื่นๆ ก็สามารถโทรเข้ามาปรึกษากับทางทีมงาน CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือถ้าสะดวกทางสื่อออนไลน์ก็สามารถกดไลค์ติดตามหรือส่งข้อความมาทาง CPSydney Facebook Page ได้ที่ https://www.facebook.com/cpsyd/ คือสะดวกทางไหนก็เอาทางนั้นละกันเน้อออ
สุดท้ายก่อนจะลากันไปในฉบับนี้ น้าหนวดก็มีโปรโมชั่นทุนการศึกษาดีๆมาบอกกันด้วยแหล่ะ...โดยจะเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไปกับสถาบันในออสเตรเลียผ่านทาง CPSydney office ก็จะได้รับทุนการศึกษาจากทางเรามูลค่าสูงสุดจำนวน AUD$700 นอกจากนี้ยังจะมีสิทธิ์ลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไปกลับ (กรุงเทพฯ - ซิดนีย์) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Central Queensland University จากการจับฉลากหาผู้โชคดีในช่วงสิ้นปีอีกด้วยนะเออ

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จดทะเบียนสมรสแป๊บเดียว สามารถใช้ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียน ได้จริงร่ออออ??

VisaTalkByCPSydney ฉบับเดือนสิงหาคม 2017 มาแล้วจร้าาา...หลังจากที่ฉบับที่แล้วเราได้เขียนให้อ่านเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน และเงื่อนไขของวีซ่านักเรียนไปแล้ว มาในฉบับนี้น้าหนวดก็จะข้ามมาเขียนถึงวีซ่าติดตามนักเรียนที่เป็นที่นิยมของหลายๆคน เพราะเข้าใจว่าพอติดตามแล้วจะสามารถทำงานได้ฟูลไทม์ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลยนาจาาา มันก็ทำได้เท่าเดิมตามเงื่อนไขของวีซ่านักเรียนนั่นแหล่ะ ตามที่ได้เขียนไปในฉบับที่แล้ว

"Working while studying เงื่อนไขนี้ (condition 8105) ถือว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนตัดสินใจมาเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะจะเป็นเงื่อนไขที่อนุญาตให้เราสามารถทำงาน Part time ได้ด้วยในระหว่างที่เรียนอยู่..เบื้องต้นเชื่อว่าทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า "เราสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทราบกันหรือไม่ว่ามันมีรายละเอียดมากกว่านั้นนะ
  • ทำงานได้กี่ชั่วโมง และเริ่มทำงานได้เมื่อไหร่
    • อย่างที่ทราบก็คือ เราสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ และจะสามารถทำงานได้เต็มเหนี่ยว unlimted ในกรณีที่เราเรียนในหลักสูตร Master Research หรือ Doctoral Degree
    • สามารถเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มเรียนแล้วเท่านั้น และสามารถทำงานแบบไม่จำกัดในช่วงปิดเทอมได้อีกด้วยนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นคนที่มาออสเตรเลียก่อนที่คอร์สเรียนจะเริ่ม ตามเงื่อนไขจะถือว่าเราไม่สามารถทำงานได้นะเออ
  • งานที่ไม่นับรวมอยู่ในโควต้าการทำงาน 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ เอาแบบให้เข้าใจง่ายๆเลยละกันนะ คือ จะเป็นพวกงานอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือพวกงานที่ไม่ได้รับค่ารับตอนแทนนั่นเอง ยังไงลองดูคำนิยามจากต้นตำรับเป็นภาษาอังกฤษด้านล่างได้เลยครับผมครับผม
    • is of benefit to the community
    • is for a non-profit organisation
    • is genuinely voluntary (that is, you are not paid either in cash or other board and lodging is acceptable)
  • เวลา 2 สัปดาห์ นี่เขานับกันยังไงนะ ภายในระยะเวลา 14 วัน เราจะมีสิทธิ์ทำงานได้ 40 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจะเริ่มนับจากวันจันทร์ของสัปดาห์แรกยาวไปจนถึงวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่สอง ยกตัวอย่างเลยคือ เราเริ่มทำงานวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2017 ก็จะต้องนับไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2017 ก็จะครบ 14 วันเป๊ะที่เราจะสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมงตามที่เขาระบุ พอเริ่มวันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2017 ก็เริ่มนับชั่วโมงใหม่ที่หนึ่งใหม่ วนไปเรื่อยๆทุกๆ 2 อาาทิตย์ครับ
  • คนติดตามทำงานได้กี่ชั่วโมง คือเงื่อนไขการทำงานจะเหมือนคนหลักที่เป็นนักเรียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงการทำงาน เริ่มทำงานได้เมื่อไหร่ และนับวันยังไงให้ครบ 14 วัน...จะมียกเว้นแค่สำหรับคนติดตามนักเรียนปริญญาโทแบบ coursework ที่จะสามารถทำงานได้แบบ unlimited hours เช่นกัน แต่คนหลักที่เป็นนักเรียนจะทำได้แค่ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ตามเดิมนาจาาา"
สามารถคลิกอ่านบทความออนไลน์ของ VisaTalkByCPSydney ฉบับเดือนกรกฎาคม "สาระน่ารู้เกี่ยวกับวีซ่านักเรียน และเงื่อนไขต่างๆในวีซ่านักเรียนที่น่าสนใจ!!" ได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/2017/07/blog-post.html

อ่ะ คราวนี้ก็มาเข้าเรื่องของ "วีซ่าติดตามนักเรียน" กันสักทีน คือ วีซ่าติดตามนักเรียนเนี่ยะก็จะเป็นการทำติดตามกันระหว่างนักเรียนที่อยู่ในสถานะของ Married หรือ De facto โดยจะเป็นความสัมพันธ์แบบต่างเพศ (ชาย-หญิง) หรือเพศเดียวกัน (ชาย-ชาย หรือ หญิง-หญิง) ก็ได้ทั้ง 2 แบบแล้วแต่สะดวกกันเลย ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคู่ที่อยู่ในสถานภาพที่แต่งงานแล้ว ก็จะง่ายหน่อย เพราะเอกสารอะไรต่างๆจะค่อนข้างพร้อม แต่ปัญหามันจะอยู่ที่คู่ที่ยังไม่ได้แต่งนี่หน่ะสิ เพราะจะนับสถานะเป็นได้แค่แบบ De facto เท่านั้น และหลายๆคนก็ยังขาดความเข้าใจตรงนี้ว่า De facto Relationship คืออะไร แค่คิดว่าจดทะเบียนสมรสแค่ 2-3 เดือนก็ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียนได้เลย ซึ่งน้าต้องบอกไว้ตรงนี้เลยนะจ๊ะว่า "เมื่อก่อนอ่ะ...อาจจะได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีอีกแล้วนะเออ จะมาขี้ตู่ยื่นทะเบียนสมรสที่เพิ่งจดมาได้แค่ไม่กี่เดือน เพื่อทำวีซ่าติดตามนักเรียน มันทำไม่ได้แล้วนะซิ"

เดี๋ยววันนี้น้าหนวดจะมาแถลงไขให้ฟังเกี่ยวกับ De facto Relationship และเอกสารที่ต้องใช้ในการทำวีซ่าติดตามนักเรียนในความสัมพันธ์แบบ De facto Relationship ตามข้อกำหนดที่อิมฯระบุไว้ในหน้าเวบไซต์ของอิมฯมาให้น้องๆนักเรียนได้อ่านกันในฉบับเดือนสิงหาคมนี้ละกันนะครับ

เงื่อนไขของ De facto Relationship ตามที่ระบุไว้บนหน้าเวบไซต์ของอิมมิเกรชั่นคือ To satisfy this requirement, the couple must demonstrate that they have been in a de facto relationship for at least 12 months before the visa application is made. For migration purposes, a person is in a de facto relationship with another person if they:
  • are not married to each other
  • have a mutual commitment to a shared life to the exclusion of all others
  • are in a genuine and continuing relationship
  • live together or do not live separately and apart on a permanent basis
  • are not related by family.
กล่าวคือการที่คู่แฟนหรือคู่รักคู่หนึ่ง หากต้องการจะทำวีซ่าติดตามกัน จะต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ได้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีก่อนที่จะยื่นวีซ่า โดยคนที่จะนับว่าอยู่ในความสัมพันธ์แบบ De facto Relationship จะต้องอยู่ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้
  • ไม่ได้แต่งงานกัน
  • มีพันธะผูกพันธ์อื่นๆร่วมกัน
  • เป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องที่เป็นความจริง
  • อาศัยอยู่ร่วมกัน หรือไม่ได้อาศัยกันคนละที่อย่างถาวร
  • ไม่ได้มีความผูกพันธ์กันทางเครือญาติ
ดูนิยามหรือเงื่อนไขของการอยู่ในความสัมพันธ์กันแบบ De facto Relationship กันไปแล้ว ก็ต้องมาดูที่เอกสารที่อิมฯเขาอยากเห็นกันบ้าง จะได้เชื่อกันสักทีว่าใบทะเบียนสมรสใบเดียว ที่เพิ่งจดกันมาไม่เกิน 2-3 เดือนมันไม่ได้ช่วยอะไรจริงๆนาจาาา

What evidence is considered?
When submitting evidence of a de facto relationship, applicants must be able to demonstrate that their relationship has existed for at least one year before the application is made. Evidence may include but is not limited to:


The history of the relationship through a signed statement regarding:
  • how, when and where the couple first met
  • how the relationship developed
  • the couple's domestic arrangements, that is, how they support each other financially, physically and emotionally and when this level of commitment began
  • any periods of separation, when and why the separation occurred, for how long and how the couple maintained their relationship during the period of separation
  • the couple's future plans.

Financial aspects of the relationship, such as:
  • joint ownership of the house or joint names on a lease
  • correspondence addressed to the couple at the same address
  • details of financial commitments including bank statements, and any joint liabilities.

The nature of the household, such as:
  • any joint responsibility for the care and support of any children
  • the couple's living arrangements including sharing responsibilities within the home.

Social context, such as:
  • evidence that the couple is generally accepted and recognised as a couple socially such as joint invitations
  • evidence of common friends
  • assessments by the couple's friends and family of the relationship
  • joint travel or joint participation in sporting, social or cultural activities.

The couple's commitment to each other, such as:
  • the duration of the relationship including knowledge of each other
  • intention to have a long term relationship, for example, through terms of their wills
  • correspondence and telephone accounts to show that the couple maintained contact during any periods of separation.
สำหรับน้องๆเพื่อนๆที่อยากเข้าไปดูข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ De facto Relationship แบบ full option ก็สามารถคลิกลิงค์ที่เตรียมไว้ให้ตรงนี้ได้เลยนะครับ จะได้เชื่อว่าน้าไม่ได้โกหก ไม่ได้ขี้จุ๊จริงๆ https://www.border.gov.au/about/corporate/information/fact-sheets/35relationship

ว่ากันด้วยทฤษฎีไปแล้ว คราวนี้ก็มาดูตัวอย่างกรณีปฏิบัติจริงกันบ้าง จะได้เข้าใจภาพรวมกันมากขึ้น ในฉบับนี้น้าหนวดก็จะยกกรณีตัวอย่างมาให้อ่าน 2 กรณีด้วยกัน โดยเป็นเคสที่ทำจริง ผ่านจริง ไม่ใช่สตั๊นท์กับทาง CP Sydney office โดยเพื่อนร่วมงานของน้าหนวดนี่แหล่ะ

เริ่มกันที่กรณีแรก เป็นเคสเก่าของปีที่แล้วที่เป็นความสัมพันธ์แบบเพศเดียวกัน (หญิง-หญิง) คือน้องได้เข้ามาติดต่อเราตั้งแต่ที่มาถึงซิดนีย์ในช่วงสิ้นปี 2015 ว่าอยากทำวีซ่าติดตามนักเรียนกับแฟนโดยที่น้องทั้งคู่ยังไม่มีเอกสารความสัมพันธ์อะไรเลย เราก็เลยแนะนำน้องให้น้องไปเก็บเอกสารเพิ่มเติมต่างๆ หลังจากนั้นเรื่องราวก็เงียบหายไปประมาณ 3-4 เดือนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น555 อยู่ดีๆน้องก็เข้ามาหาเราที่ออฟฟิศพร้อมหลักฐานบางส่วนที่เราเคยแนะนำไป ซึ่งทางเราคิดว่ามันยังไม่เพียงพอ เลยแนะนำให้น้องทั้ง 2 ไปจด Relationship Registration Certificate เพิ่มเพื่อระบุความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่าเป็นแบบ De facto Relationship จริงๆ โดย certificate ตัวนี้เป็นเอกสารที่จะได้รับการับรองจากทางรัฐ NSW โดยตรง และสามารถช่วยลดระยะเวลาการเก็บเอกสารในเรื่องของความสัมพันธ์ได้อีกด้วย
หลังจากนั้น พอได้ตัว Relationship Registration Certificate มา เราก็ปล่อยให้เอกสารมีอายุสักประมาณ 2-3 เดือน และยื่นวีซ่าให้น้องทั้ง 2 คนในช่วงกลางปี 2016 ในที่สุดวีซ่าติดตามนักเรียนของน้องทั้ง 2 คนก็ผ่านทั้งคู่โดยไม่มีการขอเอกสารความสัมพันธ์เพิ่มเติมจากทางอิมฯแต่อย่างใด สิริรวมใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์หลังจากที่ยื่นวีซ่าไปครับ
หลายๆคนอาจจะตั้งข้อสงสัยว่าทำไมต้องเก็บเอกสารทั้งหมดตั้ง 6 เดือน อันที่จริงตอนที่น้องทั้ง 2 คนได้ตัว Relationship Registration Certificate ก็อาจจะลองยื่นดูเลยก็ได้แหล่ะ แต่เราอยากเอาให้ชัวร์ที่สุด เพราะมันคือความรับผิดชอบของเรา ใครบ้างไม่อยากให้วีซ่าของตัวเองผ่าน จริงไหมหล่ะ อันนี้ลืมเรื่องดึงเชิงไม่ยอมยื่นวีซ่าให้น้องทั้ง 2 คนไปได้เลยนะเออ เพราะวีซ่านักเรียนที่น้องๆได้มาตอนแรกก็ไม่ได้ทำเรื่องกับทางเราแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับวีซ่านักเรียนก่อนหน้านี้ของน้องๆทั้ง 2 คนเลยครัชชช

เคสแรกผ่านไป มาดูเคสที่ 2 ที่เพิ่งได้วีซ่าผ่านมาสดๆร้อนๆในเดือนที่แล้วกันบ้างดีกว่า คือพี่เขาอยากทำเรื่องให้แฟนที่อยู่ที่ไทยมาเรียนจะได้มาอยู่ด้วยกันที่นี่ เนื่องจากพี่ผู้หญิงได้วีซ่านักเรียนและมาถึงซิดนีย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราก็ถามพี่เขากลับไปว่าจะทำวีซ่าแบบไหนระหว่างทำเป็นนักเรียนมาเองหรือจะให้ทำติดตามวีซ่านักเรียนของพี่มาดีครับ พอได้ยินแบบนี้พี่ผู้หญิงก็งงสิว่าทำได้ด้วยหรอ พี่ไม่เห็นรู้เลย พอเราได้อธิบายให้พี่เขาเข้าใจแล้ว พี่เขาก็บอกว่างั้นเดินเรื่องลุยกับทางน้องเลยค่ะ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว น่าจะใช้เวลาทั้งหมดแค่ 2 เดือนเองมั้งก็ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียนให้พี่ผู้ชายที่อยู่ไทยได้แล้ว คือหลังจากที่เราได้อธิบายขั้นตอน และได้ให้ checklist ที่เราทำให้กับลูกค้าของเรากับพี่เขาไปว่าต้องใช้อะไรบ้าง พี่ทั้ง 2 คนก็น่ารักมากๆ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกอย่างเลยเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นมากๆ...จนในที่สุดเราก็ได้ยื่นวีซ่าไปให้ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และพี่ผู้ชายก็ได้ไปตรวจสุขภาพในวันที่ 13 กรกฎาคมตามที่อิมฯแจ้งขอให้ไปตรวจ และหลังจากที่พี่ผู้ชายได้ส่งใบเสร็จการตรวจสุขภาพมาให้เราอัพเดทเข้าไปในระบบในวันเดียวกันนั้น วีซ่าติดตามนักเรียนของพี่ผู้ชายก็ผ่านทันทีในวันรุ่งขึ้นโดยที่ไม่มีการขอเอกสารหรือสัมภาษณ์ใดๆเพิ่มเติมจากทางอิมฯแม้แต่นิดเดียว สิริทั้งสิ้นใช้เวลาไปทั้งหมดแค่ 15 วันเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเร็วพอสมควรถ้าเทียบกับระยะเวลาการรอวีซ่านักเรียนที่ยื่นให้กับนักเรียนที่ยังอยู่ที่ไทยในปัจจุบันครับ

นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าหากเราได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าติดตามนักเรียน หรือวีซ่าอื่นๆ มีเอกสารของจริงครบตามคำแนะนำที่ถูกต้อง และอยู่ในการดูแลที่ดี วีซ่าก็สามารถผ่านได้ตามปกติ แค่มันอาจจะช้าไม่ทันใจ แต่สุดท้ายมันก็ผ่านอย่างถูกต้องตามที่อิมฯเขาระบุไว้ ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องไปจดทะเบียนสมรสสร้างหลักฐานปลอม หรือไปจ่ายค่าเทอมให้กับคนที่เราไม่รู้จักเลย ถ้าทางอิมฯจับได้ขึ้นมาว่าเป็นเอกสารปลอมไม่เพียงแต่วีซ่าจะไม่ผ่าน ยังมีสิทธิ์ถูกส่งตัวกลับไทยทันที และถูกแบนเป็นเวลา 3 ปีด้วยนะ รุ้กันบ้างหรือเปล่า ห๊ะ!!! เอาจริงๆนะ บางทีเราก็ต้องเลิกนิสัยเอาสะดวกเข้าว่ากันได้แล้ว ที่ทุกวันนี้วีซ่านักเรียนมันยากขึ้นเพราะอะไรก็น่าจะรู้ อย่าให้น้าต้องพูด คิดซะว่าสงสารคนรุ่นหลังลูกๆหลานๆของตัวเองที่เขาตั้งใจจะมาเรียนกันก็ได้…ความถูกต้อง มันอาจจะไม่ได้ถูกใจเราเสมอไป แต่ที่นี่กฎของเขาก็เป็นกฎ เจ้าหน้าที่เขาก็ต้องทำตามหน้าที่ของเขา ก็เท่านั้นเอง

ทิ้งท้ายฉบับนี้ด้วยโปรโมชั่นดีๆจาก CP Sydney office เหมียนเดิมมม คือ ทุนการศึกษามูลค่าสูงสุดกว่า A$700 สำหรับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนและชำระค่าเทอมในหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไปผ่านทาง Sydney office ของเราภายในปี 2017 นี้ นอกจากนี้ยังจะมีสิทธิ์ลุ้นรับโชคชั้นที่ 2 จากการจับฉลากในช่วงสิ้นปี โดยผู้ชนะจะได้รับตั๋วเครื่องบินไปกลับ ซิดนีย์ - กรุงเทพฯ สนับสนุนโดย Central Queensland University, Sydney campus  อีกด้วยนะจ๊ะหลานๆ


นอกจากนี้ สำหรับนักเรียนในหลักสูตรอื่นๆก็ไม่ต้องเสียใจไปนะเออ ทาง CP Sydney office ของเราก็ยังมีโปรโมชั่นส่วนลดอื่นๆเหมือนกัน ยังไงก็สามารถโทรมาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ (+61) 2 9267 8522 หรือจะทักทายมาทาง chat Facebook ผ่านทาง www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะจ๊ะ

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สาระน่ารู้เกี่ยวกับวีซ่านักเรียน และเงื่อนไขต่างๆในวีซ่านักเรียนที่น่าสนใจ!!

มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว VisaTalkByCPSydney ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2017..ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เดือนนี้น้าหนวดมัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดงานสัมมนา CP Sydney Skilled Migration Seminar ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาครับ ก็จะเป็นงานสัมมนาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวีซ่า Skill ที่ผ่านมาทั้งหมดอะไรประมาณนี้ ถ้าใครพลาดงานสัมมนาดังกล่าวไป ก็สามารถลองเข้าไปหาคลิปวีดีโอย้อนหลังได้ที่ www.facebook.com/cpsyd เพราะเราได้ทำการ LIVE สดงานสัมมนาดังกล่าวในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาไว้ด้วยนะแจ๊ะ

เอาหล่ะ ทักทายกันพอหอมปากหอมคอพอเป็นกระษัยให้หายคิดถึงกันไปแล้ว..เรามาเข้าเรื่องตามหัวข้อที่เราได้จั่วเอาไว้ดีกว่า "สาระน่ารู้เกี่ยวกับวีซ่านักเรียน และเงื่อนไขต่างๆในวีซ่านักเรียนที่น่าสนใจ!!" ที่จริงหลายๆคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเดิมๆ แล้วก็จะละเลยหละหลวมไม่สนใจกันไป แต่ไอ้เงื่อนไขต่างๆในวีซ่านักเรียนของเรานี่แหล่ะครับที่อาจจะทำให้หลายๆคนน้ำตาตกในโดนยกเลิกวีซ่ากลายเป็น PE กันมานักต่อนักแล้ว บางคนซ้ำร้ายโดนจับส่งไทยไปเลยก็มี ยังไงวันนี้เรามาลองอ่านกันดู เพื่อเป็นประโยชน์กับน้องๆหลานๆไม่มากก็น้อยนะจ๊ะ

ตั้งแต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของวีซ่านักเรียนในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ที่ประเทศไทยของเราโดนปรับทัศนคติ ลดระดับความน่าเชื่อถือให้ลงไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด (Level 3) อิมฯก็ได้มีการอัพเดทรูปแบบและข้อมูลต่างๆบนหน้าเวบไซต์ไว้อีกด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ก็คงจะมีทั้งข้อมูลเก่าเอามาเล่าใหม่ และข้อมูลใหม่ๆมาเล่าสู่กันฟัง นอกจากนี้น้าหนวดก็จะเขียนถึงเงื่อนไขต่างๆที่น่าสนใจของวีซ่านักเรียนให้อ่านในฉบับนี้กันอีกด้วย

ก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าหน้าเวบไซต์ของอิมฯคือ www.border.gov.au แล้วถ้าเราต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนก็ให้ไล่หาแถบสีฟ้าหัวข้อ "Individuals and Travellers" แล้วก็กดเลือก "Studying in Australia" พอมาถึงหน้านี้แล้วปุ๊บก็ให้มาคลิกที่ Student visa (subclass 500) เราก็จะเห็นข้อมูลต่างๆมากมายเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน อาทิเช่น
  1. Visa expiry before graduation คือ ถ้าวีซ่านักเรียนหมดก่อนที่จะเรียนจบหรือรับปริญญา เราอาจจะสามารถขอต่อวีซ่าตัวอื่นๆได้ (ที่ใช้คำว่าอาจจะเพราะว่าอิมฯใช้คำว่า “might be able to”) เช่น วีซ่าท่องเที่ยว โดยที่ควรจะมีจดหมายจากสถาบันการศึกษาของเราที่ระบุว่าเราจะเรียนจบหรือรับปริญญาเมื่อไหร่
  2. Visa conditions
  3. Working while studying
  4. Extend your stay in Australia อันนี้จะต่อยอดมาจากหัวข้อแรก (Visa expiry before graduation) คือ เราต้องออกจากออสเตรเลีย หรือต่อวีซ่าตัวใหม่ก่อนที่วีซ่าตัวปัจจุบันจะหมดลง โดยที่จะสามารถต่อวีซ่าชนิดต่างๆในประเทศออสเตรเลียได้ก็ต่อเมื่อไม่ติดเงื่อน “No Further Stay” (8534 or 8535 condition) ที่ปัจจุบันไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้อีกแล้วสำหรับวีซ่านักเรียน subclass 500
  5. Baby born to student visa holder in Australia คือ ถ้าลูกเกิดในออสเตรเลียขณะที่เราถือวีซ่านักเรียนออสเตรเลียอยู่ ลูกน้อยของเราก็จะได้วีซ่าที่เราถืออยู่โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ในกรณีที่พ่อแม่ของเด็กถือ PR หรือเป็น Australian citizen ณ ตอนที่เด็กเกิด ลูกน้อยของเราก็อาจจะมีสิทธิ์ได้สัญชาติออสเตรเลียโดยกำเนิดได้เหมือนกัน โดยที่หลังจากที่คลอดน้องเราก็ควรจะอัพเดทให้อิมฯทราบด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าของการทำวีซ่าตัวอื่นหรือการขอออกนอกประเทศในอนาคต ซึ่งก็จะสามารถทำได้โดยแนบ Form 1022 Notification of changes in circumstances พร้อมด้วย Australian birth certificate ของลูกน้อย
นอกจากนี้ หลายๆคนคงอาจจะเคยได้ยินมาว่าเราสามารถต่อวีซ่าหลังจากวีซ่าหมดลงได้ภายใน 28 วัน...อันนี้ก็ถือว่าเข้าใจไม่ผิด แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น คือ ถ้าเราต่อวีซ่าหลังจากวีซ่าหมดลงภายใน 28 วัน เราจะต้องขอ Bridging Visa C (BVC) ก่อนด้วย เพราะตัววีซ่านี้จะออกให้เฉพาะคนที่ต่อวีซ่านักเรียนไม่ทันเท่านั้น และจะขอได้เพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งการที่จะขอ BVC ได้เนี่ยะเราก็ต้องเขียนอธิบายเหตุผลว่าทำไมเราถึงต่อวีซ่าไม่ทัน แล้วก็จะอยู่ที่ดุลพินิจของทางเจ้าหน้าที่เขาแล้วว่าจะให้ BVC และให้โอกาสเราในการต่อวีซ่านักเรียนหรือไม่ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถาการณ์อันยากลำบาก ทุกวันนี้การทำวีซ่าธรรมดาก็ยากพอแล้วหนูเอ๊ยยย

โอเค...มาว่าต่อกันที่ในส่วนของ Visa conditions และ Working while studying ที่ต้องเขียนแยกออกมาต่างหากก็เพราะว่า 2 หัวข้อนี้จะมีรายละเอียดมากกว่า 3 หัวข้อที่เขียนไปแล้วข้างต้น ยังไงก็ลองอ่านตามข้อมูลด้านล่างต่อกันได้เลยครับ

Working while studying เงื่อนไขนี้ (condition 8105) ถือว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนตัดสินใจมาเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะจะเป็นเงื่อนไขที่อนุญาตให้เราสามารถทำงาน Part time ได้ด้วยในระหว่างที่เรียนอยู่..เบื้องต้นเชื่อว่าทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า "เราสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทราบกันหรือไม่ว่ามันมีรายละเอียดมากกว่านั้นนะ
  • ทำงานได้กี่ชั่วโมง และเริ่มทำงานได้เมื่อไหร่
    • อย่างที่ทราบก็คือ เราสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ และจะสามารถทำงานได้เต็มเหนี่ยว unlimted ในกรณีที่เราเรียนในหลักสูตร Master Research หรือ Doctoral Degree
    • สามารถเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มเรียนแล้วเท่านั้น และสามารถทำงานแบบไม่จำกัดในช่วงปิดเทอมได้อีกด้วยนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นคนที่มาออสเตรเลียก่อนที่คอร์สเรียนจะเริ่ม ตามเงื่อนไขจะถือว่าเราไม่สามารถทำงานได้นะเออ
  • งานที่ไม่นับรวมอยู่ในโควต้าการทำงาน 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ เอาแบบให้เข้าใจง่ายๆเลยละกันนะ คือ จะเป็นพวกงานอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือพวกงานที่ไม่ได้รับค่ารับตอนแทนนั่นเอง ยังไงลองดูคำนิยามจากต้นตำรับเป็นภาษาอังกฤษด้านล่างได้เลยครับผมครับผม
    • is of benefit to the community
    • is for a non-profit organisation
    • is genuinely voluntary (that is, you are not paid either in cash or other board and lodging is acceptable)
  • เวลา 2 สัปดาห์ นี่เขานับกันยังไงนะ ภายในระยะเวลา 14 วัน เราจะมีสิทธิ์ทำงานได้ 40 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจะเริ่มนับจากวันจันทร์ของสัปดาห์แรกยาวไปจนถึงวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่สอง ยกตัวอย่างเลยคือ เราเริ่มทำงานวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2017 ก็จะต้องนับไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2017 ก็จะครบ 14 วันเป๊ะที่เราจะสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมงตามที่เขาระบุ พอเริ่มวันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2017 ก็เริ่มนับชั่วโมงใหม่ที่หนึ่งใหม่ วนไปเรื่อยๆทุกๆ 2 อาาทิตย์ครับ
  • คนติดตามทำงานได้กี่ชั่วโมง คือเงื่อนไขการทำงานจะเหมือนคนหลักที่เป็นนักเรียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงการทำงาน เริ่มทำงานได้เมื่อไหร่ และนับวันยังไงให้ครบ 14 วัน...จะมียกเว้นแค่สำหรับคนติดตามนักเรียนปริญญาโทแบบ coursework ที่จะสามารถทำงานได้แบบ unlimited hours เช่นกัน แต่คนหลักที่เป็นนักเรียนจะทำได้แค่ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ตามเดิมนาจาาา
Source: https://www.border.gov.au/Trav/Stud/More/Work-conditions-for-Student-visa-holders

Visa conditions น้าหนวดจะขอเขียนแค่เงื่อนไขวีซ่านักเรียที่น่าสนใจ หรือเงื่อนไขที่นักเรียนคนไทยมักทำผิดกันเป็นประจำเท่านั้นละกันนะ จะได้ไม่ต้องยืดเยื้อวุ่นวายอะไรมากมาย
  • Condition Number 8517 คือ ในกรณีที่คนติดตามของเรายังอยู่ในวัยเรียน (school-age dependents) มาติดตามคนเรียนหลักและอาศัยอยู่ในออสเตรเลียเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน คนติดตามคนนั้นควรจะต้องมีหลักฐานการสมัครเรียน และเรียนหนังสือด้วยนะซิฮิ
  • Condition Number 8533 คือ นักเรียนต้องแจ้งให้โรงเรียนทราบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนที่อยู่ หรือการเปลี่ยนคอร์สเรียน ที่จริงเงื่อนไขนี้ดูผิวเผินก็ไม่มีอะไรหรอกสักเท่าไหร่ แต่กรณีศึกษาก็คือ เงื่อนไขนี้จะมีผลกระทบกับนักเรียนที่เกเรไม่ไปโรงเรียนจนโรงเรียนแจ้งเตือนว่าจะ report ไปยังอิมฯ เพื่อให้พิจารณายกเลิกวีซ่านักเรียน ละคราวนี้ก่อนที่โรงเรียนจะแจ้งอิมฯเขาก็จะให้โอกาสเราก่อนโดยการออก warning letter มาแจ้งเตือนโดยส่วนใหญ่จะส่งจดหมายไปที่บ้าน ก็เลยเป็นที่มาของเงื่อนไข 8533 ที่ว่าเราต้องอัพเดทหรือแจ้งที่อยู่ใหม่ให้อิมฯทราบทุกครั้ง เพราะถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นและโดนยกเลิกวีซ่าขึ้นมาจริงๆ เราจะไม่สามารถอ้างได้เลยว่าเราไม่ได้จดหมายเพราะเราเปลี่ยนที่อยู่
  • Condition Number 8202 เงื่อนไขนี้เรียกได้ว่าเป็นเงื่อนไขพระเอกเลยก็ว่าได้ เพราะนิยมทำกันเยอะเหลือเกิน ก็คือการเปลี่ยนคอร์สเรียนลงมาเรียนในระดับที่ต่ำลง โอเคจริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ได้มีผลให้ถูกยกเลิกทันทีเพราะนักเรียนในออสเตรเลียมีตั้งเป็นหมื่นเป็นแสนกว่าจะมาตรวจเจอคงไม่ใช่ง่ายๆ แต่มันก็ยังมีผลกระทบต่อการพิจารณาในการต่อวีซ่าครั้งใหม่ด้วยหน่ะสิ...เงื่อนไขตัวนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "You must maintain enrolment in a registered course that is the same level as, or at a higher level than, the registered course for which you were granted a visa." ก็คือ เราต้องเรียนอยู่ในระดับเดิมเป็นอย่างน้อย หรือในระดับที่สูงขึ้นจากวีซ่าที่ granted มา
Source: https://www.border.gov.au/Trav/Stud/More/Visa-conditions/visa-conditions-students

นอกจากนี้ อิมฯยังระบุเงื่อนไขที่เราต้องเปลี่ยนวีซ่าของการเปลี่ยนคอร์สเรียนกลางคันไว้ดังต่อไปนี้อีกด้วยนะครับ
    • ในกรณีที่เปลี่ยนคอร์สเสร็จเรียบร้อยแล้ว และคอร์สใหม่จบก่อนวีซ่าที่ถืออยู่ เราจะต้องออกจากประเทศออสเตรเลีย หรือยื่นวีซ่าใหม่ภายใน 28 วันหลังจากเรียนจบ มิฉะนั้นอาจจะถูกยกเลิกวีซ่าได้
    • เงื่อนไขการเปลี่ยนคอร์สสำหรับวีซ่านักเรียน subclass 500 เราจะต้องขอวีซ่าใหม่ ถ้าเราเปลี่ยนมาเรียนในหลักสูตรที่ต่ำลงไม่ว่าจะเรียนกับสถาบันเดิมหรือสถาบันใหม่ก็ตาม ยกเว้นการเปลี่ยนจากปริญญาเอกเป็นปริญญาโทจะไม่ต้องขอวีซ่าใหม่ ตัวอย่างนะครับ เปลี่ยนจาก Bachelor degree ลงมาเป็น Diploma หรือจาก Certificate IV ลงมาเป็นคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ก็จะต้องขอวีซ่าใหม่ทั้งนั้น
    • สำหรับนักเรียนที่ยังถือวีซ่านักเรียนแบบเก่าพวกแยก subclass ตั้งแต่ 570 – 576 อยู่ ก็จะมี 2 เงื่อนไขย่อยด้วยกัน
      • จากระบบเก่าที่ระดับการเรียนแบ่งออกเป็นโรงเรียน (ประถมศึกษา – มัธยมศึกษา), หลักสูตรภาษาอังกฤษ, หลักสูตรวิชาชีพ และหลักสูตรปริญญา ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนคอร์สเรียนให้สูงขึ้นหรือต่ำลงก็ตาม ก็ควรจะขอวีซ่าใหม่ทันที
      • สำหรับคนที่ได้วีซ่าแบบ SVP (Streamlined Visa Processing) มา ถ้ามีการย้ายสถาบัน ก็จะต้องไปลงเรียนกับสถาบันที่เป็น SVP เหมือนเดิมเท่านั้น ถ้าไปลงเรียนกับสถาบันที่เป็น Non-SVP ก็ควรจะต้องขอวีซ่าใหม่ทันทีเหมือนกัน

ทิ้งท้ายฉบับนี้ด้วยโปรโมชั่นดีๆจาก CP Sydney office หน่อยละกัน...กับทุนการศึกษามูลค่าสูงสุดกว่า A$700 เลยทีเดียวเชียวสำหรับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนและชำระค่าเทอมในหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไปผ่านทาง Sydney office ของเราภายในปี 2017 นี้เท่านั้นนะจ๊ะ นอกจากนี้ยังจะมีสิทธิ์ลุ้นรับโชคชั้นที่ 2 จากการจับฉลากในช่วงสิ้นปี โดยผู้ชนะจะได้รับตั๋วเครื่องบินไปกลับ ซิดนีย์ - กรุงเทพฯ จากทาง CP Sydney office ของเราอีกด้วยนะครับผมครับผม

นอกจากนี้ สำหรับนักเรียนในหลักสูตรก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ ยังมีโปรโมชั่นส่วนลดอื่นๆอีกมากมายจากทาง CP Sydney office ของเรา ยังไงก็สามารถโทรมาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ (+61) 2 9267 8522 หรือจะทักทายมาทาง chat Facebook ผ่านทาง www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะครับ

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Western Sydney University (WSU), Sydney City Campus

กลับมาแล้วจร้าาา..หลังจากที่ฉบับที่แล้วน้าหนวดได้เขียนเกี่ยวกับค่าวีซ่าที่กำลังจะขึ้นหลังจากวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ และย้ำแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของพวกวีซ่า 457 หรือ 186 และ 187 ที่จะเริ่มทยอยเปลี่ยนแปลงหลังจากวันที่ 1 กรกฎาคมเช่นกัน ยังไงก็สามารถหาบทความออนไลน์ของเรามาอ่านย้อนหลังได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/ หรือถ้าเป็นแฟนเพจของ CP Sydney Page อยู่แล้วก็สามารถเข้าไปในเฟซบุ๊คละหาบทความอ่านได้เช่นกันที่ www.facebook.com/cpsyd!! วันนี้ก็อยากจะเปลี่ยนฟีลลิ่งมาเขียนอะไรเบาๆเกี่ยวกับแนะนำมหาวิทยาลัยให้น้องๆเพื่อนๆได้อ่านกันบ้าง

วันนี้เราจะมาพูดถึงมหาวิทยาลัยชื่อดังทางตะวันตกของมหานครซิดนีย์กันครับ โดยจะเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ามาเปิดสาขาวิทยาเขตเพิ่มเติมใน CBD ให้น้องๆเพื่อนๆหลายๆคนที่ไม่ชอบเดินทางไปเรียนไกลๆนอกเมืองครับ คิดว่าพอเขียนมาขนาดนี้ก็น่าจะพอเดากันออกบ้างแล้วว่าน้าหนวดกำลังพูดถึงมหาวิทยาลัยไหนอยู่...ใช่เลยจร่ะ วันนี้เราจะมาเขียนแนะนำ WESTERN SYDNEY UNIVERSITY, Sydney City Campus กันนั่นเองงงงง
Western Sydney University, Sydney City Campus ก็คือคือ Western Sydney University มหา'ลัยเดิม เพิ่มเติมคือแคมปัสในเมือง เอาให้เห็นภาพง่ายๆก็เหมือนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เมืองไทยบ้านเราอ่ะครับ ที่มีทั้งวิทยาเขตบางเขต กำแพงแสน ฯลฯ ทั้งนี้การเปิดแคมปัสเพิ่มขึ้นก็เพื่อความสะดวกสบายสำหรับนักเรียนในพื้นที่ให้เข้าถึงได้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนหรือหลักสูตรต่างๆก็ต้องขึ้นตรงต่อมหา'ลัยแม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหายห่วงเรื่องคุณภาพได้เลย ส.บ.ม. สบายมากกก

WSU, Sydney City Campus เพิ่งถือกำเนิดมาใหม่ได้ไม่นานเท่าไหร่ เฉพาะตัวแคมปัสนี้น่าจะมีอายุแค่เพียงประมาณครึ่งปีเองมั้งครับ เพราะถ้าจำไม่ผิดน่าจะเพิ่งเปิดให้การเรียนการสอนตอนช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมานี่เอง แต่ก็อย่างที่บอกไปในเรื่องของคุณภาพว่าสบายหายห่วง เพราะต้องขึ้นตรงต่อแคมปัสหลักอยู่แล้ว...คราวนี้มาดูข้อดีอื่นๆกันบ้างดีกว่าว่าทำไมน้องๆหนูๆถึงต้องเลือกเรียนที่ WSU, Sydney City Campus กัน

  1. มี 3 intakes ต่อปี (February, June, or October) ที่จริงอันนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของหลายๆมหา'ลัยที่เปิดแคมปัสเพิ่มในเมืองที่จะมีการเรียนการสอนแบบ TRIMESTER แทนที่จะเป็น SEMESTER แต่ที่พิเศษจริงๆน่าจะเป็นอันนี้มากกว่า คือ สำหรับนักเรียนทางด้าน Business ในระดับปริญญาโทจะมี 4 intakes ต่อ 1  ปีการศึกษาด้วยกัน ได้แก่ January, April, June, or September
  2. ใครที่เป็นอารมณ์แบบรีบเรียนรีบจบ เน้นความมันส์และความบีบคั้นอารมณ์ในการเรียนน่าจะชอบ555 คือสามารถทำ Fast track ในหลักสูตรปริญญาตรีจากปกติ 3 ปีให้ลดลงเหลือ 2 ปีก็ได้ด้วย
  3. มีการปรับปรุง campus ต่างๆให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆสำหรับนักเรียนอยู่ตลอดเวลา อาทิเช่น online library ที่มีแหล่งข้อมูลต่างๆมากมายให้สำหรับนักศึกษาใช้เป็น reference ในการทำรายงาน หรืออย่างที่ Sydney City Campus ก็สามารถเข้าไปหาข้อมูลในการทำรายงานจาก NSW State Library ได้อีกด้วย
  4. World Ranking ของ WSU เองก็จัดอยู่ในกลุ่ม TOP 3% จากมหาวิทยาลัยทั้งหมดทั่วโลกอีกด้วย
  5. มีโปรแกรมฝึกงานให้สำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ทำงานระหว่างการเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมต่อโลกของการทำงานอันโหดร้ายอีกด้วย555 มีชื่อโปรแกรมว่า “The Professional Internship Program” โดยจะเป็นโปรแกรมการฝึกงานระยะเวลาทั้งหมดทั้งสิ้น 12 สัปดาห์ นอกจากนี้จากการเก็บสถิติของมหาวิทยาลัยก็พบว่า “83% ของนักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกงานดังกล่าว สามารถหางานทำได้ภายในเพียงเวลา 6 เดือนเท่านั้น” แต่โปรแกรมการฝึกงานดังกล่าวจะไม่ได้มีครบทุกหลักสูตรของมหา'ลัยนะจ๊ะ จะมีแค่ 7 หลักสูตรสาขาวิชาดังต่อไปนี้
    • Bachelor of Business (Hospitality Management)
    • Bachelor of Engineering (Honours)
    • Bachelor of Engineering Science
    • Bachelor of Health Science
    • Master of Information Communications Technology
    • Master of Business Administration
    • Master of Health Science
พูดถึงข้อดีโดยรวมของมหา'ลัยไปแล้ว ก็โยกมาที่สถานที่ตั้งและรายละเอียดอื่นๆของตัว Sydney City Campus กันบ้างถึงขนาดนี้แล้ว โดย WSU, Sydney City Campus จะตั้งอยู่ที่ 255 Elizabeth Street, Sydney NSW ถ้านึกไม่ออกก็ตรงแถวๆ Hyde Park เลย ซึ่งก็เรียกได้ว่าค่อนข้างสะดวกมากๆเหมือนกันนะครับ คือสมมติว่าไม่ได้อยู่ในเมืองก็สามารถมาลงสถานีรถไฟหลักอย่าง Town Hall station ละเดินเอาก็ได้ เดินสบายๆเต็มที่ก็ประมาณแค่ 10 นาที หรือถ้าบางคนสามารถนั่งรถไฟโดยตรงมาลงที่ St. James หรือ Museum station ได้นี่ก็ยิ่งสบายเลยคือแบบใกล้ค่อดค่อดเลยทีนี้ นอกจากนี้ละแวกรอบข้างของมหา'ลัยก็ถือว่าตอบโจทย์ทุกข้อนะครับ ไล่มาตั้งแต่การเดินทางที่บอกไป ที่จริงนอกจากรถไฟตรงนั้นก็ป้ายรถเมล์เยอะเหลือเกิน ไหนจะคนที่อยู่ในเมืองอีก คือแบบเดินไปยังได้เลยสำหรับน้องๆนักเรียนที่อาศัยอยู่ในเมืองอยู่แล้ว ของกงของกินก็สบายๆหาได้ไม่ยากเพราะถนนเส้นละแวกนั้นนี่ก็มีร้านค้าอาหารเยอะพอสมควร และท้ายสุดคือตั้งอยู่ใกล้ shopping center อย่าง Westfield, David Jones, และ MYER คือถ้าใครเรียนมาเครียดๆอยากใช้เงินก็เชิญเลยครับ เดินไปได้ไม่เกิน 10 นาทีรับรองว่าตัวเบาแน่นอนจร่ะ555 หรือถ้าเป็นสายรักธรรมชาติก็เชิญที่ Hyde Park ได้เลยครับ สวนสวยเขียวขจีที่อุดมไปด้วยรูปปั้นต่างๆรอคุณอยู่ บางครั้งวันดีคืนดียังถูกแปลงให้เป็นสถานที่จัด event ต่างๆใจกลางเมืองอีกด้วยนะ

ข้อดีแล้ว สถานที่ตั้งพร้อมรายละเอียดละแวกใกล้เคียงแล้ว ข้ามมาที่หลักสูตรการเรียนที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดให้เรียนกันบ้างดีกว่า ก็จะมีทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทนั้นแหล่ะ แต่ที่พิเศษกว่าชาวบ้านก็คือจะมีหลักสูตรเตรียมเข้าปริญญาโทให้สำหรับคนที่ยังไม่พร้อม หรือไม่ผ่าน requirement ของทางมหา'ลัยอีกด้วย ส่วนจะมีหลักสูตรอะไรบ้างก็ดูตามตารางด้านล่างได้เลยจร้าาา
Undergraduate Courses
Postgraduate Courses
·     Bachelor of Accounting
·     Bachelor of Business
·     Bachelor of Communication
·     Bachelor of Engineering (Honours)
·     Bachelor of Health Science
·     Bachelor of Information & Communication Technology
·     Bachelor of Information System
·     Bachelor of Social Science
·     Postgraduate qualifying program
·     Master of Accountancy
·     Master of Business Administration
·     Master of Information & Communication Technology

หากมีข้อสงสัยอยากสอบถามเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับหลักสูตรของทาง WSU, Sydney City Campus ก็สามารถลองเข้าไปดูข้อมูลโดยได้ที่ http://www.westernsydney.edu.au/city หรือจะโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลกับทีมงาน CP Sydney office เกี่ยวกับคอร์สเรียนต่างๆได้ที่ (+61) 2 9267 8522 หรือจะแชทมาทาง CP Sydney Facebook Page: www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะครับ เรียกได้ว่าเอาตามช่องทางที่น้องๆเพื่อนๆสะดวกละกัน555

ส่งท้ายฉบับนี้ด้วยข่าวสารดีจากทาง CP Sydney office กันซะหน่อย โดยจะขอเขียนแยกออกเป็น 2 เรื่องให้เห็นชัดๆเข้าใจง่ายๆกันไปเลยละกัน
  • CP Sydney Skilled Migration Seminar 2017 เป็นงานสัมมนาฟรีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีภายหลังการประกาศการเปลี่ยนแปลงจากทางอิมฯในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โดยปีนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างอีกไม่กี่วันก็จะได้รู้กันแล้ว นอกจากนี้ก็ยังจะมีข้อมูลอื่นๆที่น่าสนใจมาบอกต่อให้เพื่อนๆที่สนใจได้ทราบกันอีกด้วย สำหรับรายละเอียดหัวข้อที่ครอบคลุมก็สามารถดูได้ตามรูปภาพด้านล่างได้เลยครับ โดยปีนี้เราจะจัดงานในศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2017 ตั้งแต่เวลาประมาณ 13.00 – 15.30 น. หากสนใจก็โทรมาสำรองที่นั่งที่ +61 2 9267 8522 หรือทักแชทมาที่ www.facebook.com/cpsyd แล้วทิ้งชื่อ-สกุล (ภาษาอังกฤษ) เบอร์โทรติดต่อกลับ และจำนวนผู้เข้าร่วมได้เลยครับ ยังไงถ้าสนใจก็รีบกันหน่อยละกัน เพราะเรามีพื้นที่จำกันสำหรับผู้เข้าร่วม และงานนี้ฟรีตลอดงานเหมือนเดิม ช้าหมดอดนะครัชชช 😊😊😊😊😊
  • CP Sydney Scholarship Reward!!! อันนี้ก็จะเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไปกับสถาบันไหนก็ได้ในออสเตรเลียผ่าน CP Sydney office ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาครับ โดยน้องๆจะได้รับทุนการศึกษาจากทางเรามูลค่าสูงสุดจำนวน AUD$700 และจะมีสิทธิ์ลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไปกลับ (กรุงเทพฯ – ซิดนีย์) จากการจับฉลากในช่วงสิ้นปีจากทาง CP Sydney office อีกด้วย
ทั้งนี้ที่เราเขียนแนะนำออกไปทางมหาวิทยาลัยซะเยอะ รวมถึงมีโปรโมชั่นทุนการศึกษาออกมาให้เฉพาะหลักสูตรปริญญาตรีขึ้น ก็เพราะว่าอยากกระตุ้นให้น้องๆนักเรียนมาเรียนในหลักสูตรที่ดีเพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับหลายๆคนนะครับ เพราะการเรียนในหลักสูตรพวกนี้อย่างน้อยน้องๆก็จะมีโอกาสขอวีซ่าตระกูล 485 ภายหลังเรียนจบเพื่อโอกาสหางานทำได้แบบ Full time ถูกต้องตามกฎหมายเป็นระยะเวลา 1.5 - 2 ปีได้อีกด้วย บางคนดีหน่อยเรียนในหลักสูตรอาชีพที่อยู่ในลิสต์ PR ก็สามารถต่อยอดขอ PR ได้ในอนาคตอีกด้วยครับ แต่หากใครที่ต้องการเรียนในหลักสูตรวิชาชีพต่างๆแล้วเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงของสถานการณ์วีซ่านักเรียนในปัจจุบัน ยังไงทางเราก็ยังยินดีช่วยเหลือเสมอครับ
#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney
#น้าหนวด