วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

MyFutureMyCP: MEGT Institute เลี้ยงเด็กกันมั๊ยหล่ะ

กลับมาอีกล้าววว...ตามสัญญาว่าตลอดปี 2018 นี้ VisaTalk by CPSydney ของเราจะมีคอลัมน์ MyFutureMyCP แนะนำสถาบันมาให้อ่านกันทุกๆเดือน และในฉบับเดือนพฤษภาคมนี้น้าหนวดก็จะพาน้องๆเพื่อนๆไปรู้จักกับสถาบันที่มีจุดขายอยู่ที่หลักสูตร Early Childhood Education and Care กันครับ เผื่อน้องๆคนไหนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีรักเด็กจะได้มีตัวเลืิอกของการเรียนเพิ่มขึ้นในหลักสูตรนี้

MyFutureMyCP 2018/2 ในฉบับนี้เราจะไปกันอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาอารัมภบทอะไรกันเยอะแยะให้มากความ สำหรับสถาบันที่เราจะพูดถึงในฉบับนี้ก็คือ MEGT Institute นั่นเองครับ เชื่อว่าก็น่าจะมีเพื่อนๆน้องๆนักเรียนหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่อาจจะรู้จักสถาบันแห่งนี้กันบ้างแล้ว แต่วันนี้น้าหนวดจะพาไปทำความรู้จัก MEGT Institute เพิ่มเติมว่า โรงเรียนนี้มีดีอะไร และทำไมถึงควรจะเรียนหลักสูตร Early Childhood Education and Care ที่สถาบันแห่งนี้กันครับ
เห็นว่าเป็นโรงเรียนเอกชนธรรมดาทั่วไปแบบนี้ รู้หรือไม่ว่า MEGT Institute เนี่ยะเขาเปิดมานานกว่า 36 ปีละนะ ย้อนกลับไปก็นู่นนนเลย ปี 1982 ที่โรงเรียนได้ถูกก่อตั้งขึ้น และกว่า 36 ปีในอุตสาหกรรมการศึกษาของออสเตรเลียที่เน้นสอนแต่ในหลักสูตร Early Childhood Education and Care เพียงอย่างเดียว ทำให้ทั้งสถาบันและหลักสูตรได้รับการรับรองจาก Registered Training Organisation (RTO) ว่า "เป็นสถาบันผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตร Early Childhood Education and Care" โดยเฉพาะ ส่งผลให้นักเรียนจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกที่มีความสนใจในเรื่องของหลักสูตรที่เกี่ยวกับเด็ก และต้องการจะมาศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย จะนึกถึง MEGT Institute เป็นอันดับต้นๆ และตัดสินใจที่จะมาเรียนกับสถาบันแห่งนี้ทั้งที่ Sydney และ Melbourne

คราวนี้มาดูกันต่อในเชิงลึกว่าสถาบันแห่งนี้มีหลักสูตรให้เรียนในระดับใดบ้าง ต้องเรียนกี่วันต่อสัปดาห์ มีระยะเวลานานแค่ไหนในแต่ละระดับ และสามารถเข้าเรียนได้ในช่วงไหนบ้าง ซึ่งในฉบับนี้จะให้มานั่งเขียนยาวเป็นพรืดดด ก็คงไม่มีใครอยากจะอ่านกันหรอก (ตามสถิติเขาบอกไว้ว่าคนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัดต่อวัน) นี่ก็เกินมาเยอะละนะ555 น้าหนวดก็เลยขอว่าตามสถิติที่นายกฯตู่ไม่ได้กล่าวไว้ ด้วยการเอารูปรายละเอียดต่างๆมาให้ดูกันเองเลยละกัน จะได้เข้าข่ายสำนวนที่ว่า "Actions Speak Louder Than Words หรือที่มีความหมายว่า การกระทำสำคัญกว่าคำพูด" นั่นเอง เป็นไงหล่ะมีแอบสอดแทรกสอนภาษาอังกฤษด้วยนะ เท่ห์ชะมัดเลย555

จากรูปข้างบน ก็จะเห็นได้ว่ามันตอบคำถามได้ชัดเจนในทุกข้อที่ถามไปก่อนหน้านี้หมดแล้ว รวมถึงยังบอกด้วยซ้ำว่ามีการเรียนการสอนทั้งแบบ face-to-face class และ online study ที่น้องๆหนูต้องเข้าไป login อย่างน้อย 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์...นอกจากนี้ยังบอกจำนวน work placement อีกด้วย พร้อมทั้งว่าต้องมีผลภาษาอังกฤษที่ระดับใดถึงจะเริ่มเรียนในหลักสูตรของสถาบันได้ เสียอย่างเดียว ดั๊นนน มุบมิบไม่ยอมบอกราคาค่าเรียนนี่หน่ะสิ555 แต่ไม่ต้องห่วง น้าหนวดซะอย่าง อยากได้ต้อง อยากรู้ต้องรู้ รู้เรื่องชาวบ้านมากกว่าเรื่องตัวเองก็น้าหนวดนี่แหล่ะจร่ะ ถุยยย ไปดูค่าเรียนกันดีกว่าว่ามีสนนราคาอยู่ที่เท่าไหร่กันบ้าง
  • Certificate III in Early Childhood Education and Care A$6,130
  • Diploma of Early Childhood Education and Care A$16,630
  • Package offer: Certificate III in Early Childhood Education and Care A$18,930
อันนี้จะเป็นราคาทั้งของที่ Sydney และ Melbourne Campus เลยนะครับ แล้วก็ถ้าคำนวณออกมาเป็นต่อเทอมทุกๆ 2-3 เดือนแล้วเนี่ยะ ค่าเทอมของ MEGT Institute ก็จะตกอยู่ที่ประมาณ A$2,000 เท่านั้นเองครับ โดยผิวเผินอาจจะดูแพงกว่าคอร์สธุรกิจทั่วไป ซึ่งก็ใช่อันนี้ไม่เถียงครับ แต่อย่าลืมว่าราคานี้นี่รวมโปรแกรมฝึกงาน Work Placement เข้าไปแล้วด้วยนะ อย่าลืมว่าคอร์สธุรกิจทั่วไปมันไม่ได้มีให้ไปฝึกงานนะเด้อออ

มาดูกันต่อกับ "5 เหตุผลที่นางงามรักเด็กอย่างออเจ้าทั้งหลาย ควรจะเลือกเรียนหลักสูตร Early Childhood Education and Care ที่ MEGT Institute"
  1. มีภาพจำที่ชัดเจน คือ MEGT Institute เป็นสถาบันคุณภาพที่รู้จักกันในวงกว้างว่าเป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญเรื่อง Early Childhood Education and Care โดยเฉพาะ
  2. เน้นการฝึกฝน และปฏิบัติจริง เพื่อให้นักเรียนมีทักษะที่พร้อมต่อการปฏิบัติจริงในช่วง work placement program และการทำงานในอนาคต
  3. Network or Connection!! กว่า 36 ปีในวงการ Early Childhood Education and Care จึงไม่แปลกใจเลยว่า MEGT Institute จะมี CONNECTION กับ childcare centres มากกว่า 500 แห่งทั้งใน Sydney และ Melbourne เพื่อที่จะส่งนักเรียนของตัวเองเข้าไปฝึกงานในช่วง work placement program ที่อาจจะนำไปสู่อาชีพการงานได้ในอนาคต
  4. บุคลากรที่เพียบพร้อม ทั้งองค์ความรู้ในด้านการสอนที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ และมีคุณวุฒิที่เหมาะสม ที่พร้อมจะทำให้นักเรียนที่อยากเอาดีทางด้านนี้ประสบความสำเร็จ
  5. ตารางเรียนที่ยืดหยุ่น เอื้อต่อการทำงาน part-time ใน childcare centre ณ ตอนเรียน

เอาจริงๆนะ แบบไม่ได้อวยเลย คือ ทุกวันเนี่ยะ มีสถาบันเยอะมากในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในซิดนีย์ แต่มีเพียงไม่กี่สถาบันที่มีเพียงหลักสูตรเดียวที่เปิดให้นักเรียนต่างชาติเรียน แล้วสามารถอยู่รอดในตลาดอุตสาหกรรมการศึกษามายาวนานเกือบ 40 ปีเหมือนที่ MEGT Institute ทำได้ เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องบอกว่าที่นี่เขาเส้นใหญ่ขนาดไหน #หยอกหยอก (จะดีอยู่แล้วเชียว นี่ก็ตลกไม่ดูเวลาเลย) คือ คงไม่ต้องบอกว่าที่นี่เขาเป็นตัวจริงขนาดไหน ถ้าไม่แน่หรือเจ๋งจริงคงไม่อยู่รอดปลอดภัยด้วยเพียงแค่หลักสูตรเดียวมาได้อย่างยาวนานขนาดนี้ และนอกจากจะเป็นตัวจริงเสียงจริงในเรื่องของหลักสูตรเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กแล้ว ทางสถาบันก็ยังให้ความสำคัญในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมอีกด้วย อีกทั้งยังปลูกฝังให้นักเรียนมีความรัก เอาใจใส่ และปฏิบัติต่อเด็กในศูนย์เสมือนเป็นบุตรหลานของตัวเอง
และด้วยความที่สถาบันต้องการผลิตบุคลากรที่คุณภาพออกไปสู่ตลาดแม่นมใน childcare centre ต่างๆในออสเตรเลีย ทำให้สถาบันเองก็มีความเข้มงวดกับการบ้าน และกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนพอสมควร ซึ่งจุดนี้ก็มองได้เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะบางคนก็ไม่ชอบที่จะเรียนแบบเข้มงวดหรือจริงจังจนเกินไป และถ้าไม่ได้มีใจรักทางด้านนี้จริงๆ ก็คงจะไม่แฮปปี้กับสถาบันแห่งนี้หรอก ในทางกลับกันจากประสบการณ์ตรงของน้องนักเรียนของเราที่ชอบและมีใจรักทางด้านนี้จริงๆ น้องคนนี้ก็ยอมรับกับเราตรงๆว่าเรียนโหดเหมือนกันนะพี่ คือบอกได้เลยว่า ใจรักอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทั้งกายและใจที่พร้อมมาก555 และถ้าใครก้าวผ่านตรงนี้ไปได้ มากกว่า 50% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดก็สามารถหางานทำใน childcare centre ได้อย่างสบายตัวเลยจร้าาา และอย่างที่หลายๆคนทราบดีว่า Childcare Centre Manager อยู่ในลิสต์ MLTSSL ที่สามารถต่อยอดขอ PR ได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะเอาดีทางด้านนี้จริงๆ ก็ถือว่าหลักสูตร Early Childhood Education and Care ก็เป็นหลักสูตรนึงที่น่าสนใจมากเลยเหมือนกันครับ

ก็หวังว่าบทความในฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยากจะยื่น PR ในอนาคต แต่จะให้เป็นนักบัญชีก็ไม่ไหว หรือให้ไปเรียนเป็น chef ก็ไม่เอา ทางเลือกนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยกว่าการหาหลัว หรือหาคู่ครองแล้วรอให้เขาทำ partner visa ให้เลยครับ

ส่งท้ายฉบับนี้ด้วยโปรโมชั่นดีๆระหว่าง CPSydney office กับ MEGT Institute รวมทั้ง ABILITY English กันอย่างเช่นเคย...พิเศษสุด!! สำหรับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนกับ MEGT Institute หรือ ABILITY English และเลือกเรียนที่ Sydney Campus ผ่านทาง CPSydney office รับไปเลย Enrolment Fee Waiver "ไม่ต้องเสียค่าสมัครเรียน" มูลค่า A$220 จากทาง CPSydney office จร้าาา...หากใครสนใจข้อมูลของหลักสูตรเพิ่มเติมก็แจ๊ะไปตามลิงค์ที่แปะไว้ให้ตรงนี้ได้เลยนะครับ www.megtinstitute.com.au หรือจะทักทายกันมาที่ Facebook Page https://www.facebook.com/cpsyd/ ก็ได้นะครับ ไม่งั้นก็โทรมาก็ได้ +61 2 9267 8522 สะดวกทางไหนก็เอาทางนั้นละกัน สำหรับฉบับเดือนพฤษภาคมนี้น้าหนวดต้องขอลาไปก่อน แล้วเจอกันใหม่เดือนหน้านะครัชชช

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney
#น้าหนวด

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อีกหน่อยจะทำวีซ่าให้พ่อแม่ก็ (อาจ) จะไม่ง่ายเหมือนที่เคยทำกันละนะ

พฤษภาคมจ๋าาา น้าหนวด มาแล้วจร้าาา...ขอต้อนรับกลับเข้าสู่ VisaTalk by CPSydney Online Version กันอีกครั้งครับ บทความเดียวที่จะทำให้เรื่องเครียดๆกลายเป็นเรื่องไร้สาระภายในชั่วพริบตา555 #หยอกหยอก

ก่อนจะไปเข้าสู่ใจความหลักของหัวข้อในวันนี้ น้าหนวดก็อยากจะมาเตือนให้ทราบกันอีกครั้งว่า อย่าได้ริบังอาจยื่นวีซ่าเข้าไปก่อนโดยที่ยังมีเอกสารไม่ครบตามที่อิมฯเขาลิสต์ไว้ให้นะครับ เพราะในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา CPSydney office ของเราได้มีคนเข้ามาขอคำปรึกษาเพราะโดนวีซ่าปฏิเสธกันเยอะพอสมควร และเคสส่วนใหญ่ที่โดนปฏิเสธก็ต่างโอดครวญเป็นเสียงเดียวกันว่า "ทำไมอิมฯไม่เห็นขอเอกสารเพิ่มเติมก่อนที่จะปฏิเสธเลย" คือ อยากให้ทำความเข้าใจกันก่อนนิดนึงว่าเวลาที่เรากรอกวีซ่าไปจนถึงหน้าสุดท้ายแล้วเนี่ยะ เขาจะมีลิสต์เอกสารที่เขาต้องการก่อนที่เราจะ submit ซึ่งเอกสารเหล่านั้นจะเป็นเอกสารที่ "ต้อง" แนบเข้าไปทั้งสิ้น นอกจากนี้อิมฯก็ได้ออกนโยบายมาสักพักแล้วว่า ข้อมูลหรือเอกสารต่างๆจะต้อง COMPLETE AT THE TIME OF APPLICATION เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งปวงด้วยประการฉะนี้ ทำให้อิมฯมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะสามารถปฏิเสธวีซ่าโดยที่ไม่ต้องขอเอกสารเพิ่มเติมแต่อย่างใดครับ...คือที่เขียนประเด็นนี้ขึ้นมาให้เข้าใจ ไม่ได้มีเจตนาจะซ้ำเติมคนที่ถูกปฏิเสธแต่อย่างใดนะครับ แค่ต้องการชี้ให้เห็นถึงที่มาและที่ไป เพราะจริงอยู่ว่าบางเคสอิมฯเขาก็ขอเอกสารเพิ่มเติมก่อนที่ GRANT หรือ REFUSE เหมือนกัน เพราะฉะนั้นทางที่ดีเราควรจะเช็คหรือสอบถามกับทางเอเจนท์ (รวมถึง CPSydney office ของเราเช่นกัน) ที่เลือกใช้กันอีกครั้งก่อนที่จะยื่นวีซ่าด้วยว่ามีเอกสารบังคับที่อิมฯต้องการครบแล้วหรือยัง ไม่งั้นอาจจะต้องมานั่งน้ำตาตกในถูกปฏิเสธโดยที่อิมฯไม่ขอเอกสารเพิ่มเติม ทั้งๆที่จริงก็มีเอกสารประกอบอื่นๆพร้อมส่งให้เอเจนท์แนบเข้าไปเหมือนหลายๆเคสที่เข้ามาปรึกษากับเราในเดือนที่ผ่านมาก็ได้ อย่าไปหลงเชื่อกับคำพูดที่บอกว่า "ยื่นๆเข้าไปก่อน เดี๋ยวมีอะไรตามมาทีหลังได้ละค่อยแนบเพิ่มเข้าไป" ถ้ามันแนบไม่ทันก็พังอย่างที่เห็นนี่แหล่ะครับ #เพราะรักหรอกนะคะถึงเตือน

จบเรื่องที่อยากจะเตือนละ คราวนี้มาเข้าสู่เนื้อหาหลักตามหัวข้อที่บอกกันไว้บ้างดีกว่า...

คือว่า เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาไม่นานเนี่ยะ ทาง Department of Social Services ได้ออกมาประกาศข่าวร้ายสำหรับคนที่ต้องการทำวีซ่าครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำวีซ่าให้กับคุณพ่อคุณแม่ (Parent Visa และ Contributory Parent Visa) ว่าจะมีการปรับโครงสร้างเพิ่มจำนวนของเงินค้ำประกัน หรือจำนวนเงินที่ต้องโชว์ (Assurance of Support) และเพิ่มฐานเงินเดือนสำหรับคนที่ต้องการจะทำวีซ่าตัวดังกล่าวให้คุณพ่อคุณแม่อีกด้วย โดยฐานเงินเดือนใหม่สำหรับการสปอนเซอร์คุณพ่อหรือคุณแม่ท่านใดท่านหนึ่งให้เป็น PR จาก Contributory Parent Visa จะอยู่ที่อย่างน้อย A$57,896.30 ตลอดระยะเวลา 2 ปีก่อนที่จะทำการยื่นวีซ่าให้กับคุณพ่อหรืิอคุณแม่ แต่ถ้าต้องการจะสปอนเซอร์ให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่มาเป็น PR ภายใต้เงื่อนไขของวีซ่าตัวนี้ก็จะต้องมีรายได้อย่างน้อย A$86,844.45 ในตลอดระยะเวลา 2 ปีก่อนที่จะยื่นวีซ่า ถ้ามีจำนวนเงินดังกล่าวไม่ถึงตามที่กำหนดทั้งแบบสปอนเซอร์มาท่านเดียวหรือสองท่านก็ตาม ก็จะไม่ผ่านในเงื่อนไขของเจ้าตัว Assurance of Support และอาจมีผลทำให้วีซ่าของคุณพ่อคุณแม่ไม่ผ่านได้เหมือนกันครับ โดยตัวเลขฐานเงินเดือนตัวใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้กับ Family Visa ทุกประเภท แต่ในส่วนของการทำวีซ่าให้ลูกพวก Child Visa, Orphan Relative, หรือ Adoption จะไม่ได้มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่อิมฯก็มีสิทธิ์ขอดูเอกสารในเรื่องรายได้ของผู้สปอนเซอร์ได้ในภายหลังเช่นกันครับ

นอกจากในเรื่องของฐานเงินเดือนของผู้สปอนเซอร์แล้ว ยังมีการเพิ่มจำนวนเงินค้ำประกันสำหรับวีซ่าพ่อแม่แบบสมทบทุน (Contributory Parent Visa: Subclass 143) อีกด้วย แต่จะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะถึงวันที่ 1 เมษายน 2019 โดยรายละเอียดของการเพิ่มเงินค้ำประกันจะเป็นดังต่อไปนี้
เพราะฉะนั้นหากใครที่กำลังคิดว่าจะวางแผนทำวีซ่าให้คุณพ่อคุณแม่แล้วหล่ะก็ อยากจะให้วางแผนล่วงหน้ากันนิดนึง โดยเฉพาะเรื่องการเงิน คือเอาจริงๆก็รู้แหล่ะว่าส่วนใหญ่ที่จะทำวีซ่าตัวนี้กันก็อาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเงินกันสักเท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่จะมีก็แต่เรื่องของเอกสารที่ต้องพิสูจน์เรื่องเงินเดือนกันซะมากกว่า เพราะ Assurance of Support ถือเป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญและมีผลต่อวีซ่าไม่น้อยไปกว่าเอกสารประกอบอื่นๆเลยครับ หากใครอยากลองอ่านข้อมูลเองเพิ่มเติมก็สามารถกดไปที่ลิงค์นี้ได้เลยนะครับ https://www.dss.gov.au/living-in-australia-and-overseas/updates หรือถ้าอยากต้องลองคำนวณเงินค้ำประกันเองเล่นๆก็แจ๊ะไปที่เวบของ Centrelink ที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาลตามลิงค์ที่แปะไว้ให้ตรงนี้ได้เลย https://www.centrelink.gov.au/custsite_aoscalc/aoscalc/financialCalPage.jsf?prg_id=e692cddfc8874a148220afda24d3136f&wec-appid=aoscalc&page=D6A8C3632D6A43798B75AB1A8F69682B&wec-locale=en_US#stay

สุดท้ายแล้วของฉบับนี้ ย้ำเตือนกันอีกทีสำหรับคนที่สามารถยื่นขอสัญชาติออสเตรเลีย (Australian Citizenship) ได้แล้วว่าอย่าลืมรีบๆยื่นกันนะจ๊ะ เพราะถ้ายังจำกันได้ตั้งแต่ปีที่แล้วที่แว่วมาว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของการยื่นขอสัญชาติออสเตรเลียอีกรอบในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าใครยื่นได้แล้ว ก็รีบๆยื่นกันไปเห๊อะ เดี๋ยวเปลี่ยนเงื่อนไขขึ้นมาจริงๆอย่าหาว่าน้าหนวดไม่เตือนนะออเจ้าจ๋าาา ทั้งนี้หากใครกำลังมองหาเอเจนท์ให้ช่วยยื่นขอสัญชาติออสเตรเลียอยู่หล่ะก็ติดต่อเราได้เลยครับที่เบอร์ +61 2 9267 8522 หรือจะทักมาที่ Facebook Page https://www.facebook.com/cpsyd/ ก็ได้นะจ๊ะ ตอนนี้เรามีโปรโมชั่นสำหรับการยื่นขอ Australian Citizenship ให้กับเพื่อนๆทุกๆคนอีกด้วย แต่จะเป็นเฉพาะสำหรับคนที่ยื่นภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้เท่านั้นนะครับ

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561

MyFutureMyCP: คิดอะไรไม่ออก ก็ฉลอง ANZAC Day ด้วย Ability English ละกัน

คิดถึงกันไหมจ๋าาา...หายกันไปนานเลยทีเดียวสำหรับ MyFutureMyCP เวอร์ชั่น online แต่หลังจากเดือนนี้เป็นต้นไป น้าหนวดสัญญาว่าจะมีคอลัมน์ MyFutureMyCP มาให้อ่านกันเป็นประจำๆทุกๆเดือนแน่นอนครับ โดยอาจจะเป็นทั้งคอลัมน์แทรกในบทความหลักหรือเป็นคอลัมน์เต็มโดดๆแบบฉบับปฐมฤกษ์ประจำเดือนเมษายนแบบนี้ก็ได้ครับ

MyFutureMyCP 2018/1 วันนี้น้าหนวดจะพาไปรู้จักโรงเรียนภาษาชื่อดังน้ำดีแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางจุดยุทธศาสตร์ของ Sydney เพราะสามารถเดินทางมาเรียนได้ด้วยรถไฟและรถเมล์ (เอาจริงใครที่อยู่ในเมืองจะเดินมาเรียนยังได้เลย), ร้านอาหารหลากหลายสัญชาติไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารใต้สัญชาติไทย ราเมงหรือซูชิจากญี่ปุ่น หรือติ่มซำ หมาล่าแบบจีนก็มีเลือกกินกันตามใจชอบ, และยังอยู่ใกล้ศูนย์การค้าขนาดย่อมอย่าง Paddy's Markets อีกด้วย...ที่สำคัญไปกว่านั้นโรงเรียนภาษาแห่งนี้ ยังมีสถาบันคู่ค้าผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรการเลี้ยงเด็ก (Childcare) อย่าง MEGT Institute อีกด้วย (ใบ้ขนาดนี้จะรู้กันรึยังนะ ว่าสถาบันภาษาที่ว่าคือสถาบันอะไร??)



เฉลยละนะ...สถาบันภาษาตามคำบอกใบ้ข้างต้นก็คือ ABILITY ENGLISH นั่นเองงง!!!


ABILITY English เป็นสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่มี campus ให้เรียนทั้งที่ใน Sydney และ Melbourne เอาเฉพาะคำบอกใบ้ข้างต้นของที่ Sydney Campus ก่อน คือตั้งอยู่ที่ 10 Quay Street, Sydney, NSW 2000
รูปประกอบอาจจะเล็กไปหน่อยนะ แต่ถ้าสังเกตดูกันดีๆ ในวงกลมสีแดงคือที่ตั้งของสถาบัน แล้วมุมซ้ายล่างของรูปก็จะเป็น Central station ส่วนในเรื่องการหาของกินก็ง่ายแสนง่าย เพราะถ้าสังเกตจากตรงกลางของรูปก็จะเห็นร้านอาหารชื่อ Chinatown Noodle ซึ่งขอให้ข้ามมันไปไม่ต้องสนใจ แต่ที่น่าสนใจคือในตึกเดียวกันนี้จะมีร้านอาหารใต้สัญชาติไทยที่ชื่อว่า "เกสร" และ ราเมงเจ้าอร่อย "Menya Ramen" ให้เราได้รับทาน หรือถ้าใครขยันเดินไปอีกนิดนึงก็จะถึง Paddy's Markets แล้ว ถึงได้บอกสายกินทั้งหลายไงว่าสะดวกสบายในการหาของกินสุดๆ

ขอจบเรื่องของกิน เอ้ยยย เรื่องสถานที่ตั้งของโรงเรียนไว้เพียงเท่านี้ แล้วมาต่อกันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายใน campus กันบ้างดีกว่า คือ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียน ทางโรงเรียนได้จัดเตรียมคอมพิวเตอร์ไว้กว่า 40 เครื่องใน campus และมีเครื่อง projector ไว้เป็นสื่อการสอนภายในห้องเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับน้องๆนักเรียนทุกคนอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี student lounge และ student kitchen เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสพบปะพูดคุย และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างนักเรียนด้วยกันเองอีกด้วย

ข้ามมาที่หลักสูตรการเรียนการสอนของ ABILITY English กันบ้าง...ที่นี่ก็จะเป็นอีกหนึ่งสถาบันที่ค่อนข้างมีความหลากหลายของหลักสูตรการเรียนพอสมควรกันเลยทีเดียว ก็เพราะเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านการศึกษาที่แตกต่างกันออกไปของน้องๆออเจ้าทั้งหลาย บางคนอาจจะมีจุดประสงค์ในการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน, การทำงาน, หรือการเรียนต่อ ทางสถาบันเลยมีหลักสูตรที่แตกต่างกันออกไปอาทิเช่น General English Plus, Survivor English, Pronunciation & Fluency, และ English for Academic Purpose แต่หลักสูตรที่จะตอบโจทย์ในเรื่องของ "การสื่อสารในชีวิตประจำวัน" ก็จะต้องเป็นตัวนี้เลย SURVIVOR ENGLISH
ทำไมหน่ะหรอออ?? ก็เพราะเจ้าตัว SURVIVOR ENGLISH เนี่ยะ จะเป็นคอร์สที่เน้นให้นักเรียนมีความมั่นใจในการสื่อสารมากขึ้น โดยตัวหลักสูตรจะถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของการทำกิจกรรม หรือการจำลองเหตุการณ์จริงในชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะนั่งเรียนงกๆแบบท่องจำตามแบบฉบับที่ประเทศๆหนึ่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมทำกัน #หยอกหยอก ทั้งนี้การเรียนการสอนแบบดังกล่าวจะทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนโดยไม่เขินอาย และค่อยๆเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองทีละนิดจากการฝึกฟังและพูดอย่างเป็นประจำ หากน้องๆคนไหนสนใจหลักสูตรนี้ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ตามลิงค์ที่แปะไว้ให้เลยจร้าาา https://www.youtube.com/watch?v=uT2U6kCTk6s

มาดูที่หลักสูตร English for Academic Purpose (EAP) ของที่ ABILITY English กันบ้าง...ขอบอกว่าก็คุณภาพเป๊ะปังไม่แพ้กัน เพราะสามารถนำผลการเรียนภาษาอังกฤษของที่นี่ไปสมัครเรียนต่อในระดับมหา'ลัย หรือเรียนต่อในสถาบันดีๆได้อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น Macquarie University, Western Sydney University, Central Queensland University, Kaplan Business School, THINK Education (Sydney campus), หรือ TAFE NSW จากสถาบันที่รับรองผลการเรียนของ ABILITY English ก็คงไม่ต้องเสียเวลาสาธยายกันอีกมากมายว่าคอร์ส EAP ของทาง ABILITY English นั้นมีคุณภาพมากเพียงใดหนักหนาาา

ข้ามมาดูกันที่ปัจจัยสุดท้ายที่ิบางครั้งหลายๆคนก็เอามาคิดประกอบการตัดสินใจว่าจะเรียนที่ไหนดีกันบ้างดีกว่า นั่นก็คือในเรื่องของ Nationality Mix หรือจำนวนสัญชาติของนักเรียนในโรงเรียนนั่นเอง...เชื่อหรือไม่ว่าในหนึ่งปีมีนักเรียนต่างชาติจากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกเข้ามาเรียนที่ ABILITY English ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีนักเรียนไทยด้วยแน่นอน แต่จากจำนวนของนักเรียนต่างชาติทั้งหมด นักเรียนไทยคิดได้ออกมาเป็นสัดส่วนแค่เพียง 4% เท่านั้น โดยโซนที่มาเยอะสุดของ Sydney campus ก็จะมาจากแถบอเมริกาใต้ และอเมริกากลาง ก็ลองพิจารณากันดูครับสำหรับคนที่คิดเรื่องนี้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเรียนด้วย แต่รับประกันได้ว่าจะได้มีโอกาสฝึกภาษาอังกฤษจากเพื่อนๆหลากหลายสำเนียงอย่างแน่นอน

สุดท้าย ก่อนจะลากันไปในฉบับปฐมฤกษ์ของ MyFutureMyCP ในฉบับนี้…น้าหนวดก็มีโปรโมชั่นต้อนรับสงกรานต์ และเฉลิมฉลองวัน Anzac Day มาบอกเพื่อนๆน้องให้ได้ทราบกันค่ะ
  • #ThaiFestivalPromotion โปรโมชั่นฉลองสงกรานต์ของไทยที่แผ่อานิสงส์ไปถึงนักเรียนชาติอื่นๆในแถบ South East Asia ด้วยกัน คือ “สมัครเรียน และ เริ่มเรียนภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะได้รับสนนราคาค่าเรียนสุดพิเศษแค่เพียง $225/สัปดาห์ โดยจะเลือกเรียนได้ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น รวมถึงจะเรียนที่ไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็น Sydney หรือ Melbourne”
  • #SydneyCampusEnrolmentFeeWaiver อันนี้พิเศษสุด เฉพาะสำหรับน้องๆที่สมัครเรียนที่ Sydney Campus ผ่าน CPSydney office คือ จะได้รับสิทธิพิเศษ “ไม่เสียค่าสมัครเรียนมูลค่า $220” อีกด้วยน้าาา


สำหรับฉบับนี้คงต้องลาไปก่อน...หากใครมีข้อมูลสงสัยเพิ่มเติมก็คลิกเข้าเวบของสถาบันโดยตรงได้เลยที่ www.abilityenglish.edu.au หรือจะติดต่อมาที่เอเจนท์ตัวแทนอย่าง CPSydney office ก็ได้นะจ๊ะ สะดวกได้หลากหลายช่องทางเลยไม่ว่าจะเป็นที่ LINE ID: cpsydney2 ของน้าหนวด หรือถ้าอยากได้ยินเสียงกันก็โทรมาที่ +61 2 9267 8522 หรือถ้าสะดวกทาง social media ก็ทักทาย Facebook Page ของ Sydney office มาได้ที่ https://www.facebook.com/cpsyd/

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney
#น้าหนวด

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

สวัสดีปีใหม่ไทย พ.ศ. 2561…TSS482 มาแล้วจร้าาา!!!

ยังคงสาละวนหมกมุ่นกันอยู่กับเจ้าวีซ่าทักษะตัวใหม่ TSS482 กันอย่างต่อเนื่องครับสำหรับบทความออนไลน์ประจำเดือนเมษายน พ.ศ. 2561...หลังจากที่ฉบับที่แล้วเราได้เกริ่นนำเกี่ยวกับตัว TSS482 ไปในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา (https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/2018/03/temporary-skill-shortage-tss-visa.html) มาในฉบับนี้พี่หมื่นก็จะพาออเจ้าทั้งหลายไปรู้จักกับพ่อกองสตั๊ง TSS482 กันให้มากขึ้นว่าจักมีหน้าตาและนิสัยใจคอเป็นเช่นไร ผิดแผกไปจากวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์อย่างไรบ้าง

สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของเจ้า TSS482 ก็ยังมีรูปร่างหน้าตาเฉกเช่นเดิมนั่นแหล่ะครับ โดยจะมี 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
  1. Standard Business Sponsorship
  2. Nomination
  3. Visa Application
หากแต่ว่าในรายละเอียดต่างหากที่มีการเปลีี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวเรามาดูกันเลยว่าในแต่ละขั้นตอนของการทำ TSS482 นั้น มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง

STANDARD BUSINESS SPONSORSHIP
อย่างที่รู้กันอยู่แล้ว หรืออาจจะยังไม่รู้ว่าก่อนที่เราจะทำวีซ่าทำงานได้ นายจ้างของเราจำเป็นจะต้องได้รับการอนุมัติจากทางอิมมิเกรชั่นให้เป็น “Approved Standard Business Sponsorship หรือเป็นนายจ้างที่อนุมัติให้สามารถสปอนเซอร์ลูกจ้างชาวต่างชาติได้” เสียก่อน ซึ่งตอนนี้ระยะเวลาการอนุมัติของ Sponsorship ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เปิดใหม่ต่ำกว่า 12 เดือนหรือเปิดมานานแล้วก็ตาม (ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีหากเปรียบเทียบกับวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์แบบเก่า คือเมื่อก่อนธุรกิจที่เปิดใหม่เป็นระยะเวลาต่ำกว่า 12 เดือน จะได้ Approved Standard Business Sponsorship เป็นระยะเวลาแค่เพียง 18 เดือน ในขณะที่ธุรกิจที่มีอายุมากกว่า 1 ปี หรือ 12 เดือน จะสามารถได้ตัว Approved Standard Business Sponsorship นานสูงสุดถึง 4 ปีด้วยกัน) โดยตัวนายจ้าง หรือ sponsor ก็จะต้องพิสูจน์ให้อิมมิเกรชั่นเห็นด้วยว่าได้มีการพยายามจ้างแรงงานท้องถิ่นแล้ว ไม่ใช่เอาแต่จะจ้างแรงงานต่างชาติเพียงอย่างเดียว

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของของการขอ Approved Standard Business Sponsorship ที่ยื่นหลังจากวันที่ 18 มีนาคมเป็นต้นมาคือ ไม่จำเป็นจะต้องโชว์หลักฐานการ training ให้กับพนักงานในบริษัท ณ ตอนที่ขอ Approved Standard Business Sponsorship เข้าไป...อย่างไรก็ตามถึงแม้นายจ้างจะไม่ต้องมีหลักฐานการ training แต่ก็ต้องมีการ train หรือฝึกพนักงานให้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมตามเงื่อนไขข้อบังคับของนายจ้างทุกแห่ง เพราะถ้าทางอิมมิเกรชั่นมาสุ่มตรวจและพบว่าไม่มีการ train พนักงานอย่างเหมาะสม ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อตัว sponsorship ได้ครับ

ท้ายสุดสำหรับ sponsorship ภายใต้ TSS482 ตัวใหม่...จากที่เมื่อก่อนนายจ้างหรือตัว sponsor ต้องระบุว่าต้องการสปอนเซอร์พนักงานกี่คนในธุรกิจของตัวเองสำหรับการทำวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์แบบเก่า แต่พอมาเป็นวีซ่า TSS482 ตัวใหม่ก็จะไม่ต้องระบุจำนวนของพนักงานที่ต้องการสปอนเซอร์ในธุรกิจของตัวเองอีกแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะเท่ากับว่าต่อไปนี้บริษัท หรือร้านค้าต่างๆจะสปอนเซอร์พนักงานกี่คนก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่จะขอสปอนเซอร์ และเอกสารประกอบอื่นๆด้วยว่ามีความเหมาะสมและจำเป็นจริงๆหรือไม่กับการสปอนเซอร์พนักงานในตำแหน่งนั้นๆ ไม่ใช่ว่าจะอาศัยช่องโหว่นี้สปอนเซอร์พนักงานกันได้ตามใจชอบ ทางที่ดีน้าหนวดขออนุญาตแนะนำให้โทรเข้ามาปรึกษากับทีมงาน CPSydney ก่อนจะดีกว่าสำหรับความเป็นไปได้ในการทำเคส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของบริษัทหรือร้านค้าที่มีพนักงานกำลังถือวีซ่าทำงานที่ได้จากทางร้านอยู่ และต้องการที่จะสปอนเซอร์พนักงานอีก


NOMINATION
เสร็จไปหนึ่งขั้น ข้ามมาในส่วนของขั้นตอนที่ 2 หรือว่า nomination กันบ้างดีกว่า โดยจะเป็นขั้นตอนที่ว่าด้วยเรื่องของตำแหน่งอาชีพที่ต้องการสปอนเซอร์ไม่ว่าจะเป็น Restaurant Manager, Massage Therapist, Chef และอื่นๆ

เบื้องต้นเอาแบบให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดคืออาชีพต่างๆจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันก็คือ
  1. ลิสต์อาชีพวีซ่าระยะสั้น (Short-term Skilled Occupation List หรือ STSOL)
  2. ลิสต์อาชีพวีซ่าระยะกลาง-ยาว (Medium and Long-term Strategic Skills List หรือ MLTSSL)
และก็ยังจะมีลิสต์พิเศษอีกตัวหนึ่งได้แก่ Regional Occupation List ที่เป็นลิสต์อาชีพในเขตท้องถิ่น หรืออาชีพที่ยังเป็นที่ต้องการตามรัฐต่างๆอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใครมีความต้องการที่จะยื่นวีซ่าทักษะ TSS482 ตัวใหม่ อย่างแรกที่ต้องรู้คือ อาชีพที่จะทำต้องอยู่ในลิสต์ใดลิสต์หนึ่งจาก 3 ลิสต์นี้เท่านั้น หากอาชีพดังกล่าวไม่อยู่ในลิสต์ยังไงก็ไม่มีสิทธิ์ขอยื่นวีซ่า TSS482 ได้เป็นอันขาด...โดยในฉบับนี้น้าหนวดก็จะขอพูดถึงแค่ลิสต์อาชีพ 2 ตัวได้แก่ STSOL และ MLTSSL ก่อนเท่านั้น เพราะตัว Regional List ของในแต่ละพื้นที่มันยังไม่นิ่งบางรัฐก็ยังปิดอยู่ บางรัฐก็เปิดแล้ว อีกทั้งในแต่ละรัฐก็ยังจะมี requirement ของอาชีพต่างๆแตกต่างกันออกไปอีกด้วย

เริ่มที่ข่าวไม่ค่อยสู้ดีเกี่ยวกับลิสต์อาชีพกันก่อนดีกว่า คือ อาชีพยอดฮิตทั้งหลายของคนไทยไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการร้านอาหาร, พนักงานนวด, หรือคนทำอาหาร (Cook) ไม่เหมือนกับ Chef นะคะ ต่างก็เป็นอาชีพที่อยู่ใน STSOL ทั้งนั้นเลย ซึ่งความซวยก็คือ "จะสามารถขอได้แค่วีซ่าทำงานชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถต่อยอดข้ามไปถึงการขอเป็นคนที่นี่ หรือ PR ได้" โดยที่จะสามารถขอวีซ่าทำงานชั่วคราวได้ 2 ปี หรือสูงสุดถึง 4 ปีในกรณีที่บริษัทมีข้อตกลงทางการค้ากับออสเตรเลีย…อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจะได้วีซ่าทำงานชั่วคราว 4 ปี คือ ควรจะเป็นองค์กรที่ต่อยอดขยายเปิดสาขาเพิ่มเติมมาจากเมืองไทยถึงจะมีสิทธิ์ได้วีซ่าทำงานชั่วคราวเป็นระยะเวลา 4 ปี

นอกจากนี้ การทำ nomination ภายใต้วีซ่าทำงานชั่วคราว TSS482 ยังจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมอีก 2 เงื่อนไขด้วยกัน ได้แก่
  • Labour Market Testing (LMT): ต้องมีการลงประกาศสมัครงานผ่านทางสื่อโฆษณาที่เหมาะสม และเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นทางหนังสือพิมพ์, website, โทรทัศน์, หรือวิทยุ อย่างน้อย 2 ช่องทาง เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าทางนายจ้าง หรือสปอนเซอร์ได้พยายามหาลูกจ้างท้องถิ่นที่เป็นคนออสเตรเลียแล้วจริงๆ แต่ว่าไม่สามารถหาบุคคลที่เหมาะสมตามที่ต้องการได้ จึงต้องสปอนเซอร์แรงงานต่างถิ่นแทน...คือถ้าเทียบเป็นวีซ่าทำงานชั่วคราวแบบเก่าเนี่ยะ LMT จะบังคับใช้กับเฉพาะในบางอาชีพเท่านั้น แต่ ปัจจุบันนี้ LMT จะเป็นเอกสารบังคับสำหรับทุกอาชีพไปแล้วจร้าาา ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของคนไทยอย่างเราจริงๆที่ไม่ต้องทำเจ้าตัว LMT ตัวนี้จากผลพวงของข้อตกลงสัญญาทางการค้าที่ไทยทำไว้กับออสเตรเลียนั่นเอง (เห็นข้อดีของรัฐบาลก็วันนี้555)
  • Genuine Position: แปลกันตรงๆไมต้องอ้อมค้อมก็คือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลที่กำลังจะได้รับการสปอนเซอร์ในตำแหน่งนั้นๆ ต้องทำงานในตำแหน่งนั้นแบบ Full-Time จริงๆ ไม่ได้สปอนเซอร์ด้วยตำแหน่งนึง แล้วเอาเข้าจริงก็ไปทำงานอีกในตำแหน่งนึง ซึ่งหลักฐานที่นำมาใช้พิสูจน์ได้ก็จะเป็นพวกจดหมายที่ชี้ระบุให้เห็นถึงความสำคัญว่าทำไมต้องสปอนเซอร์พนักงานคนนี้ในตำแหน่งนั้นๆ (Genuine Position Statement Letter) รวมถึงเอกสารประกอบอื่นๆเพิ่มเติม อาทิเช่น ประสบการณ์ทำงาน หรือผลงานที่พนักงานคนนี้ได้ทำไว้ให้กับองค์กรหรือร้านค้า ซึ่งเจ้าตัว Genuine Position Statement Letter สำหรับขั้นตอน nomination ของ TSS482 จะถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นใบปะหน้า หรือ resume ในการสมัครหางานของเราเลยก็ว่าได้ นี่ยังไม่นับข้อบังคับเพิ่มเติมสำหรับในบางอาชีพอย่างเช่น Restaurant Manager หรือ Massage Therapist อีกนะที่ทำให้หลายๆคนน้ำตาตกใน โดนปฏิเสธกันมานักต่อนักแล้ว
ลองดู caveat หรือเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับ 2 อาชีพยอดนิยมข้างต้นกันดูนะครับ เป็นข้อมูลที่ทาง CPSydney office ได้ให้ไว้ในงานสัมมนาเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง

VISA APPLICATION
จั่วขั้นตอนที่ 3 ด้วยเรื่องดีๆกันบ้างดีกว่า ก็คือหลังจากวันที่ 18 มีนาคม 2018 เป็นต้นมา ผู้ที่ถือทั้งวีซ่าทั่วไป เช่น วีซ่านักเรียน หรือผู้ที่ถือ Bridging visa A, B และ C จะสามารถสมัครวีซ่า TSS482 ได้เลยในออสเตรเลีย ซึ่งจะแตกต่างจากวีซ่าทำงานตัวเก่าที่จะต้องมีวีซ่าถูกต้องเท่านั้น ไม่สามารถขอวีซ่าทำงานในขณะที่ถือ Bridging Visa ชนิดต่างๆที่ได้มาจากการปฏิเสธวีซ่าได้ จะต้องกลับไปยื่นขอวีซ่าในขณะที่ตัวอยู่นอกออสเตรเลีย ซึ่งตรงนี้ก็นับว่าเป็นข้อดีมากๆ ที่ทำให้ออเจ้าทั้งหลายสามารถยื่นขอวีซ่าทำงานชั่วคราวได้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องกลับไปรอที่ไทย หรือออกนอกประเทศเหมือนที่เคยเป็นมาแต่ปางก่อน

เรื่องน่ายินดีผ่านไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่ไม่น่ายินดีกันบ้าง...Work Experience หรือประสบการณ์ทำงานจะเป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาสำหรับการทำวีซ่า TSS482 ด้วยหน่ะสิ โดยประสบการณ์ทำงานที่ว่าจะต้องเป็น “ประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 2 ปีที่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่จะสปอนเซอร์ ก่อนที่จะยื่นวีซ่า TSS482” กล่าวง่ายๆก็คือ ถ้าจะยื่นขอ TSS482 ในตำแหน่งอาชีพ Restaurant Manager ก็จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีประสบการณ์ในอาชีพนี้มาก่อนเป็นเวลา 2 ปีเป็นอย่างน้อย ถ้าไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มา หรือมีไม่ถึง 2 ปีก็อาจจะถูกปฏิเสธวีซ่าได้ นอกจากนี้ตามที่ได้บอกไปในขั้นตอนของการทำ nomination ว่าจะมีปัจจัยเรื่อง genuine position เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะมีผลกระทบต่อเนื่องมาถึงขั้นตอนนี้ด้วย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยื่นวีซ่าจากในลิสต์อาชีพระยะสั้น (STSOL) จะต้องมีการเขียน Genuine Position Statement Letter ประกอบ ตามที่ได้บอกไปในขั้นตอนของการทำ nomination เอาจริงๆมันก็จะคล้ายคลึงกับวีซ่านักเรียนที่ต้องเขียนจดหมายประกอบแสดงเจตจำนงค์จุดประสงค์ของการเรียนต่อนั่นแหล่ะ นอกจากนี้จดหมายตัวนี้ และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อิมฯก็จะพิาจารณาข้อมูลเสริมทางด้านอื่นด้วย เช่น ระยะเวลาทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย, ประวัติวีซ่าออสเตรเลียต่างๆของผู้สมัครว่าเคยโดยปฏิเสธหรือโดนยกเลิกวีซ่าหรือไม่, และปัจจัยทางด้านความประพฤติว่าไม่เป็นบุคคลที่อาจจะก่อให้เกิดความไม่สงบสุขในออสเตรเลีย

ท้ายที่สุดปัญหาที่กล่าวมาทุกอย่างจะหมดไป ถ้าหากเรายื่นสมัครวีซ่าจากอาชีพที่อยู่ในลิสต์ระยะยาว (MLTSSL) เพราะจะไม่จำเป็นต้องเขียนจดหมายตัวนี้เป็นหลักฐานประกอบครับ แหมมม่ ทำไปได้

อ่านกันพอหอมปากหอมคอ ก็หวังว่าข้อมูลที่น้าหนวดเอามาเล่าสู่กันฟังในวันนี้จะมีประโยชน์กับออเจ้าทั้งหลายไม่มากก็น้อยนะจ๊ะ หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าตัววีซ่าทำงานชั่วคราว TSS482 ก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมกับทาง CPSydney office กันได้เลยนะครับ ไม่ว่าจะโทรมาที่ +61 2 9267 8522 หรือจะกดไลค์ทักแชทพูดคุยกันมาที่ Facebook Page https://www.facebook.com/cpsyd/ ก็ได้นะครับ เดี๋ยวในฉบับหน้าน้าหนวดจะพักเรื่องเครียดๆแล้วมาเขียนแนะนำโรงเรียนให้ออเจ้าทั้งหลายได้รู้จักกันบ้างจะดีกว่า จะได้ไม่เครียดจนเกินไป เพราะนี่ก็ซัดเรื่องตัว TSS482 มา 2 ฉบับติดกันแล้ว...สำหรับฉบับนี้ ขอลาไปก่อน แล้วเจอกันใหม่เร็วๆนี้นาจาาา


#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

นับถอยหลัง Temporary Skill Shortage (TSS) Visa subclass482!!!

กุมภาพันธ์ผ่านไปอีกเดือนแล้วจร้าาา เร็วเหลือเกิน แม่คุณเอ๊ยยย!! เข้าสู่เดือนมีนาคม 2018 ไม่ทันไร อีกไม่นานวีซ่าตัวใหม่ก็จะถูกนำมาใช้แทนที่วีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ subclass457 ตัวเก่าแล้วนะจ๊ะ โดยชื่อใหม่ของวีซ่าตัวนี้ก็คือ "Temporary Skill Shortage (TSS) Visa (subclass482)" ซึ่งก่อนที่จะไปเข้าเรื่องของเจ้า 482 ตัวใหม่ที่ว่านี้ น้าหนวดก็มีอะไรมาอัพเดทให้ฟังในเดือนมีนาคมนี้กันก่อนครับ

อย่างแรกเลยคือ Risk Rating Review ของทั้งสัญชาติ และสถาบันต่างๆ จะถูกประเมินและประกาศกันออกมาให้ทราบอีกครั้งในเดือนนี้ ซึ่งตอนนี้บางโรงเรียนก็ได้เข้ามากระซิบบอกเรากันบ้างแล้วว่าตัวฉันเองอยู่ที่เท่าเดิมมีความเสี่ยงเหมือนเดิมมิเปลี่ยนแปลง, ได้เลื่อนขั้นเสี่ยงน้อยลง, หรือถูกลดระดับให้ลงไปอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงมากขึ้น555...บางโรงเรียนก็ถูกปรับให้มีความเสี่ยงน้อยลงอย่างน่าแปลกใจ บางโรงเรียนก็ดั๊นนน กลายเป็นถูกลดระดับให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงซะอย่างนั้น แต่ที่ค่อนข้างแน่นอนแล้วก็คือ พี่ไทย ของเรายังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของ RISK RATING COUNTRY LEVEL 3 เหมือนเดิมจร้าาา แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ถ้าเดี๋ยวเขาประกาศออกมาเมื่อไหร่น้าจะมากระซิบบอกกันอีกทีนะ เดือนหน้าก็คงจะได้รู้กัน

จบไปหนึ่งเรื่อง ต่อด้วยอีกเรื่อง แมร่งมีแต่เรื่อง เอ้ยยย ไม่ใช่ไม่ใช่555...พาร์ทนี้จะมาอัพเดทให้ฟังในสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีใครสังเกตุรึเปล่า คือ ตอนนี้ immigration ได้เปลี่ยนชื่อกระทรวง และชื่อ website ของตัวเองจาก Department of Immigration and Border Protection มาเป็น "Department of Home Affairs" และได้เปลี่ยนชื่อ website เป็น https://www.homeaffairs.gov.au/ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคำจำกัดความของชื่อใหม่ไฉไลกว่าเดิม จะถูกนิยามว่า "ดูแลตั้งแต่สากเบือยันเรือรบในทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศออสเตรเลีย โดยจะครอบคลุมทุกๆเรื่องไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเพื่อให้ประเทศออสเตรเลียสงบสุข" คราวนี้เปลี่ยนชื่ออย่างเดียวไม่พอไง แต่ปฏิบัติจริงด้วยหน่ะสิ เพราะเขาจะเพ่งเล็งในทุกๆเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าเราจะไปทำผิดอะไรมาระหว่างที่อยู่ในออสเตรเลียก็จะถูกนำมาเป็นประเด็นได้ทั้งนั้น มีสิทธิ์โดนยกเลิกวีซ่า (cancel) ได้ทั้งนั้น และโทษสูงสุดคือ อาจโดนส่งกลับประเทศ ก็เป็นด้ายยย!

ตัวอย่างสดๆร้อนๆเลย คือ เมื่อเร็วๆมานี้มีน้องคนหนึ่งโทรเข้ามาปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ CPSydney office ของเราว่า "โดนข้อกล่าวหาในคดีทำร้ายร่างกาย" และกำลังขึ้นศาลอยู่ อ่านปากนัทชาตรงนี้อีกรอบนะคะว่า "กำลังขึ้นศาลอยู่ ยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าถูกหรือผิด" แต่ อยู่มาวันหนึ่งบังเอิญพบศพวณิพกนอนตายยย555 #หยอกหยอก ความจริงคือ น้องได้รับจดหมายจากเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นด้วยเจตจำนงค์ที่ต้องการแจ้งให้น้องทราบว่า "เราจะยกเลิกวีซ่านักเรียนของเธอละนะ" ผ่าม พามมม!!! อันเนื่องมาจากการมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่นำไปสู่ความไม่สงบสุขในประเทศออสเตรเลีย  ทั้งๆที่ศาลเองก็ยังไม่ได้ตัดสินว่าจำเลยมีความผิดหรือไม่ นี่ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเลยว่าเดี๋ยวนี้อิมฯเขาก็เหมือนจะจริงจังขึ้นจริงๆแล้วนะ น้าก็อยากจะเตือนหลานๆกันไว้หน่อยว่าอย่าก๋ากั่นผิดที่ผิดทาง ที่นี่ออสเตรเลียนะ ไม่ใช่เมืองไทย ที่ฆ่าแมวยักษ์สีดำแล้วไม่มีความผิด หรือสร้างบ้านในเขตชุมชนก่อนที่จะมีตลาดแต่กลับโดนกฎหมู่ขับไล่ให้ไปอยู่ที่อื่นซะอย่างนั้น ง่อววว

จบเรื่องเมาท์มอยไปแล้ว คราวนี้มาเข้าเนื้อหาหลักของวันนี้กันบ้างดีกว่า...

หลานๆคงพอทราบกันอยู่แล้วว่าเดือนนี้วีซ่าตัวใหม่จะเริ่มใช้ หลังจากที่มีการประกาศล่วงหน้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว วีซ่าตัวใหม่ที่พูดถึงจะมีชื่อว่า "Temporary Skill Shortage (TSS) Visa (subclass482)" โดยจะมีผลเริ่มบังคับใช้และถูกนำมาแทนที่ Temporary Work (Skilled) Visa (subclass457) ในช่วงกลางเดือนนี้ (ถ้าอิงจากประกาศของปีที่แล้วก็จะเป็นวันที่ 18 มีนาคม 2018) ซึ่งในขณะนี้อิมฯก็ค่อยๆปล่อยข้อมูลออกมาให้พอได้ทราบเป็นพอสังเขปกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยววันนี้น้าจะมาเล่าอัพเดทให้ออเจ้าทั้งหลายฟังว่าเจ้าตัว 482 เนี่ยะ มันมีรูปร่างหน้าตาเป็นเยี่ยงไรกันบ้าง

  • ชื่อใหม่ Temporary Skill Shortage Visa (subclass482) หรือ TSS Visa
แม่นาง 482 จะถูกนำมาทดแทนตัว 457 โดยมีจุดประสงค์มุ่งหมายเพื่อพัฒนาระบบของการจ้างงานในออสเตรเลีย และให้วีซ่าทำงานในออสเตรเลียมีระบบการคัดกรองคนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะมุ่งเน้นเฟ้นหาแรงงานต่างชาติที่มีคุณภาพจริงๆให้ได้เข้ามาทำงานในออสเตรเลียทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งยังเพื่อช่วยป้องกันปัญหาการว่างงานของคนออสเตรเลียอีกด้วย

  • ประเภทของ TSS Visa
    • Short-Term Stream
เป็นวีซ่าทำงานระยะสั้น จะสามารถทำตัว short-term นี้ได้ในกรณีที่อาชีพนั้นๆอยู่ในลิสต์ของ Short-term Skilled Occupation List (STSOL) อาทิเช่น restaurant manager, massage therapist ฯลฯ โดยจะสามารถทำงานได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถต่อยอดขอ PR ได้ และสามารถถือวีซ่าตัวนี้ได้เพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น โดยครั้งแรกจะได้ระยะเวลาของวีซ่านานสุดอยู่ที่ 2 ปี ส่วนในครั้งที่ 2 ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจะได้อีก 1 หรือ 2 ปี แต่ก็จะมีข้อยกเว้นสำหรับประเทศที่มีสัญญาการค้าระหว่างประเทศกับออสเตรเลีย โดยผู้ที่ถือพาสปอร์ตของประเทศดังกล่าวจะมีสิทธิ์ได้วีซ่าทำงานระยะสั้นตัวแรกเป็นระยะเวลาถึง 4 ปีด้วยกัน ซึ่งเคราะห์ดีที่สยามประเทศของเรามีตัว Thailand-Australia Free Trade Agreement ทำให้น้องๆออเจ้าทั้งหลายก็อาจจะได้รับวีซ่าแบบ 4 ปี
เอกสารประกอบเบื้องต้นต่างๆ นอกจากพวกเอกสารจากทางนายจ้าง และคุณวุฒิที่เหมาะสมของผู้ที่ได้รับการสปอนเซอร์ก็จะมี Genuine Temporary Entrant Statement (GTE) และคุณสมบัติความสามารถทางภาษาอังกฤษ ซึ่งเจ้าตัว GTE ก็จะคล้ายคลึงกับวีซ่านักเรียนนั่นแหล่ะครับ สำหรับในส่วนของ English requirement ก็จะอยู่ที่ IELTS overall 5.0 with no band less than 4.5 หรือผลการสอบอื่นๆที่เทียบเท่า
    • Medium-Term Stream
เป็นวีซ่าทำงานระยะยาว จะสามารถทำวีซ่าตัวนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีอาชีพที่อยู่ในลิสต์ของ Medium and Long-term Strategic Skilled List (MLTSSL) โดยข้อดของวีซ่าตัวนี้ คือ จะสามารถต่อยอดขอ PR ได้หลังจากที่ทำงานในตำแหน่งเดิมกับนายจ้างเดิมเป็นเวลาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป โดยอาชีพยอดนิยมสำหรับหลานๆคนไทยในสมัยนี้ก็จะได้แก่ Chef และ Accountant จร้าาา
วีซ่าตัวนี้ยังไม่ได้มีการระบุหรือกำหนดว่าต้องมี GTE statement เป็นหลักฐานประกอบสำหรับเอกสารเบื้องต้นหรือไม่ เพราะฉะนั้นก็คงจะเป็นเอกสารต่างๆทั่วไปตามเดิม ที่ต่างจากตัววีซ่าทำงานระยะสั้นก็น่าจะมีแค่ในเรื่องของ visa application ที่สูงขึ้น และ English requirement ที่สูงกว่าตัวระยะสั้น โดยจะต้องการที่ IELTS overall 5.0 with no band less than 5.0 หรือผลการสอบอื่นๆที่เทียบเท่า
    • Labour Agreement
จะไม่ค่อยพบเจอกับน้องๆคนไทยสักเท่าไหร่ เพราะว่าจะเป็นวีซ่าทำงานสำหรับนายจ้างที่ทำสัญญากับประเทศออสเตรเลียโดยตรงสำหรับการนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในออสเตรเลีย โดยจะเป็นแรงงานลักษณะจำเพาะ ที่ไม่สามารถหาแรงงานท้องถิ่น โดยนายจ้างที่สามารถทำวีซ่าตัวนี้ได้ก็ต้องมีลักษณะจำเพาะเช่นกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ที่น้องๆคนไทยเราได้สปอนเซอร์ก็จะมาจากนายจ้างที่เป็นรูปแบบรายบุคคลหรือผู้ประกอบการรายเล็กซะมากกว่า แต่ก็ถือซะว่าเอามาเขียนให้อ่านไว้เพื่อประดับความรู้ละกันเนอะ
  • Labour Market Testing (LMT)
LMT หรือ "การทดสอบตลาดแรงงาน" ที่จริงก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่ภายใต้ตัว TSS เจ้าหลักฐาน LMT ก็จะมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งก็จะสามารถทำได้โดยการลงประกาศโฆษณารับสมัครงานแรงงานที่เป็นคนออสเตรเลียในตำแหน่งที่ต้องการสปอนเซอร์ แต่ไม่สามารถหาคนท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำงานในตำแหน่งดังกล่าวได้จริงๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจ้างและสปอนเซอร์แรงงานต่างชาติแทน
สำหรับการโฆษณาก็ต้องทำอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แบบไก่กาอาราเล่ เพราะฉะนั้นการลงโฆษณาใน website ยอดนิยมทั่วไปอย่าง gumtree หรือ natui อาจจะนำมาใช้เป็นหลักฐานที่มีนำ้หนักเพียงพอได้แล้วนะเออ โดย LMT จะเป็นเอกสารที่ควรจะมีสำหรับการยื่นวีซ่าทำงานทั้งแบบ short-term และ medium-term
  • ประสบการณ์ทำงานขั้นต่ำ 2 ปี
อันนี้เป็น requirement ใหม่สำหรับการทำวีซ่าทำงานแบบ TSS!!! คือ ก่อนที่จะทำวีซ่า TSS ได้ พนักงานที่จะได้รับการสปอนเซอร์ต้องมีประสบการณ์ทำงานกับนายจ้างคนนั้นๆเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี โดยจะนำประสบการณ์ทั้งแบบ casual, part-time, และ full-time มานับรวมทั้งหมดให้ได้อายุงานตั้งแต่ 2 ปีเป็นต้นไป หลักฐานที่นำมาพิสูจน์ได้ก็คงหนีไม่พ้นหนังสือรับรองการทำงาน หรือ payslip แต่ถ้าอิมฯมีการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารที่ต้องใช้เมื่อไหร่ เดี๋ยวจะมาเขียนให้อ่านกันอีกทีนะจ๊ะ

นี่ก็จะเป็นข้อมูลอัพเดทพอสังเขปที่มีในตอนนี้ เดี๋ยวคงมีข้อมูลออกมาเพิ่มเติมอีกก่อนที่เราจะจัดงานสัมมนาในวันพุธที่ 21 มีนาคมที่จะถึงนี้ ยังไงถ้าว่างก็สามารถสำรองที่นั่งเข้ามานั่งฟังสัมมนา "ฟรี" ในวันดังกล่าวได้เลยนะน้องนางออเจ้าทั้งหลาย กระซิบบอกกันนิดนึงว่า "งานนี้รับจำนวนจำกัด และเหลือที่นั่งให้จับจองกันไม่ถึง 10 ที่นั่งเท่านั้น" รีบๆสำรองที่นั่งกันเข้ามาเยอะๆนะครับ โทร 02 9267 8522 หรือถ้าจะสำรองที่นั่งทางช่องทางอื่นก็สามารถดูรายละเอียดของงานสัมมนาตามโปสเตอร์ด้านล่างได้เลยจร้าาา


#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

(เดือนเดียวก็เสียวได้)...มกราคม 2018 เปลี่ยนไปทุกอย่างงง!!!

สวัสดีจร้าาา ขอต้อนรับเข้าสู่ปี 2018 อย่างเป็นทางการ ต้องขออภัยจีจีที่น้าหนวดมาช้าไปหน่อย กว่าจะมาก็หมดเดือนมกราคมไปเสียแล้ว รู้ตัวอีกทีนี่มันก็เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งสีแดงที่น้องผึ้งชอบกันแล้วนี่หน่าาา (ถ้าใครดูละครเรื่อง ล่า น่าจะพอเข้าใจ555)...ทำไมต้องเป็นสีแดง?? ก็ไหนจะทั้งวันวาเลนไทน์ ที่ก็แดงเถือกอบอวลกระอักกระอ่วนจากดอกกุหลาบกันแล้ว ที่จริงก็จะมีสีชมพูมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งมาให้เลี่ยนกันอีกด้วย นี่ยังไม่นับแดงตัวพ่ออย่างเทศกาลตรุษจีนอีกนะ ไอ้นี่นี่ตัวแดงเลย555

โอเค...ก็ทักทายกันพอหอมปากหอมคอให้หายคิดถึง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเข้าหัวข้อที่น้าหนวดได้จั่วกันไว้เลยดีกว่าเนอะ

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปีที่แล้วมีการประกาศเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างล่วงหน้าออกมามากมายทั้งในเรื่องของวีซ่าทักษะ และเงื่อนไขการขอสัญชาติออสเตรเลีย (Australian Citizenship) ซึ่งน้าเองก็เคยได้เขียนไปรอบถึงสองรอบแล้ว เพราะฉะนั้นจะขออนุญาตแปะลิงค์ให้อ่านกันแทนละกันนะครับ

โดยลิงค์แรกจะเป็นเนืื้อหาที่ออกมาประกาศยกเลิก 457 และใช้ Temporary Skill Shortage (TSS) Visa แทน แล้วก็จะมีที่ประกาศเปลี่ยนเงื่อนไขของการยื่นขอสัญชาติออสเตรเลียอีกด้วย (เดชะบุญที่ไม่ผ่านมติรัฐสภาในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา) https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2017/04/malcolm-turnbull.html ส่วนลิงค์ที่ 2 ก็จะเป็นข่าวดีที่ประกาศออกมาในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาสำหรับคนที่ถือหรือยื่นวีซ่า 457 ก่อนวันที่ประกาศในช่วงเดือนเมษายน 2017 รวมถึงเงื่อนไขของการยื่นขอสัญชาติออสเตรเลียที่ไม่ผ่านมติตามที่ได้กล่าวไปในข้างต้น https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2017/12/2018.html

แต่อย่างไรก็ตาม!! สำหรับวีซ่าทักษะตัวใหม่ TSS ทาง CPSydney office ของเราจะมีงานสัมมนา "ฟรี" ให้เพื่อนๆได้เข้าร่วมรับฟังกันในวันพุธที่ 21 มีนาคมที่จะถึงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าใครสนใจก็สำรองที่นั่งกันมาได้เลยนะครัชชช และสำหรับเงื่อนไขของการยื่นขอสัญชาติออสเตรเลีย หากใครได้กดเข้าไปอ่านในลิงค์ข้างบน หรือถ้ายังพอจำกันได้ ก็อยากให้เตรียมใจไว้อีกสักที เพราะตามที่เขาได้ประกาศมาแล้วคือ ถึงแม้เงื่อนไขดังกล่าว จะไม่ผ่านมติในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา แต่อาจจะมีการ re-make เงื่อนไข และประกาศออกมาใหม่อีกทีในวันที่ 1 กรกฎาคม 2018 นี้ครับ โดยเงื่อนไขที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็คือ

  1. ที่เคยประกาศว่าต้องมีผลวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษอยู่ในระดับ competent หรือเทียบเท่า IELTS 6.0 ทุกแบนด์ ...เงื่อนไขใหม่คงจะปรับให้มีผลที่ต้องการต่ำลงกว่าเดิม
  2. ระยะเวลาของการถือ PR ที่อาจจะเพิ่มขึ้นจาก 1 ปี เป็น 4 ปี ตามประกาศเดิมที่เคยระบุไว้
  3. เมื่อก่อนเราจะสอบขอ citizenship กี่รอบก็ได้ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้สอบตกได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าสอบ 3 ครั้งแล้วยังไม่ผ่าน จะต้องรอไปอีก 2 ปี ถึงจะสามารถสอบใหม่ได้
คราวนี้มาดูที่ประกาศกันสดๆร้อนๆของปีนี้มั่งดีกว่า ผ่านมกราคมไปแค่เดือนเดียว ก็ล่อมาซะหลายประกาศเลย แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องอะไรที่ร้ายแรงกันซักเท่าไหร่ครับ ไม่ต้องกังวลไป เดี๋ยวมาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง จะไล่ไปตั้งแต่ประกาศกิ๊กก๊อกที่น่าสนใจไล่ยาวไปถึงประกาศใหญ่โตมโหรี เอ้ยยย มโหฬาร

  • เพิ่มค่า Australian Passport เป็น $282 สำหรับพาสปอร์ตแบบ 10 ปี และเพิ่มเป็น $142 สำหรับพาสปอร์ตแบบ 5 ปี
  • ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2018 ที่ผ่านมา คู่รักแบบเพศเดียวกัน สามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย (อันนี้ถูกใจน้าหนวดมากกก บอกเลย)
  • อิมฯ ปรับเพิ่มจำนวนเงินของ Living Cost/ปี ในการโชว์เอกสารการเงินสำหรับการยื่นวีซ่านักเรียนในช่วงกลางเดือนมการาคมที่ผ่านมา โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2018 เป็นต้นไป
    • Main applicant                              $20,290
    • Spouse or De facto partner          $7,100
    • Dependent child                           $3,040
นอกจากนี้ อิมฯ ยังได้ประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรการคำนวณของการโชว์เอกสารการเงินอีกว่ามีหลักสูตรคำนวณอย่างไร โดยอิมฯทำให้การคำนวณชัดเจนขึ้นด้วยการคำนวณจาก

Living Cost (ปีแรกเท่านั้น) + ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ (ตามตัวเลขที่อิมฯกำหนด) + ค่าเทอมที่เหลือค้างชำระในปีแรก
เพราะฉะนั้น หากคิดจากกรณีตัวอย่างที่ว่า น้าหนวดยื่นวีซ่านักเรียนพร้อมด้วยมีแฟนเป็นคนติดตามอีกหนึ่งคน สำหรับการเรียนในหลักสูตรปริญญาโทที่มีค่าเทอมตกอยู่ที่ $32,000/ปี จะเท่ากับว่าเอกสารการเงินของน้าหนวดจะต้องมียอดเงินขั้นต่ำอยู่ที่ $45,390 โดยจะสามารถคำนวณได้จาก

 (Living Cost ของน้าหนวดกับแฟน) + (ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับของน้าหนวดกับแฟน) + ค่าเทอมที่เหลือค้างชำระในปีแรก = (20,290+7,100) + (1,000+1,000) + 16,000 = $45,390
  • อิมฯ ประกาศเพิ่มอาชีพในลิสต์ Medium and Long-term Strategic Skills List (MLTSSL) ที่สามารถยื่น PR ได้

Horse breeder คงจะไม่ค่อยมีผลกระทบสักเท่าไหร่นักกับคนไทย แต่ Management consultant นี่สิที่น่าสนใจ เพราะอาชีพนี้เคยอยู่ในลิสต์ที่ทำ PR ได้มาก่อนแล้วก็โดนตัดออกไป จนกระทั่งกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมานี่แหล่ะที่ถูกดันกลับเข้ามาอยู่ในลิสต์ที่ทำ PR ได้อีกครั้ง...สิ่งที่น่าสนใจสำหรับอาชีพนี้ คือ วุฒิการศึกษาที่ต้องการจะเป็นหลักสูตร Master of Business Administration (MBA) ซึ่งก็จะหมายความว่าหลานๆที่เรียน MBA อยู่ก็จะมีสิทธิ์ยื่นขอ PR ได้ในอนาคต แต่ไม่ได้การันตีนะว่าจะได้ทุกคน ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องขึ้นอยู่คุณสมบัติอื่นๆด้วยว่ามีครบกันหรือเปล่า
    • อิมฯ ประกาศชื่อสถาบันที่ถูกยกเลิกใบประกอบการเรียนการสอนในระดับ Vocational Course ผ่านทางหน่วยงานรัฐบาล Australian Skills Quality Authority (ASQA) โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
      • โรงเรียนที่โดนยกเลิก แต่ยังสามารถขอใบ registration ได้อยู่
        • Perth Education Group Pty Ltd
        • Australian Institute of Technical Training Pty Ltd
        • Care Training Institute Pty Ltd
        • Riverton Group Pty Ltd
        • Aboard Training Australia Pty Ltd
        • Study Group Australia Pty Ltd including ACPE Academy, Martin College, Australian Institute of Applied Sciences, Embassy English, Taylors College, ANU College, Flinders International Study Centre, and Taylors Unilink
      • โรงเรียนที่โดนยกเลิก และไม่สามารถขอใบ registration ได้อีกแล้ว
        • Pointsbuild Pty Limited
        • Australia National Institute of Business Pty Ltd

    เพราะฉะนั้น ถ้าหลานๆคนไหนกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว และมีความประสงค์ที่จะย้ายโรงเรียน ก็สามารถติดต่อเพื่อนร่วมงานของน้าหนวดที่ Education Counselor ประจำ CPSydney office ได้เลยนะจ๊ะ

    อันที่ที่จริงยังมีประกาศเพิ่มเติมอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมายที่มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ถ้าหากน้องๆเพื่อนๆสนใจก็สามารถกดอ่านตามลิงค์นี้ได้เลยนะครับ https://www.dailytelegraph.com.au/business/new-laws-and-changes-that-will-affect-australia-from-january-1-2018-and-beyond/news-story/85825f4092834190a292a828aacb7c3d

    โอเค...ส่งท้ายฉบับเดือนกุมภาพันธ์นี้ด้วย กิจกรรมดีๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพุธที่ 21 มีนาคม 2018 ที่จะถึงนี้ กับ งานสัมมนา "ฟรี" เกี่ยวกับวีซ่าทักษะตัวใหม่ Temporary Skill Shortage (TSS) Visa รวมถึงหัวข้ออื่นๆที่น่าสนใจ อาทิเช่น การยื่นขอสัญชาติออสเตรเลีย...สามารถดูรายละเอียดของงานได้ตามโฆษณาด้านล่างได้เลยนะครับ ถ้าใครสนใจก็สามารถสำรองที่นั่งได้ที่ www.facebook.com/cpsyd หรือจะโทรเข้ามาสำรองที่นั่งได้ที่ +61 2 9267 8522

    สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มติมเกี่ยวกับการเรียนต่อในหลักสูตรต่างๆในออสเตรเลียเพื่อทำวีซ่านักเรียน รวมถึงวีซ่าทำงานหรือวีซ่าทักษะอื่นๆ และวีซ่าครอบครัวต่างๆ ก็สามารติดต่อทีมงาน CPSydney office ได้ทุกเมื่อเลยนะจ๊ะ สำหรับรายละเอียดการติดต่อก็ดูตามรายละเอียดด้านบนได้เลยจร้าาา...วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคนในระยะยาว ไว้ใจเรา CPSydney..วีซ่านักเรียน วีซ่าคู่ครอง วึซ่าทำงาน แปลเอกสารก็มีนะเออ


    #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

    #น้าหนวด