วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ว่ากันด้วยเรื่องของใหม่...New Regional Visas & New Point Test System!!

สวัสดีวันเลือกตั้งออสเตรเลียประจำปี 2019...เพื่อนๆพี่น้องชาวไทยที่มีสัญชาติออสเตรเลียก็อย่าลืมออกไปใช้สิทธิใช้เสียงกันนะจ๊ะ คงรู้ถึงการเพิกเฉยต่อหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่นี่กันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องให้น้าสาธยายกันให้เสียเวลาเนอะ (เดี๋ยวเจ็บคอ555)

ว่ากันด้วยเรื่องของการเจ็บคอ นี่ก็ต้องเปิดบทความนี้ด้วยนี่เลย การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะอะไรหน่ะหรอ คือ ถ้าได้ตามข่าวกันในช่วงนี้ก็จะรู้ว่าโรคไข้หวัดระบาดนะจ๊ะ ร้ายแรงถึงขนาดที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายรายแล้วด้วยทั้งใน Queensland และ South Australia ร้อนถึงรัฐบาลต้องออกมาประกาศกึ่งรณรงค์เชิญชวนให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดกันแล้วจร้าาา ยังไงก็กันไว้ดีกว่าแก้ละกันนะครับ ถ้าใครมีเวลาก็ไปหาฉีดกันสักหน่อยก็ละกัน...อันที่จริงก่อนหน้านี้จะมีเรื่องวัคซีนป้องกันโรคหัดด้วยนะ แต่ตอนนี้เงียบไปละ ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรละแหล่ะมั้ง ถ้าใครไปฉีดวัคซีนแก้หวัดก็ลองถือโอกาสถามคุณหมอเกี่ยวกับวัคซีนแก้หัดไปด้วยเลยก็ได้ครับ

จากฉบับที่แล้ว https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/05/tourist-visa-pr-regional-areas.html ที่พูดถึงเรื่องของนโยบายที่รัฐบาลต้องการจะผลักดันให้เราไปอาศัยอยู่ใน regional areas เพื่อกระจายความหนาแน่นออกจากเมืองใหญ่โดยเอาการเป็น permanent residence มาเป็นสิ่งล่อตาล่อใจ เดี๋ยวในฉบับนี้เราก็จะมาต่อกันในเรื่องของวีซ่าตัวใหม่กันเลยครับ
  1. Subclass 491: Skilled Work Regional (Provisionsal) Visa - วีซ่าตัวนี้จะมาทดแทนวีซ่า subslass 489 นั่นแหล่ะ จะเป็นตัววีซ่าที่ตัวผู้สมัครจะต้องได้รับการสปอนเซอร์จากทางรัฐหรือเขตปกครองนั้นๆให้ทำงานในเขตภูมิภาคนั้น ซึ่งก็จะต้องเป็นอาชีพที่อยู่ในลิสต์ที่ทางรัฐหรือเขตปกครองนั้นๆต้องการ ถ้าเอาให้คุ้นหูก็คือตัว state sponsorship ที่ทุกคนคุ้นเคยกันนั่นแหล่ะ
  2. Subclass 494: Skilled Employer Sponsored Regional (Provisional) Visa - วีซ่าตัวนี้จะมาแทนที่ของ subclass 187 Regional Sponsored Migration Scheme หรือ RSMS ที่ผู้สมัครจะทำวีซ่าตัวนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีนายจ้างสปอนเซอร์ให้ทำงานในอาชีพที่เป็นที่ต้องการในภูมิภาคนั้นๆ
  3. Subclass 191: Permanent Residence (Skilled Regional) Visa - วีซ่าตัวนี้ไม่ได้มาแทนที่ใคร เพราะเอาเข้าจริงแล้วคนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ #หยอกหยอกนะ555 เพิ่มอรรถรสให้บทความหน่อย...เอาง่ายๆ วีซ่าตัวนี้ก็คือ ตัว PR ที่จะได้จากการมีวีซ่าทักษะแบบชั่วคราวในเขตภูมิภาคมาก่อนนั่นแหล่ะ โดยจะต้องถือวีซ่าชั่วคราว subclass 491 หรือ 494 ก่อน ถึงจะยื่นขอ PR subclass 191 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2022 เป็นต้นไป
อนึ่ง อย่างที่ได้บอกไปว่า ตัว PR subclass 191 จะใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2022 เป็นต้นไป และจะต้องถือวีซ่าทักษะชั่วคราว subclass 491 หรือ 494 มาก่อน โดยตัว 491 และ 494 จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้...ก็เท่ากับว่าจะต้องถือวีซ่าทักษะชั่วคราวตัวใหม่นี้เป็นเวลา 3 ปีเป็นอย่างน้อย ถึงจะได้ PR subclass 191

อันที่จริงวีซ่าทั้ง 3 ตัวที่ว่านี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากวีซ่าทักษะทั้งแบบชั่วคราวและถาวรแบบเดิมเท่าไหร่นะ...เอาจริงๆที่แตกต่างก็จะเป็นเรื่องในเรื่องของการจำกัดพื้นที่ให้เป็น regional areas ซะมากกว่า จากที่ในปัจจุบันจะต้องมาเช็ครหัสไปรษณีย์กันให้วุ่นวาย แต่ถ้าวีซ่าใหม่ทั้ง 3 ตัวนี้เริ่มใช้เมื่อไหร่ เขตภูมิภาค หรือ regional areas ต่างๆ ก็จะอยู่แทบทั่วออสเตรเลียเลย ขอแค่ไม่อยู่ในเมืองใหญ่ต่างๆ รวมถึงอาณาบริเวณโดยรอบ เดี๋ยวคงต้องอัพเดทกันอีกทีว่าในเรื่องขอบเขตของบริเวณที่เป็นเขตภูมิภาคจะเป็นยังไง

นอกจากจะมีวีซ่าตัวใหม่ให้ใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว อิมมิเกรชั่นยังได้ออกมาพูดถึงระบบการนับคะแนนแบบใหม่สำหรับคนที่ยื่นสามารถขอ PR ผ่านทางวีซ่าทักษะได้ด้วยตัวเองอีกด้วย คือ ไม่ได้จะมีการเปลี่ยนแปลงคะแนนขั้นต่ำที่ 60 และ 65 คะแนนสำหรับภูมิภาคท้องถิ่น (regional areas) และพื้นที่ทั่วไปตามลำดับแต่อย่างใดนะ แต่จะเป็นในรายละเอียดของการเพิ่มหมวดหมู่ หรือเพิ่มคะแนนในหมวดหมู่นั้นๆเข้ามาเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายสำหรับคนที่มีคู่ครองหรือมีคนติดตามเข้ามาใน application ของการยื่น PR นั้น เพราะดูเหมือนว่าการนับคะแนนแบบใหม่ที่จะใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ดูแล้วจะค่อนข้างเอื้อประโยชน์ให้กับคนโสดหรือคนที่ไม่ต้องมีคนมาติดตามใน application ยังไงก็ไม่รู้...เดี๋ยวเรามาดูกันว่าที่จะเพิ่มเข้ามาเนี่ยะ มันมีอะไรกันบ้าง
  • more points for having a skilled spouse or de facto partner (10 points)
  • more points for applicants nominated by a State or Territory government or sponsored by a family member residing in regional Australia (15 points)
  • more points for having certain STEM qualifications (10 points)
  • points for applicants who do not have a spouse or de facto partner (10 points)
  • points for applicants with a spouse or de facto partner who has competent English (5 points)
บทความฉลองวันเลือกตั้งในฉบับนี้ก็จะประมาณนี้แหล่ะ เดี๋ยวก็จะส่งท้ายเหมือนเดิมด้วยลิงค์ข้อมูลต่างๆให้ตามไปวาร์ปกัน เผื่อบางคนอยากจะหาอ่านข้อมูลจากแหล่งที่มาจะได้ไปอ่านกันได้ถูก และจะได้เป็นหลักประกันให้น้าด้วยว่าที่เอามาเขียนเนี่ยะ มีข้อมูลที่มาที่ไปนะเฟร้ยยย ไม่ได้นั่งเทียนมโนเอาเอง

จบๆกันไปในฉบับนี้ด้วยช่องทางการติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office กันเหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็กดมาปรึกษาสามารถปรึกษากับ Migration agent ของ CPSydney office ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือต่อให้จะไม่มีปัญหาอะไร แต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อโทรเข้ามาสอบถามกันได้ที่เบอร์เดียวกันนี้เหมือนกันนะ ถ้าเป็นสาย social ก็ทักกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ สะดวกติดต่อทางไหนก็เลือกเอาทางนั้น ตามใจชอบ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตของที่ดีของทุกคนในระยะยาว CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วีซ่าทักษะ วีซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere

#น้าหนวด

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Tourist Visa ก็เคี่ยวไม่แพ้กัน และนโยบายใหม่สู่การเป็น PR ผ่านทาง Regional areas

สวัสดีต้อนรับเดือนพฤษภาคมจร้าาา...เริ่มต้นฉบับปฐมฤกษ์ของเดือนนี้ด้วยข่าวด่วนข่าวร้ายที่ต้องมาแจ้งเตือนให้หลานๆได้ทราบกันอย่างทันท่วงทีเกี่ยวกับวีซ่าท่องเที่ยว

อย่างที่ทราบกันดีแหล่ะว่าหลายๆคนต้องการมาออสเตรเลียด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป (อันนี้ไม่อยากจะว่ากันซักเท่าไหร่ เพราะต่างกรรมต่างวาระ...แต่ทุกๆที่มันมีกฏและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม ก็อยากให้เข้าใจตรงกันด้วย) ทำให้หลายๆคนต้องหาหนทางดิ้นรนที่จะเอาตัวเข้ามาอยู่ในประเทศนี้ให้ได้ และด้วยความที่วีซ่าต่างๆมันยากขึ้นรวมถึงวีซ่านักเรียนด้วยในช่วงหลัง ทำให้หลายๆคนเกิดความคิดที่จะเอาดีทางด้านวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อให้ได้เข้ามาอยู่ในประเทศนี้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาเปลี่ยนเป็นวีซ่าต่างๆในภายหลัง จนพลอยทำให้วีซ่าท่องเที่ยวเองก็ยากขึ้นไปด้วยในทุกวันนี้ (ขอไม่ลงลึกในรายละเอียดละกันนะครับ) การพิจารณาวีซ่าท่องเที่ยวที่ยากขึ้นก็แย่แล้ว แต่เจ้ากรรม วันนี้สดๆร้อนๆเลยนะจ๊ะ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฏหมายวีซ่า (Migration agent) ของทาง CPSydney office เพิ่งได้รับสายจากลูกค้าที่โทรมาแจ้งให้เราทราบว่า "ถูกยกเลิกวีซ่าท่องเที่ยว" จากสถานทูตออสเตรเลียในประเทศไทย โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับระยะเวลาที่ระบุว่าจะอยู่ในออสเตรเลียและงานที่จะกลับไปทำหลังจากเที่ยวเสร็จ

จากเรื่องข้างต้น น้าก็ได้รับคำแนะนำจาก Migration agent ให้มาแจ้งเตือนให้ทุกคนได้ทราบกัน โดยมีคำแนะนำดังต่อไปนี้
  1. อย่าอยู่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในตอนที่ขอวีซ่าท่องเที่ยว
  2. อย่าลาออกจากงานในภายหลัง หลังจากที่ได้วีซ่าท่องเที่ยวมาแล้ว ดูเหมือนว่าอิมมิเกรชั่นจะสามารถโทรไปเช็คกับทางนายจ้างที่เราระบุไว้ได้
"เตือนแล้วนะ!!!"

หัวข้อแรกที่อยากจะพูดถึงก็มีแค่นี้แหล่ะ แค่อยากจะมาเตือนให้ได้รู้กันไว้...น้าก็ตอบไม่ได้หรอกว่าอิมมิเกรชั่นจะเช็คและเข้มงวดกับทุกเคสหรือเปล่า หรือลูกค้าคนนี้อาจจะโชคร้ายดวงแตกโดนสุ่มขึ้นมาพอดี แต่ก็อย่างที่บอกแหล่ะว่า "เตือนแล้วนะ" ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเนอะ

ไปต่อกันอย่างรวดเร็วกับข่าวที่ประกาศออกมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา (ขอโทษที่เพิ่งได้มาเขียนให้ได้อ่านกัน แต่ก่อนหน้านี้มันมีเรื่องที่สำคัญกว่าที่ต้องเขียนจริงๆ...หาอ่านบทความเกี่ยวกับวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่ และ Sponsorship Approval ได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/) ซึ่งใจความหลักของประกาศดังกล่าวจะเป็นนโยบายที่ผลักดันให้คนไปอยู่ในบริเวณ regional areas มากขึ้น โดยเอาเส้นทางสู่การเป็น Australian Permanent Residency เป็นตัวกระตุ้นในนโยบายดังกล่าว เดี๋ยวเรามาดูกันไปทีละหัวข้อเลยว่านโยบายที่ว่านี้มีใจความสำคัญยังไงกันบ้าง
  • ทุนการศึกษาสำหรับการเรียนมหา'ลัยใน regional areas
รัฐบาลจะแจกทุนการศึกษามูลค่า A$15,000 เป็นจำนวนกว่า 1,000 ทุนให้กับนักเรียนทั้ง domestic และ international student ที่เรียนตั้งแต่ระดับปริญญาขึ้นไปกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน regional areas...นอกจากจะได้ทุนการศึกษาจากทางรัฐบาลแล้ว นักเรียนต่างชาติที่เรียนจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยใน regional areas ยังจะได้รับสิทธิพิเศษสามารถขอ Post-study Work Visa ได้เป็นระยะเวลา 3 ปี จากที่ปกติวีซ่าตัวนี้จะมีระยะเวลาแค่เพียง 2 ปีเท่านั้น
  • วีซ่าตัวใหม่สำหรับหนทางที่นำไปสู่ PR ผ่านทาง regional areas
ด้วยนโยบายที่ต้องการผลักดันให้คนไปอยู่ใน regional areas เพื่อกระจายความแออัดในเมืองใหญ่ให้ลดลง รัฐบาลเลยวางแผนที่จะคลอดวีซ่าตัวใหม่เพื่อนำไปสู่การเป็น PR โดยใช้การอาศัยอยู่ใน regional areas เป็นเส้นทางสำหรับผู้ที่ต้องการได้ Australian Permanent Residency ในอนาคต โดยได้กำหนดออกมาคร่าวๆแล้วว่าวีซ่าดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2019 เป็นต้นไป
  • โควตาการขอ PR ต่อปี
หัวข้อสุดท้ายอาจจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก คือ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2019 เป็นต้นไป โควตาการขอ PR จะลดลงเหลืออยู่ที่ 160,000 คนต่อปี เป็นระยะเวลา 4 ปีด้วยกัน โดยแบ่งหลักๆออกเป็น 2 streams ได้แก่ การเป็น PR ด้วยความสามารถและทักษะของตัวเองอยู่ที่จำนวน 108,682 คนต่อปี และการเป็น PR ผ่านทางวีซ่าครอบครัวประเภทต่างอีก 51,318 คนต่อปี

อัพเดทสุดท้ายที่น่าปวดหัวไม่แพ้จำนวนโควตา PR ต่อปีที่ลดลง ก็เป็นเรื่องของ visa application fee...ดูเหมือนว่าอิมมิเกรชั่นจะขึ้นราคาค่าวีซ่าประเภทต่างๆอีกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 เป็นต้นไปอีกแล้วนะครับ แต่รอบนี้ยังดีหน่อย เพราะข่าวที่หลุดออกมาระบุไว้ว่าค่าวีซ่าที่จะถูกปรับให้เพิ่มขึ้น จะเพิ่มขึ้นแค่เพียง 5.4% โดยประมาณจากราคาในปัจจุบัน ก็หวังว่าจะเป็นจริงตามที่ข่าวบอกเนอะ อย่าเพิ่มขึ้นฮวบฮาบเหมือนคราวก่อนอีกละกัน

สุดท้ายก็แหล่งข้อมูลสำหรับบทความในฉบับนี้ เผื่อหลานๆจะวาร์ปไปอ่านกันเองต่อจากต้นตอของข้อมูลที่เอามาเขียนให้ได้อ่านกันในวันนี้

ส่งท้ายฉบับนี้เหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ สะดวกติดต่อทางไหนก็เลือกได้ตามใจชอบ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney






















วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้








#น้าหนวด

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562

Partner Visa เตรียมตัวให้พร้อม...ไม่ช้าก็เร็ว ยังไงก็โดน!!!

สวัสดีเดือนเมษายนกันอีกครั้งย้อนหลังวันสงกรานต์ ต้อนรับวันครอบครัว...วันนี้น้าก็ยังคงวนเเวียนอยู่กับ Sponsorship Approval กันอีกฉบับและหวังว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายแล้วที่ต้องมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้555 ไม่ได้ขี้เกียจนะจ๊ะ แต่อยากไปเขียนเรื่องอื่นบ้าง

หลังจากที่ฉบับที่แล้วและฉบับก่อนหน้านี้ น้าได้เขียนไปแล้วเกี่ยวกับ Sponsorship Approval ในเบื้องต้นตามที่มีประกาศออกมาจากทางอิมมิเกรชั่นก่อนหน้านี้ (วาร์ปไปอ่านบทความย้อนหลังที่คลังสมบัติของเรากันได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/)...ล่าสุดก็ได้มีประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ Sponsorship Approval สำหรับการทำวีซ่าครอบครัวต่างๆออกมาทั้งในเรื่องของคุณสมบัติ, วันเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ, และค่าสินสอดทองหมั้นของการทำ Sponsorship Approval ก็เดี๋ยวมาทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันเลยละกันเนอะ จะได้เตรียมตัวกันให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาเยือนท่านๆทั้งหลายในระยะเวลาอันใกล้ที่จะถึงนี้
  • จะขอ Sponsorship Approval ได้...สปอนเซอร์ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
    • ต้องมีสถานะทางเชื้อชาติเป็น Australian Citizenship/Permanent Residency หรืออย่างน้อยก็ต้อง eligible for New Zealand Citizenship
    • ต้องมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด หรืออยู่ในสถานภาพของการเป็นบุตรบุญธรรม...ความสัมพันธ์สุดท้ายแบบภาษาบ้านๆให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็นลูกเขยหรือลูกสะใภ้ ก็สามารถทำได้ครับ
    • ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ รวมถึงต้องพิสูจน์ได้ว่าอาศัยอยู่ในออสเตรเลียมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี
    • ต้องไม่มีประวัติทางคดีความใดๆในประเทศที่เคยไปอาศัยอยู่เป็นระยะเวลา 12 เดือนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
    • ข้อนี้สะเทือนใจสุด!!! ต้องมี annual income ไม่ต่ำกว่า A$83,454.80 รวมถึงต้องไม่มีสภาวะหนี้สินใดๆอีกด้วย ยังดีที่สามารถนำรายรับของคู่สมรสมานับรวมได้ด้วยในกรณีที่มีคู่สมรสแล้ว หรืออยู่ในความสัมพันธ์แบบ de facto relationship
  • Grand Opening Day
    • ตอนนี้ได้ประกาศออกมาแล้วว่า Sponsorship Approval สำหรับวีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆ จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันพุธที่ 17 เมษายนที่จะถึงนี้เป็นต้นไปนะจ๊ะ โดยวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ก็จะต้องมีเอกสารตัวนี้ก่อนเช่นกันถึงจะสามารถขอวีซ่าให้คุณพ่อคุณแม่ได้...
    • เดชะบุญทูนหัวของบ่าว โชคยังดีที่ในวันศุกรที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา อิมฯได้ออกมาอัพเดทว่า Sponsorship Approval จะมีผลบังคับใช้กับวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่เท่านั้นสำหรับตอนนี้ (คือตอนแรกที่ประกาศมา พี่อิมแกเล่นให้บังคับใช้พร้อมกันกับวีซ่าคู่ครองด้วยเลย)
  • ค่าสินสอดทองหมั้น ค่า application fee ของขั้นตอนนี้ก็ไม่เท่าไหร่ครับ น่ารักพอเป็นกระษัยด้วยสนนราคาแค่เพียง A$420 เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม จากประกาศล่าสุดเกี่ยวกับการทำ Sponsorship Approval ก็ยังไม่ได้มีประกาศออกมาว่าขั้นตอนนี้จะใช้เวลาในการพิจารณานานแค่ไหน และที่บอกว่ายังไม่ได้มีผลบังคับใช้พร้อมกับวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่ในวันพุธที่ 17 เมษายนที่กำลังจะถึงนี้ แต่ ถ้ายังจำกันได้จากเนื้อหาของฉบับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังไง Sponsorship Approval สำหรับวีซ่าคู่ครองก็จะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่ช้าก็เร็วนี้อยู่ดี คาดว่าน่าจะเป็นประมาณช่วงกลางเดือนมิถุนายนของปีนี้นี่แหล่ะ เพราะฉะนั้น #อย่าหาว่าน้าสอนนะ ถ้าตอนนี้เอกสารค่อนข้างครบแล้ว สภาพคล่องการทางเงินก็โอเค ก็ยื่นไปเลยเห๊อะ จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับขั้นตอนการขอ Sponsorship Approval เพิ่มเติม



อันนี้ก็จะเป็นสรุปล่าสุดเกี่ยวกับ Sponsorship Approval หวังว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอีก น้าจะได้เอาเวลาไปเขียนเรื่องอื่นบ้าง เพราะตอนนี้อิมฯนี่ประกาศออกมาถี่เหลือเกิน...เดี๋ยวในฉบับถัดไปจะมาเขียนเกี่ยวกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลที่ผลักดันให้คนไปอาศัยอยู่บริเวณรอบนอกพวก regional areas แล้วก็วีซ่าทักษะชั่วคราวตัวใหม่สำหรับการขอ PR ในอนาคตให้อ่านกันนะจ๊ะ

ส่งท้ายฉบับนี้เหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ สะดวกติดต่อทางไหนก็เลือกได้ตามใจชอบ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney






















วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้








#น้าหนวด

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

17 เมษายน 2019 เจอกันแน่นอน Parent Visa ตัวใหม่นะจ๊ะ พี่จ๋าาา

เป็นยังไงกันมั่งครับ หลังจากที่ฉบับที่แล้วน้าหนวดได้มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ Family Visas (วีซ่าครอบครัว) ที่จะต้องมีการขอ SPONSORSHIP APPROVAL กันด้วยในอนาคต ก็หวังว่าจะทำให้หลายๆคนตื่นตัวกันขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อยกับการดำเนินการเก็บเอกสารหรือทำธุรกกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าครอบครัว...ถ้าใครอยากหาอ่านบทความเกี่ยวกับการขอ SPONSORSHIP APPROVAL ในการทำวีซ่าครอบครัวต่างๆย้อนหลังก็สามารถวาร์ปกันไปได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/03/sponsorship-approval.html ได้เลยนะจ๊ะ

มาในฉบับนี้เราก็ยังจะคงวนเวียนกันอยู่ที่วีซ่าครอบครัวเหมือนเดิม แต่คราวนี้จะลงลึกไปที่การทำวีซ่าพ่อแม่กันบ้าง โดยจะเรียกว่าเป็นข่าวดีก็ไม่เชิง แต่มันก็ไม่ได้ถือเป็นข่าวร้ายแต่อย่างใดครับ เดี๋ยวเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีเนื้อความกันเป็นยังไงบ้าง

ลุยเลยละกัน...ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกมาประกาศว่า "จะมีวีซ่าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ตัวใหม่ Sponsored Parent Temporary Visa (subclass 870) ออกมาให้ได้ใช้กัน" โดยได้ระบุวันที่จะให้วีซ่าตัวใหม่นี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2019 เป็นต้นไปครับ ซึ่งวีซ่าตัวนี้จะอนุญาตให้คุณพ่อหรือคุณแม่ของคนที่เป็น PR หรือถือสัญชาติออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถเข้ามาเที่ยว เยี่ยมเยียน หรือแม้กระทั่งอยู่อาศัยในออสเตรเลียเป็นเวลา 3-5 ปี...ฟังผิวเผินก็อาจจะดูคล้ายกับวีซ่าท่องเที่ยวระยะยาว 3 ปีทั่วไป แต่ ข้อแตกต่างของเจ้าตัว 870 ที่ทำให้หลายๆคนต้องเหลียวหลังกลับมาดูก็คือ คุณพ่อหรือคุณแม่ของเราจะสามารถอยู่ในออสเตรเลียได้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาวีซ่าของท่านโดยที่ไม่ต้องเดินทางเข้าๆออกๆเหมือนที่มีกำหนดในวีซ่าท่องเที่ยวหน่ะสิ เดี๋ยวเรามาดูสรุปเป็นข้อๆที่ทางอิมฯได้ออกมาประกาศไว้เลยดีกว่าครับ
  1. วีซ่า 870 สามารถอนุญาตให้คุณพ่อหรือคุณแม่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสูงสุด 5 ปี
  2. เมื่อวีซ่า 5 ปีหมดลง คุณพ่อคุณแม่ก็ยังมีสิทธิขอวีซ่าตัวนี้ได้อีกครั้ง แล้วก็มีโอกาสที่จะระยะเวลาวีซ่า 5 ปีเหมือนเดิมด้วยครับ เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าคุณพ่อคุณแม่ของเรามีสิทธิที่จะได้วีซ่าและอาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้เป็นเวลาสูงสุดถึง 10 ปีเลยแหน่ะ
  3. ของดีมีน้อยต้องใช้สอยกันอย่างประหยัดครับ อิมมิเกรชั่นได้ให้โควตาต่อปีสำหรับวีซ่า 870 นี้แค่เพียง 15,000 ต่อปีเท่านั้น ถ้าโควตาเต็มก็ต้องเข้าคิวรอโอกาสในปีถัดไป
  4. มาดูกันที่สินสอดทองหมั้นกับราคา application fee ของวีซ่าตัวนี้กันบ้าง
    • A$5,000.00 สำหรับการขอวีซ่า 3 ปี
    • A$10,000.00 สำหรับการขอวีซ่า 5 ปี
    • A$20,000.00 สำหรับการขอวีซ่า 10 ปี
  5. วีซ่า 870 ตัวนี้ก็อยู่ในข่ายของ Family Visa ด้วย เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณลูกทั้งหลายจะขอวีซ่าตัวนี้ให้คณพ่อคุณแม่ได้ ก็แน่นอนครับว่าจะต้องขอ Sponsorship Approval ให้ได้ก่อนที่จะยื่นขอวีซ่า 870
  6. วีซ่า 870 จะต้องยื่นในขณะที่ตัวของผู้สมัครอยู่นอกประเทศออสเตรเลียเท่านั้น (ศัพท์ทางวีซ่าเขาเรียกกันว่า offshore application)
  7. จะต้องมีเอกสารเกี่ยวกับประกันสุขภาพตามระยะเวลาของวีซ่าแนบเข้ามาด้วยนะจ๊ะ
  8. วีซ่าตัวนี้ยังนับเป็นแค่เพียงวีซ่าชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขอ PR ใดๆทั้งสิ้น
  9. เงื่อนไขหลักๆคือ ห้ามทำงาน อธิบายจุดประสงค์หลักของวีซ่าตัวนี้ คือ ให้พ่อแม่เข้ามาเยี่ยมหาลูกๆ หรือช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานในกรณีที่จำเป็น จึงมีเงื่อนไขไม่ให้ทำงานสลักหลังพ่วงมาด้วย
กล่าวได้กลายๆว่า วีซ่า Sponsored Parent Temporary Visa (subclass 870) ตัวนี้จะเข้ามาแทนที่วีซ่าท่องเที่ยวระยะยาวของคุณพ่อคุณแม่ที่รอผล PR จากการทำวีซ่าพ่อแม่ที่มีลูกเป็นสปอนเซอร์อยู่นั่นเองครับ โดยปกติวีซ่าท่องเที่ยวตัวเก่าอันนี้จะอนุญาตให้อยู่ในออสเตรเลียระหว่าง 3-5 ปี และจะต้องออกนอกประเทศออสเตรเลียทุกๆ 12 เดือน ซึ่งวีซ่าท่องเที่ยวที่ว่าตัวนี้ก็ยังสามารถขอกันได้ตามปกติ จนกว่า Sponsored Parent Temporary Visa (subclass 870) ตัวใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 เมษายน 2019 ตามประกาศที่ได้แจ้งไปครับ...สำหรับใครที่สนใจอยากอ่านแหล่งข่าวต้นฉบับ ก็คลิกันไปที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ https://www.sbs.com.au/yourlanguage/hindi/en/article/2019/03/01/new-temporary-sponsored-parent-visa-be-available-april

จบไปหนึ่งสำหรับฉบับประจำเดือนเมษายนนี้ มาต่อกันที่ข่าวดีเกี่ยวกับอาชีพที่สามารถขอ PR กันได้บ้างดีกว่า...ในวันที่ 11 มีนาคม 2019 ที่ผ่านมา ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกมาประกาศเพิ่มอาชีพทั้งหมด 54 อาชีพเข้ามาอยู่ในลิสต์ Medium and Long-term Strategic Skills List (MLTSSL) และ Regional Occupation List (ROL) ที่สามารถขอ PR ได้ โดยอาชีพที่ประกาศเพิ่มเข้ามาจะเป็นพวกนักวิทยาศาสตร์ หรืองานทางด้านสายวิศวกรรมกันซะส่วนใหญ่ครับ ที่ดูแปลกหูแปลกตาหน่อยก็อาจจะเป็นนักฟุตบอลกับโค้ชเทนนิสที่ได้เพิ่มเข้ามาอยู่ในการขอ PR ได้ด้วยเช่นกัน (อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นผลพวงมาจากข่าวดังที่นักฟุตบอลลี้ภัยขอสัญชาติออสเตรเลียที่ชื่อ "ฮาคีม" ไปติดหมายจับโดนส่งเข้าคุกในประเทศไทยรึเปล่า #หยอกหยอกน้าาา555) นอกจากนี้ที่มีเพิ่มเข้ามากันพอสมควรก็จะเป็นพวกอาชีพทางด้านเกษตรกรรมซะเยอะ แต่ต้องอยู่หมวดของ ROL หรือการทำงานใน regional area นะครับ...ในทางกลับกัน input = output มีเอาเข้าก็ต้องมีเอาออกเป็นธรรมดานะซิ แต่ไม่ต้องตกใจไปครับ อาชีพที่โดนเอาออกไม่ได้เป็นอาชีพที่อยู่ในความสนใจของคนไทยอย่างเรากันสักเท่าไหร่ สบายใจได้ครับผม แต่เอากันเหนียวก็ลองเข้าไปดูอัพเดทเกี่ยวกับลิสต์อาชีพใน immigration website กันได้ จะได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่างๆในการขอ PR ครับ https://immi.homeaffairs.gov.au/visas/working-in-australia/skill-occupation-list

ส่งท้ายฉบับนี้เหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้


ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney






















วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้








#น้าหนวด

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562

อีกไม่นาน...วีซ่าครอบครัวก็จะต้องมีการขอ SPONSORSHIP APPROVAL เหมือนกันละนะ!!!

หายหน้าหายตากันไปนานเลย ไม่รู้ว่าลืมน้าหนวดกันไปหรือยัง😭😭😭ไม่ได้มาเขียนบทความอัพเดทข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับวีซ่าต่างๆให้ฟังกันสักพักใหญ่ ก็ขอเมาท์มอยนอกเรื่องก่อนที่จะเข้าประเด็นกับหัวข้อของวันนี้กันหน่อยละกันเนอะ

ช่วงนี้น้าเองก็ได้เข้าไปดูตามเพจต่างๆที่มีการแชร์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในเรื่องของวีซ่าออสเตรเลียอยู่เป็นระยะระยะ ก็เห็นว่ามีหลายๆคนประสบปัญหาถูกปฏิเสธวีซ่ากันพอสมควรเลยทีเดียวทั้งวีซ่านักเรียนและวีซ่าท่องเที่ยว โดยภาพรวมที่ถูกปฏิเสธก็จะถูกให้เหตุผลว่า "จุดประสงค์ไม่ชัดเจน" ทั้งในเรื่องการมาเรียน (ที่เห็นว่าพังก็จะเป็นคนที่ลงทะเบียนเรียนภาษาอังกฤษมาเพียงอย่างเดียวซะเยอะ) และการมาเที่ยว ณ ตอนนี้หลักๆเลยนะครับ น้าอยากจะแนะนำว่าทุกอย่างควรจะชัดเจน ตัวอย่างเช่น
  • สำหรับวีซ่านักเรียน เรียนคอร์สนี้แล้วจะส่งผลดียังไง ก็ต้องเอาให้ชัดเจนทั้งในเรื่องของแผนการเรียน และประโยชน์ที่จะส่งผลในอนาคตหลังจากเรียนจบ เอาให้มันชัดเจนโบ๊ะบ๊ะลงไปเลยในรายละเอียด ไม่เอาแบบภาพรวมกว้างแล้วครับ (อันนี้คือวิธีที่น้าก็ใช้จริงกับน้องๆนักเรียนของน้า แต่จะให้มาบอกว่าเขียนยังไงในรายละเอียดมันจะยาวเหยียดเกินไป และมันก็จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละเคสที่ได้พูดคุยกับน้องๆนักเรียนด้วยครับ)
  • สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว อันนี้ตอบยากเลย เพราะเราเน้นทำวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว และวีซ่าทักษะอื่นๆเป็นหลัก แต่แนะนำได้แค่ว่าเน้นไปที่ความชัดเจนเหมือนกัน มีแผนการเที่ยวจะดีมาก คนที่ทำงานอยู่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการงานก็ควรจะมีให้ครบ
โดยรวมมันอาจจะเยอะ และดูวุ่นวาย แต่ก็ปลอดภัยไว้ก่อนมันก็ดีที่สุดจริงไหมหล่ะ...อาจจะเป็นคำแนะนำที่ดูมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ อันนี้อยู่ที่แต่ละบุคคลแหล่ะ อย่าด่าน้าก็พอ555!!

ตามหัวข้อของบทความในฉบับนี้เลยครับ คือ ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลออสเตรเลียได้ออกมาประกาศว่า Migration Amendment (Family Vilolence and Other Measures) Bill ได้รับมติให้ผ่านเป็นพระราชบัญญัติ (Royal Assent) ของออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีประกาศออกมาตามวันที่ที่บอกไปในข้างต้น แต่ก็ยังไม่ได้ระบุว่าจะให้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ แต่ถ้าหากอ้างอิงจากกฎหมายในออสเตรเลีย "พระราชบัญญัติใดๆก็ตามที่ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าให้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ พระราชบัญญัตินั้นจะมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือนจากวันที่ประกาศ" ครับ เพราะฉะนั้น ณ ตอนนี้ก็สามารถสรุปได้ว่า Migration Amendment (Family Vilolence and Other Measures) Bill ตัวนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการอีกทีในวันที่ 10 มิถุนายน 2019 ที่จะถึงนี้ครับ

คราวนี้มาดูกันต่อดีกว่าว่าพระราชบัญญัติตัวนี้จะมีผลกระทบอย่างไรกับวีซ่าครอบครัว (Family Visa) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวีซ่าคู่ครอง (Partner Visa) คือ หลังจากวันที่ 10 มิถุนายน 2019 เป็นต้นไป (ถ้าระหว่างนี้ไม่มีการประกาศวันบังคับใช้ออกมาในภายหลังนะ) ผู้สมัครจะยื่นวีซ่าได้ก็ต่อเมื่อคู่ครอง หรือผู้ให้การสปอนเซอร์ได้รับการอนุมัติ (Sponsorship Approval) จากอิมมิเกรชั่นเสียก่อน แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าทางอิมฯเองก็ยังไม่ได้ระบุในรายละเอียดเหมือนกันว่าขั้นตอนการขอ sponsorship approval หรือการทำ sponsorship application เนี่ยะจะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ใช้เอกสารอะไรบ้าง และใช้เวลานานแค่ไหน เพราะฉะนั้นคนที่วีซ่าตัวปัจจุบันกำลังจะหมดลง แล้วยังไม่มี SPONSORSHIP APPROVAL สำหรับการทำวีซ่าคู่ครอง หรือวีซ่าครอบครัวชนิดอื่นๆหลังจากที่พระราชบัญญัติตัวนี้มีผลบังคับใช้ ก็บอกได้คำเดียวสั้นๆว่า บรั๊ยยย จร้าาา ซึ่งหนทางแก้ไขก็ไม่มีอะไรมาก รอ อย่างเดียว ได้ตัว sponsorship approval เมื่อไหร่แล้วค่อยมาคุยกัน ส่วนระหว่างที่รอจะขอวีซ่าตัวอื่นเพื่อให้ได้อยู่ในออสเตรเลีย หรือจะต้องออกไปรอนอกประเทศก็ว่ากันไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านแล้วก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของแต่ละคนกันหล่ะทีนี้

ตัดภาพมาที่ในปัจจุบันที่ ณ ตอนนี้ผู้สมัครทุกท่านยังสามารถยื่น visa application ของท่านได้เลยโดยที่ยังไม่ต้องมีตัว sponsorship approval ดังกล่าว แค่นี้ก็คงจะพอเห็นความแตกต่างของความวุ่นวายและความยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้นละเนอะ และข้อดีอีกอย่างที่ทราบกันคือ หลังจากที่ยื่นวีซ่าไปแล้ว เราจะได้รับ Bridging Visa A (BVA) เป็นปกติ ซึ่ง BVA ตัวเนี่ยะมันจะทำให้เราอยู่ในออสเตรเลียได้ตามปกติในระหว่างที่รอผลวีซ่า รวมถึงสามารถทำงานในออสเตรเลียไดอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย และข้อดีอีกอย่างคือผู้สมัครยังได้สิทธิ์ของ Medicare ในระหว่างที่รอผลอีกด้วยนะ

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายหรือความยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากเจตนารมณ์ของอิมฯที่จะกีดกันคนต่างชาติแต่อย่างใด หากแต่ว่ามีสาเหตุมาจากเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้สมัครเองนี่แหล่ะ เพราะในหลายๆเคส ผู้สมัครได้ถูกผู้สปอนเซอร์ทำร้ายจิตใจ หรือแม้กระทั่งร่างกาย (Domestic violence) แต่ก็ยังต้องทนอยู่กับผู้สปอนเซอร์คนนั้นต่อไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม...เมื่อสถิติทางด้านนี้ถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ มันก็เลยทำให้ทางรัฐบาลคิดพระราชบัญญัตินี้ออกมา เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งนโยบายนี้ของรัฐบาลก็ถูกตอกย้ำและเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชนด้วยหัวข้อข่าวที่ว่า "Australia to refuse visas for domestic violence offenders" ในวันที่ 3 มีนาคม 2019 ที่ผ่านมาสามารถอ่านข่าวต้นฉบับตัวเต็มตามลิงค์นี้ได้เลยนะ https://www.sbs.com.au/news/australia-to-refuse-visas-for-domestic-violence-offenders หรือถ้าอยากอ่านแต่ใจความสำคัญโดยสรุปก็คลิกไปที่ Facebook page ของ CP Sydney เขาได้เลยครับ https://www.facebook.com/cpsyd/

สุดท้ายนี้ เอาแบบสรุปสำหรับคนที่จะยื่นวีซ่าครอบครัวชนิดต่างๆเลยละกัน รีบเช็คเอกสารของตัวท่านเองให้ครบ และรีบยื่นวีซ่าได้แล้วครับ อย่าชักช้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนพระราชบัญญัติตัวนี้มีผลบังคับใช้จริง น้าได้บอกผลกระทบไปหมดแล้ว ก็ไปคิดพิจารณากันเองละกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ยื่นไปเลยจร้าาา หากใครต้องการปรึกษาหรืออยากได้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำวีซ่าครอบครัวก็สามารถโทรเข้ามานัดกับ Migration agent ของทาง CP Sydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 จะได้เตรียมการกันตั้งแต่เนิ่นๆครับ...สำหรับผู้อ่านทั้งหลายที่อยากเข้าไปหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ Migration Amendment (Family Vilolence and Other Measures) ก็วาร์ปไปตามนี้ได้เลยครับ https://www.legislation.gov.au/Details/C2018A00162


สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยนะครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ครับ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney



วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้

#น้าหนวด

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

CPSydney เปลี่ยนผีให้เป็นคนได้ จริงๆนะ!!!

ฮัลโหลลล น้าหนวดกลับมาแล้วครับทุกโคนนน!! ต้องกราบขออภัยจริงๆที่ไม่ได้แวะมาเขียนบทความให้อ่านกันสำหรับเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พอดีน้าติดภารกิจนิดหน่อยครับ ยังไงน้าขอไถ่โทษด้วยการเอาบทความของเดือนที่แล้วที่เป็น online version จากทางหนังสือพิมพ์ ThaiPress มาแปะให้อ่าน แล้วก็จะเขียนเนื้อหาบทความของเดือนนี้ให้อ่านกันด้วยเลย จะได้เหมือนเป็น 2 in 1 ไปเลยละกันสำหรับฉบับประจำเดือนธันวาคมนี้

ลิงค์บทความของเดือนที่แล้วนะครับ "เมาแล้วขับ ไม่ใช่แค่จำหรือปรับ...แต่โดนยกเลิกวีซ่าได้เลยนะคะ" http://thaipress.com.au/thaipress457_cp.html

ไปกันต่อไม่รอละนะ สำหรับบทความประจำเดือนธันวาคมนี้กันเลย...ขอเริ่มต้นด้วยประกาศวันหยุดในช่วงคริสมาสต์และปีใหม่ที่จะถึงนี้ก่อนเลยนะครับ โดย CPSydney office จะหยุดตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม 2018 จนถึง วันศุกร์ที่ 4 มกราคม 2019 และจะกลับมาให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 7 มกราคม 2019 ครับ เพราะฉะนั้นหากน้องๆเพื่อนๆคนไหนอยากจะปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของเราในเรื่องวีซ่าหรือคอร์สเรียนต่างๆก็ติดต่อมาก่อนที่เราจะหยุดช่วงปีใหม่จะเป็นการดีที่สุดนะครับ แต่ถ้าน้องๆคนไหนมีความจำเป็นที่จะต้องการขอคำปรึกษาจริงๆในเรื่องคอร์สเรียนและวีซ่านักเรียนในช่วงที่ออฟฟิศของเราหยุดทำการอยู่นั้น ก็ลองโทรมาหาน้าหนวดได้นะครับที่เบอร์โทร 0422 289 189 สำหรับน้องๆที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลเคสของตัวเองอยู่แล้วก็ลองเช็คกับเจ้าหน้าที่ของตัวเองโดยตรงดูนะครับว่าสามารถติดต่อช่วงหยุดปีใหม่ได้หรือเปล่า

มาเข้าเรื่องของหัวข้อในฉบับนี้กันดีกว่า โดยกรณีศึกษาของบทความในวันนี้จะเป็นเรื่องราวของลูกค้าชาวอินโดนีเซียของเราเองครับ งั้นนามสมมติก็เอาง่ายๆเรียกว่า "คุณโต้ง" ละกัน...ย้อนกลับไปประมาณช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จัสติน migration agent ประจำ CPSydney office ของเราก็ได้รับข่าวดีจากอิมมิเกรชั่นว่า Partner Visa (subclass 820) application ของคุณโต้งได้ผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ต้องรอผลของวีซ่ามายาวนานกว่าเกือบ 2 ปี สร้างความปิติยินดีให้กับคุณโต้งเป็นอย่างมากจนคุณโต้งเองก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะคุณโต้งไม่ได้บินกลับไปเยี่ยมหาคุณพ่อคุณแม่ที่อินโดนีเซียมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

เอาจริงๆ อ่านกันดูผิวเผินก็ดูไม่มีอะไร ก็แค่ Partner Visa อีกเคสที่ผ่าน แต่ มีใครใคร่รู้ใคร่สงสัยกันบ้างไหมครับว่าทำไมคุณโต้งถึงไม่สามารถบินกลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่อินโดนีเซียได้ ทั้งๆที่กำลังรอผลของวีซ่าอยู่ ปกติก็ต้องสามารถขอ Bridging Visa B (BVB) บินออกนอกประเทศได้ตามปกติสิ...เอาแบบเข้าเป้าตรงประเด็นกันเลยละกันคือว่า "คุณโต้งแกเป็นผี ไม่มีวีซ่า" ซึ่งก่อนที่แกจะเป็นผีแกก็เป็นคนเหมือนเรานี่แหล่ะครับ แต่แกมาด้วยวีซ่าทำงานในฐานะแม่บ้านของข้าราชการในกงสุลหรือสถานทูต (Domestic Worker (temporary) Diplomatic and Consular visa) ซึ่งเมื่อคุณโต้งได้เริ่มทำงานก็พบว่าตัวเองถูกโกงค่าแรงซะอย่างนั้น และเมื่อทนไม่ไหวก็ต้องหนีออกมาในที่สุด จนสุดท้ายก็ยอมแพ้ในโชคชะตาปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นผีไม่มีวีซ่า เดชะบุญสวรรค์เป็นใจทำให้ได้มาพบกับแฟนชาวออสเตรเลียได้ครองรักกัน และทำ Partner Visa ในที่สุด...มาลงกันต่อในรายละเอียด ย้อนกลับไป 2 ปีก่อนหน้านี้หรืออาจจะมากกว่านั้น เป็นครั้งแรกที่ทาง CPSydney office ของเราได้รู้จักกับคุณโต้งและแฟน โดยทั้งคู่มีความประสงค์ที่จะให้เราเป็นคนทำเคส Partner Visa ให้ และได้แบไต๋บอกเราอย่างหมดเปลือกตั้งแต่แรกโดยที่ไม่ต้องถามว่าแกเป็นผีไม่มีวีซ่า ซึ่งหลังจากที่จัสตินได้คุยกับคุณโต้งและแฟนในเรื่องของเอกสารและได้ทราบเหตุผลที่ทั้งสองต้องการจะทำเรื่อง Partner Visa ในขณะที่คุณโต้งยังอยู่ในออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เริ่มต้นเก็บเอกสารและทำเคสกันทันที

ขอวนมาอธิบายในเรื่องของเหตุผลที่คุณโต้งยังสามารถยื่น Partner Visa (subclass 820) ในขณะที่ยังอยู่ในออสเตรเลียได้ซักหน่อย คือ ตั้งแต่กลางปี 2014 เป็นต้นมา ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกข้อกฏหมายใหม่เกี่ยวกับการยื่น Partner Visa (subclass 820) ในออสเตรเลียที่เรียกว่า Schedule 3 ในเรื่องของ Criteria 3004 ที่ระบุว่า "ผู้สมัครสามารถยื่น Partner Visa (subclass 820) ในออสเตรเลียได้ภายใน 28 วัน หลังจากที่วีซ่าตัวปัจจุบันสิ้นสุดลง แต่จะต้องมีการเขียนจดหมายอธิบายเหตุผลประกอบที่จะขอยื่นวีซ่าในออสเตรเลียแทนที่จะต้องยื่นวีซ่าในขณะที่ตัวผู้สมัครอยู่นอกประเทศออสเตรเลีย" ซึ่งอิมมิเกรชั่นก็จะอ้างอิงตามกฏเกณฑ์ของ Criteria 3004 เป็นหลักก่อนที่จะให้วีซ่ากับผู้ที่สมัครวีซ่าตัวนี้เข้ามานั่นเอง ซึ่งถึงแม้ว่า ในกรณีของคุณโต้งจะยื่น Partner Visa (subclass 820) application หลังจากที่วีซ่าตัวเก่าสิ้นสุดลงไปเป็นเวลามากกว่า 28 วันก็ตาม ทางอิมมิเกรชั่นก็ไม่ได้ใจร้ายหูดับไม่ฟังเหตุผลแต่อย่างใด เพราะในกรณีนี้ทั้งตัวสปอนเซอร์และผู้สมัครก็ยังจะสามารถเขียน compelling reasons อธิบายเหตุผลที่ไม่สามารถยื่นวีซ่าได้ในระยะเวลาที่กำหนดเป็นหลักฐานประกอบได้ครับ โดยเหตุผลต่างๆก็จะต้องเป็นเหตุผลที่อยู่เหนือความควบคุมจนส่งผลให้ไม่สามารถเดินทางออกประเทศและยื่นวีซ่าในระยะเวลาที่กำหนดได้ อาทิเช่น ท้องแก่ใกล้คลอดหรือมีบุคคลในครอบครัวป่วยหนักต้องดูแล (อันนี้ดักคอไว้ก่อนเลยหน่ะ ไม่ต้องทำเป็นหัวหมอปล่อยตัวให้ท้องโดยเอาเหตุผลที่เราเป็นแหล่งอ้างอิงนะครับ แต่ละเคสมันจะมีรายละเอียดและความเป็นมาที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นมันจะต้องดูหลายๆปัจจัยประกอบกันครับ)

จากการเปลี่ยนแปลงข้างต้นที่ได้แจ้งไป ทำให้หลายๆคนไม่กล้าเสี่ยงที่จะยื่นวีซ่าเข้าไปในขณะที่ยังอยู่ในออสเตรเลีย เพราะไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอในการโน้มน้าวให้อิมมิเกรชั่นเชื่อได้นั่นเอง ซึ่งก็จะนำมาสู่การปฏิเสธวีซ่าในผลลัพธ์สุดท้ายนั่นเองครับ ละก็ต้องยื่นใหม่ เสียเงินค่าวีซาอีกรอบ สบายตัวกันไปอีก รู้ๆกันอยู่ว่าโดนค่า application กันไปทีนึงก็เล่นเอากระเป๋าแห้งได้เหมือนกัน555

กลับมาที่เคสของคุณโต้งกันต่อ...หลังจากที่จัสตินได้พูดคุยกับคุณโต้งและแฟนที่เป็นสปอนเซอร์เรียบร้อยแล้ว ก็เชื่อว่า compelling reasons ของทั้งคู่นั้นหนักแน่นเพียงพอที่โน้มน้าวขอความเห็นใจจากเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นได้ จึงเริ่มดำเนินการเก็บเอกสารและทำเคสให้กับทั้งคู่โดยทันที โดยเหตุผลหลักๆที่ใช้เป็น compelling reasons ก็คือ
  • คุณแม่ของสปอนเซอร์ล้มป่วย จำเป็นต้องพึ่งพาให้คุณโต้งดูแลในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน...ทั้งคู่จึงกังวลว่าจะไม่มีคนดูแลคุณแม่ถ้าคุณโต้งต้องออกนอกประเทศไปยื่น Partner Visa กลับเข้ามา
  • แฟนหรือสปอนเซอร์ของคุณโต้งมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงตั้งแต่ช่วงที่คบกัน จนไม่สามารถทำงานหรือนั่งนานๆได้ โดยมีเอกสารใบรับรองแพทย์และหลักฐานที่ได้รับเงิน support จาก Centrelink แนบประกอบยืนยันการป่วยของแฟนคุณโต้ง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่แฟนของคุณโต้งป่วยอยู่นั้น ก็ได้คุณโต้งนี่แหล่ะที่เป็นคนคอยดูแลทุกอย่าง ดังนั้นถ้าคุณโต้งต้องออกนอกประเทศอย่างไม่มีกำหนดกลับก็อาจจะส่งผลกระทบต่ออาการป่วยและจิตใจของแฟนคุณโต้งได้
เดชะบุญ สวรรค์เป็นใจ...หลังจากที่ยื่นเคสเข้าไปเป็นเวลากว่า 2 ปี ในที่สุดคุณโต้งและแฟนก็ได้รับข่าวดีดั่งที่เราได้แจ้งไปในข้างต้น และตอนนี้ก็ยังคงไว้วางใจให้ CPSydney office เป็นผู้ดูแลเคส จัดการในเรื่องของการขอ PR ในลำดับต่อไปครับ

เพิ่มเติมเกร็ดความรู้กันอีกสักหน่อย เผื่อใครยังคงสงสัยอยู่ว่าทำไมหนอทำไมคุณโต้งถึงบินกลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ของตัวเองที่อินโดนีเซียไม่ได้...เป็นที่ทราบกันดีว่าคุณโต้งนั้นเป็นผี ไม่มีวีซ่า แต่ก็โชคดี ไม่ได้ถูกอิมมิเกรชั่นจับได้ภายใน 45 วันตั้งแต่เป็นผีแต่อย่างใด ทำให้คุณโต้งได้รับ Bridging Visa C (BVC) หลังจากที่ยื่นวีซ่าคู่ครองเข้าไป ซึ่งตัว BVC เนี่ยะก็ไม่เหมือนกับ Bridging Visa A (BVA) ที่สามารถขอออกนอกประเทศเปลี่ยนเป็น Bridging Visa B (BVB) ได้ในกรณีที่ต้องการขอออกนอกประเทศในขณะที่ยังไม่รู้ผลของวีซ่าตัวใหม่ที่ยื่นเข้าไป นี่จึงเป็น้เหตุผลที่คุณโต้งไม่สามารถบินกลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่อินโดนีเซียได้ในช่วงที่ถือ BVC รอผลของวีซ่าคู่ครองนั่นเองครับ

หยิบยกเคสตัวอย่างมาให้อ่านตั้งนานสองนาน น้าก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกชื่อแฟนของคุณโต้งเลยนี่หว่า แฟนของคุณโต้งมีชื่อว่า ทูพี ครับ!!!

และนี่ก็เป็นประวัติความเป็นมาของ Rapper หนุ่มชื่อดังของเมืองไทยในขณะนี้อย่าง โต้ง ทูพี นั่นเองงง ผ่าม พามมมม!!!

ไงหล่ะ ขำตัวโยนกันเลยอ่ะดิ555...ก่อนที่มันจะเลยเถิดไปกว่านี้ เคสนี้เป็นเคสจริงนะครับ ไม่ได้เอามาเขียนเพื่อเล่นตลกโปกฮาแต่อย่างใด โปรดอย่าเข้าใจน้าผิด คิดหักมุมว่าเคสนี้ไม่มีอยู่จริงหน่ะ


สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยนะครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267-8522 หรือถ้าเป็นสาย social media ต่างๆก็จะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้นะครับ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจของเราเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด



วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้


แล้วเจอกันใหม่ปีหน้านะจ๊ะ

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

MyFutureMyCP: Torrens University Australia (TUA)

MyFutureMyCP ประจำปี 2018 นี่ก็ผ่านมาหลายฉบับแล้วเหมือนกันนะ เราก็ได้เขียนถึงทั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนที่สอนในระดับวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรทางด้านธุรกิจ การเลี้ยงเด็ก หรือแม้แต่พวกหลักสูตรการแสดง แต่มีสถาบันอยู่กลุ่มนึงที่น้าหนวดยังไม่เคยได้มีโอกาสเขียนให้ทุกๆคนได้อ่านกันเลยก็คือ "มหาวิทยาลัย" ซึ่งก็เหมือนดวงประจวบเหมาะ บุญพาวาสนาส่งตามคิวที่ได้แพลนไว้พอดี เพราะใน MyFutureMyCP 2018/7 ฉบับประจำเดือนตุลาคมนี้ น้าหนวดจะมาเล่าให้ฟังถึงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในออสเตรเลียให้น้องๆเพื่อนๆได้รู้จักกันดู เผื่อใครหลายๆคนกำลังพิจารณาเรื่องเรียนต่อในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโทจะได้ลองพิจารณามหาวิทยาลัยแห่งนี้ไว้ในอ้อมใจกันดูครับ

เอานะ เริ่มกันเลยละกันนน...เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับ "Torrens University Australia (TUA)" กันอย่างแน่นอน คืออันที่จริงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ไม่ได้ถึงกับเพิ่งเปิดใหม่ Grand Opening กันแต่อย่างใดนะ เอาเข้าจริงก็มีอายุอานามประมาณ 20 ขวบปีกว่าๆ เห็นจะได้ละมั้งครับ แต่ก็ถือว่ายังจัดอยู่ในกลุ่มมหา'ลัยน้องเล็ก (Young University) หรือมหาวิทยาลัยที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี (อันนี้เป็นคำนิยามที่ใช้กันทั่วโลกในวงการการศึกษาเลยนะครับ น้าหนวดไม่ได้สถาปนาตั้งนิยามเองแต่อย่างใดนะจ๊ะ) มาว่ากันต่อในเรื่องของการเป็นน้องเล็ก หรือการที่มียังมีอายุไม่ถึง 50 ปีของมหาวิทยาลัย หลายๆคนอาจจะมองว่าเพิ่งเปิดมาไม่นานแล้วจะได้คุณภาพร่อออ เรื่องนี้หายห่วงได้เลยครับ เพราะมันจะเข้าทำนองที่ว่า "ผมไม่เล็ก" นะครับอย่างแน่นอน555 อย่างน้อย TUA ก็ได้รับการรับรองจากรัฐบาลออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน และยังได้รับความนิยมในการเข้าศึกษาต่อเป็นอย่างมากในเมือง Adelaide อีกด้วย ซึ่งเอากันจริงๆในเรื่องของความเก่าแก่เนี่ยะ มหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งในออสเตรเลียหรือแม้แต่ในซิดนีย์ก็ยังมีอายุไม่ถึง 50 ปีเหมือนกันนะ ถ้าเอ่ยชื่อมาอาจจะมีช็อคกันได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลมากกันเรื่องอายุ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของตัวเลขไป

ถึงแม้ว่า Torrens University Australia อาจจะยังไม่ได้เด่น ไม่ได้ดังหรือปังอะไรเบอร์นั้น รวมถึงอาจจะยังไม่ได้เก่าแก่เหมือนที่ใครหลายๆคนต้องการ แต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็มีจุดเด่นเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองอยู่นะ จุดเด่นที่ว่าก็คือความเป็น Global Connections ของทางมหาวิทยาลัยนั่นเองครับ เพราะ Torrens University Australia นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของ Laureate International Universities ที่มีสถาบันทางการศึกษาในด้านต่างๆมากกว่า 70 แห่งทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้ รวมทั้งในเอเชียอย่างประเทศจีนและมาเลเซียก็มีนะครับ และที่ต้องร้อง อู้ววว ว้าววว อะเมซซิ่ง ก็คือในประเทศไทยดินแดนขวานทองของเราก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ทาง Laureate International Universities ได้ไปเปิดสถาบันไว้เหมือนกัน ซึ่งสถาบันที่ว่านั้นก็คือ Stamford International University นั่นเอง เพราะฉะนั้นก็มั่นใจในเรื่องของคุณภาพได้อย่างแน่นอนครับ ถ้าไม่เจ๋งจริงเขาคงไม่สามารถไปเปิดสถาบันหรือมหาวิทยาลัยต่างๆได้ทั่วโลกอย่างนี้หรอก ซึ่งนั่นก็ทำให้มหาวิทยาลัยมีภาพจำหรือจุดแข็งที่ชัดเจนมากๆในเรื่องของ "GLOBAL OPPORTUNITIES AND GLOBAL CONNECTIONS" ซี่งนับได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน

นอกจากนี้ อีกจุดแข็งของมหาวิทยาลัยก็คือ การนำความรู้ไปใช้ได้จริงให้สัมฤทธิ์ผลหลังจากที่สำเร็จการศึกษาไป ทำให้ทุกหลักสูตรของมหา'ลัยจึงเน้นไปที่การเพิ่มทักษะต่างๆในการทำงาน และการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ซึ่งจำนวนนักเรียนต่อหนึ่งคลาสก็จะจัดให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน...และจากที่ได้บอกไปว่าหลักสูตรของมหา'ลัยจะเน้นไปที่การนำไปใช้ได้จริง ทำให้เกือบแทบจะทุกหลักสูตรของ Torrens University Australia จะต้องมี Industry Placement Program (IPP) เป็นเหมือนวิชาบังคับที่นักเรียนทุกคนจะต้องผ่านการประเมินจึงจะสำเร็จการศึกษาจากทางมหาวิทยาลัยไปได้ ตัวอย่างเช่น น้องๆจะสำเร็จการศึกษาในหลักสูตร Bachelor of Business ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการประเมินของ IPP ซึ่งมีเวลาของการฝึกงานทั้งหมด 400 ชั่วโมงด้วยกัน...อีกข้อดีที่เป็นมากกว่าประสบการณ์จากการฝึกงาน หรือ Industry Placement Program (IPP) ก็คือ น้องๆจะได้ connections จากที่ฝึกงาน จนอาจจะนำไปสู่การจ้างงานในอนาคตได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆคนไหนกำลังมองหามหาวิทยาลัยสำหรับการเรียนต่อในระดับปริญญาไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรีหรือปริญญาโทอยู่แล้วหล่ะก็ น้าหนวดอยากจะให้ลองพิจารณา Torrens University Australia ไว้ในอ้อมใจกันดูบ้าง เพราะนอกจากข้อดีหรือจุดแข็งที่เล่าให้ฟังไปทั้งหมดใน MyFutureMyCP 2018/7 ฉบับประจำเดือนตุลาคมนี้ เรื่องค่าสินสอดทองหมั้นหรือค่าเทอมก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิดนะ ยิ่งตอนนี้เขาก็มีทุนการศึกษามากมายมอบให้กับน้องๆที่สนใจจะเรียนกับทางมหาวิทยาลัยภายในปี 2018 นี้อีกด้วย โดยเทอมสุดท้ายของ Torrens University Australia ก็จะเริ่มเรียนในวันที่ 12 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้แล้วนะครับ ถ้ารวมช่วง late enrolment เข้าไปด้วยก็เต็มที่คือต้องเริ่มเรียนภายในเดือนพฤศจิกายนนั่นแหล่ะ ส่วนจะมีทุนการศึกษาในหลักสูตรไหนบ้างก็สามารถดูได้ตามภาพประกอบด้านล่างเลยนะครับ ถ้าสนใจในหลักสูตรไหนก็สามารถติดต่อเข้ามาที่ CPSydney office ให้เพื่อนร่วมงานของน้าหนวดจัดการสมัครเรียนให้ได้เลยนะครับ


















บอกได้เลยว่ามีทุนการศึกษามากมายให้คุณได้เลือกสรรกันจริงๆ ยังไงก็ติดต่อสอบถามกันมาได้นะครับที่ +61 2 9267 8522 หรือถ้าใครเป็นสายแชทก็สามารถส่งข้อความกริ๊งกร๊างมาหากันได้เลยที่ Facebook Page ของ CPSydney office ที่ https://www.facebook.com/cpsyd/ อ่อ อย่าลืมกดไลค์เพจ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการติดตามข่าวสารดีๆจากเราด้วยนะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney


#น้าหนวด


วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้