วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ผิดที่ไว้ใจ (เป็นคนอยู่ดีๆ กลายเป็น PE ซะอย่างนั้น)!!!

คิดถึงน้าหนวดกันไหมจ๊ะหลานๆ เดือนที่แล้วไม่มีเวลามานั่งเขียนอะไรให้อ่านเล่นเลย ไม่งอนกันโนะ เดี๋ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้น้าหนวดจะขอแก้ตัวด้วยการหาบทความมาให้ทุกๆคนได้อ่านกัน 2 เรื่องเลยละกัน ถือว่าเป็นการชดเชยละกันเนอะ โดยฉบับแรกของเดือนนี้น้าหนวดจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหลานคนหนึ่งที่ถือวีซ่านักเรียนอยู่ดีๆ แต่กลับกลายเป็นผีขึ้นมาซะอย่างนั้น

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาที่น้าหนวดได้บอกหลานๆไป ก็จะขอเอ่ยถึงผลการแข่งขัน Melbourne Cup ปีนี้สักหน่อยละกัน จะได้ไม่ตกเทรนด์ น้าก็ขอแสดงความยินดีกับใครก็ตามที่ได้ลงทุนติดปลายนวมเลือกม้า 3 ตัวต่อไปนี้ด้วยละกัน (อันนี้ไม่ได้สนับสนุนให้เล่นการพนันนะ แต่ที่ออสเตรเลียมันไม่ได้ผิดกฎหมายอ่ะ)
  • อันดับ 1 Rekindling
  • อันดับ 2 Johannes Vermeer
  • อันดับ 3 Max Dynamite
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ก็ตามที่จั่วไปก่อนหน้านี้ว่าจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการแปลงร่างจากคนกลายเป็นผีนักเรียนคนหนึ่งที่ชื่อ อนันตชัย ขอเรียกสั้นๆว่า "น้องออ" ละกันจะได้กระชับดี...อันที่จริงการเป็นผีมันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจอะไรนักหรอก แต่ประเด็นของน้องออมันอยู่ตรงที่ น้องกลายเป็นผีมานานกว่า 3 เดือนจากความผิดพลาดของเอเจนท์ที่น้องทำเรื่องด้วยถึงจะเพิ่งมารู้ตัวเนี่ยะแหล่ะ ดีนะที่น้องไม่ JACKPOT แตกโดนสุ่มตรวจและส่งไปอยู่ที่กักตัวของศูนย์รวมผีที่ใครหลายๆคนอาจจะเคยไปเยี่ยมคนรู้จักของตัวเองมาแล้ว

อนึ่งต้องบอกก่อนว่า บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีใครแต่อย่างใดนะจ๊ะ แค่ต้องการชี้ให้เห็นถึงข้อเสียของการเลือกใช้เอเจนท์ที่ขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญ และอาจจะรวมถึงขาดความรับผิดชอบจนทำให้น้องออเสียอนาคตและโอกาสดีๆไปโดยปริยายทั้งๆที่น้องไม่ได้ทำอะไรผิดเลย โดยบทความนี้ได้รับความร่วมมือและการอนุญาตจากน้องออเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะน้องออเองก็อยากให้เรื่องราวของตัวเองเป็นบทเรียนให้หลายๆคนได้อ่านเป็นกรณีศึกษากันครับ แต่อันนี้น้าหนวดก็ต้องขอนับถือใจน้องออเลยที่ก็ยังมีเมตตาจิต ไม่ให้น้าระบุชื่อเอเจนท์ดังกล่าวอีกด้วย (แต่ถ้าใครอยากรู้มาถามหลังไมค์ได้นะ...อ่ะ หยอกหยอก555) เดี๋ยวมาอ่านกันดูเลยจร่ะว่าเรื่องราวของน้องออนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยน้าหนวดจะเล่าเรื่องเป็นแบบตาม time frame ที่เกิดขึ้นนะ จะได้ไม่งง และน่าจะเข้าใจง่าย


สิ้นปี 2016 น้องเดินทางมาเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนแห่งหนึ่งด้วยวีซ่านักเรียนตัวแรกของน้อง โดยวีซ่าตัวนี้จะหมดลงในวันที่ 12 มิถุนายน 2017
13/05/2017 น้องแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อนร่วมงานของน้าว่าเป็นวันที่ให้ข้อมูลและเอกสารกับทางเอเจนท์ A เพื่อที่จะใช้ในการยื่นวีซ่านักเรียนอีกรอบอย่างครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อย โดยได้ชำระค่าเรียนสำหรับคอร์สใหม่และค่าวีซ่าให้กับทางเอเจนท์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
09/06/2017 เอเจนท์ A ได้แจ้งกับน้องออว่าได้ยื่นวีซ่าให้เรียบร้อยแล้ว
12/06/2017 วีซ่านักเรียนตัวแรกที่ได้มาจากไทยหมด
13/06/2017 น้องออโดนไล่ออกจากงาน!! ที่ทำงานของน้องให้เหตุผลว่าวีซ่าน้องหมดแล้ว ไม่สามารถทำงานกับทางร้านได้ (อันนี้ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนึง คือ ทางร้านได้ขอเอกสารน้องหลายอย่างในตอนที่รับน้องเข้าทำงาน จึงสามารถเช็ค Visa status ของน้องผ่านทาง VEVO ได้ด้วยตัวเอง) น้องออเลยติดต่อเอเจนท์ A เพื่อขอเอกสารที่ระบุว่าตัวเองมีวีซ่าอยู่ในออสเตรเลียอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้ต้องใช้ตัว Bridging Visa A (BVA) เท่านั้น แต่ทางเอเจนท์ A กลับส่งมาให้แค่เพียง screenshot ของตัว acknowledgement letter ที่อิมฯได้รับ visa application ของน้องมาให้แล้วอย่างเดียว ไม่ได้ส่งมาทั้งไฟล์พร้อมตัว BVA มาให้ด้วย ซึ่งมันคงเป็นความซวยของน้องออที่ดันไปถามเพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่เจ้ากรรมเพื่ิอนคนนี้ก็ดั๊นนนไม่ได้ BVA เหมือนกัน น้องออก็เลยไม่ได้เอะใจอะไร และน้องก็ไม่รู้ว่าต้องเช็ควีซ่าตัวเองยังไง ก็เลยให้แค่ screenshot ที่ได้มาจากเอเจนท์ A ไปกับทางร้าน แต่ทางร้านไม่รับเอกสารตัวนี้ และให้น้องออกจากงาน
03/07/2017 เป็นวันที่น้องออจะต้องไปเริ่มเรียนคอร์ส แต่เอเจนท์เจ้ากรรมกลับบอกน้องว่า น้องยังไปเรียนไม่ได้เพราะวีซ่ายังไม่ออก (อันนี้น้าก็ไม่รู้ว่าเขาไปเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหน ถ้าน้องยังอยู่ไทยอยู่แล้วยังไม่ได้วีซ่านักเรียนออสเตรเลียอนุญาตให้เดินทางมาที่นี่ก็ว่าไปอย่าง) และขอให้น้องเลื่อนวันเปิดเรียนไปเป็นช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมแทน!! พอเป็นอย่างนี้น้องออของเราก็เริ่มเอะใจละถามเอเจนท์ A ไปว่า "ถ้าว่างเกิน 8 อาทิตย์แล้วค่อยไปเรียนคอร์สใหม่จะไม่มีปัญหาหรอพี่?" เดาซิว่าเอเจนท์ A บอกน้องว่าอะไร555 ใช่แล้วจร้าาา แกดันไปบอกน้องว่าไม่เป็นอะไร สบายๆ...น้องก็เชื่อเอเจนท์สิ เพราะยังไงก็คิดว่าเอเจนท์ต้องมีความรู้มากกว่าตัวน้องอยู่แล้ว จึงได้ทำการตกลงปลงใจเลื่อนคอร์สเรียนออกไป
***มาถึงตรงนี้น้าขออธิบายเพิ่มเติมนิดนึง คือ ถ้าเราจะเริ่มเรียนคอร์สใหม่อ่ะ เราควรจะเริ่มเรียนภายใน 8 อาทิตย์ ถ้าเราต้องการที่จะ maintain อยู่ใน Australia ก่อนที่จะเริ่มเรียนคอร์สใหม่ ถ้ามันจะเกิด 8 อาทิตย์เราก็ต้องหาอะไรมาลงเรียนคั่นไว้ที่เรียกว่า Gap Filling อ่ะ เข้าใจ บ่...จะยกเว้นได้ก็ต่อเมื่อเราไม่ได้อยู่รอคอร์สใหม่เปิดเรียนในประเทศออสเตรเลียเป็นเวลาติดต่อกัน 8 อาทิตย์ หรือคอร์สที่เราเพิ่งจบมันไปจบตอนแถวสิ้นปีที่เป็น school holiday ของที่นี้ แล้วคอร์สใหม่ของเรามันไปเริ่มปลายกุมภาพันธ์ หรือต้นมีนาคม อันนี้ก็ยังจะพอถูๆไถๆไปได้ แต่ในกรณียกเว้นอันที่สองนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสำหรับหลานๆที่เรียนพวกปริญญาตรีขึ้นไปของมหา'ลัยกันซะเยอะนะเออ
28/08/2017 เป็นวันที่น้องต้องไปเรียนตาม CoE ตัวใหม่ที่เลื่อนออกมาจากต้นเดือนกรกฎาคม แต่ถึงตอนนี้วีซ่าก็ยังไม่ออก เอเจนท์ A ก็เลยจะเลื่อนคอร์สให้น้องอออีกรอบ และยืนยันกับน้องว่าเกิน 8 สัปดาห์ได้แน่นอน...แต่คราวนี้น้องออของเราเริ่มแข็งข้อ อยากจะตีเอาเอกราชของตัวเองกลับคืนมา ก็เลยแอบไปปรึกษาอีกเอเจนท์หนึ่งไว้ และได้รับการยืนยันจากเอเจนท์อีกที่ว่า “มันว่างเกิน 8 อาทิตย์ไม่ได้จริงๆหลังจากคอร์สเดิมจบ ซึ่งในกรณีนี้น้องออเนี่ยะ จะต้องเรียนตั้งแต่ภายในวันที่ 07/07/2017 แล้วเพราะคอร์สเดิมของน้องจบตั้งแต่วันที่ 12/05/2017 น้องก็เลยบอกเอเจนท์ A ไปว่าเช็คกับที่อื่นมาแล้วว่าที่พี่บอกมันไม่ถูกต้อง แต่ทางเอเจนท์ A ของน้องก็ยังแข็งกร้าวยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่เป็นไร จนในที่สุดตอนดึกของวันเดียวกันทางเอเจนท์ A ก็โทรมายอมรับกับน้องว่า “พี่ได้เช็คกับเอเจนท์อื่นแล้วเหมือนกัน มันห้ามว่างเกิน 8 สัปดาห์จริงๆ” และบอกให้น้องออไปเรียนวันพุธที่ 30/08/2017 แทนทันที
29/08/2017 พอเรื่องมันแดงออกมาขนาดนี้ น้องออก็เลยต้องโร่ไปหาออกญาอิมมิเกรชั่นด้วยตัวเอง เพื่อสอบถาม และจะขอ Bridging Visa B (BVB) เพื่อขอออกนอกประเทศกลับไปไทยทำธุระ...พอไปหาอิมฯเอง น้องก็ได้ข้อมูลใหม่มาจากเจ้าหน้าที่อิมฯว่าน้องสามารถเช็คสถานะวีซ่าของตัวเองได้ และสามารถขอตัว BVB ผ่านทางออนไลน์ได้เช่นกัน น้องออก็เลยกลับมาเช็คเองที่บ้าและได้พบว่า “You do not have a current Australian visa (ตามรูปด้านล่าง) แต่ด้วยความที่น้องไม่รู้เลยเข้าใจว่าที่ตอนนี้ไม่มีวีซ่าก็เพราะว่าวีซ่ายังไม่ออก (เออ มันก็ถูกของน้องเขานะ เพราะถ้าน้าไม่ได้ทำงานทางด้านนี้ก็คงคิดเหมือนน้องเหมือนกัน)
04/09/2017 พบเจอความจริง (ซักที)!! น้องออได้เข้ามาเจ้าหน้าที่ของ CPSydney เพื่อให้ช่วยตรวจสอบวีซ่าให้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็เช็คสถานะวีซ่าผ่านทาง VEVO ให้ตามขั้นตอน และก็เจอข้อความข้างต้นเหมือนที่น้องเจอเช่นกัน ก็เลยแนะนำให้น้องออติดต่อเอเจนท์ A ให้ส่ง screenshot จากของระบบ online ที่ทางเอเจนท์ A ใช้ยื่นวีซ่าไปให้น้องออมาให้หน่อย...แล้วก็เรียบร้อย ความแตกจนได้ เพราะวีซ่าของน้องเป็น Invalid Application ตั้งแต่วันที่ 13/06/2017 แล้ว ซึ่งก็เท่ากับว่าน้องออของเรากลายเป็นผีไปตั้งแต่ตอนนู้นแล้วนั่นเอง
พอเจอแบบนี้เข้าไป น้องออก็เลยติดต่อกลับไปหาเอเจนท์ A ของน้องเพื่อบอกว่า "ผมกลายเป็นผีตั้งแต่เดือนมิถุนายนแล้วพี่" แต่เอเจนท์ไม่เชื่อ...จนเจ้าหน้าที่ของเราไปเจอข้อมูลที่เอเจนท์ A ระบุในเวบไซต์ของตัวเองว่าเป็นพาร์ทเนอร์กับเอเจนท์หนึ่งในซิดนีย์ (ขอใช้แทนนามสมมติว่า เอเจนท์ B ละกัน) เราเลยแนะนำให้น้องออลองไปติดต่อเอเจนท์ B ดูว่าเผื่อเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งทางเอเจนท์ B ก็พบเจอความจริงเหมือนเราค่ะ และทางเอเจนท์ B ก็ได้พูดคุยกับเอเจนท์ A ที่เป็นพาร์ทเนอร์กัน จนเอเจนท์ A ก็ยอมศิโรราบกับความจริงที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดไปทำให้น้องออกลายเป็นผี จะยื่นวีซ่านักเรียนใหม่ในออสเตรเลียก็ไม่ได้ ร้ายที่สุดก็ตรงที่น้องออถูกแบนจากวีซ่าออสเตรเลียเป็นเวลา 3 ปี ข้อหาหนีวีซ่าอีกด้วย
หลังจากนั้นน้องออก็อยากทำทุกอย่างให้มันถูกต้อง ซึ่งเอาจริงๆพอมาถึงขั้นนี้มันก็ไม่ได้มาทางเลือกอะไรให้น้องมากนักหรอก เจ้าหน้าที่ของเราก็ทำได้แค่แนะนำให้น้องไปขอ Bridging Visa E (BVE) เพื่อรายงานตัวกับทางเจ้าหน้าที่อิมฯและขอออกนอกประเทศอย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่หนีวีซ่าต่อไปเรื่อยๆ แต่ความตั้งใจของน้องก็อยากจะขออยู่ต่อไปจนถึงวันที่ 10/12/2017 เพื่อจะได้เรียนคอร์สใหม่ให้จบตามที่ตั้งใจไว้ แต่ประเด็นคือโดยปกติ BVE จะมีอายุแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้นหลังจากที่ BVE granted ออกมาหน่ะสิ
08/09/2017 น้องออได้นัดกับทางเจ้าหน้าที่ของเราไปหาอิมฯด้วยกัน เพื่อขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่อิมฯว่าน้องสามารถทำอะไรได้บ้างในกรณีนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อิมฯก็เข้าใจว่าน้องกำลังพยายามทำทุกอย่างให้มันถูกต้อง เลยแนะนำให้น้องขอ BVE ให้เรียบร้อยแล้วกลับไทยไปก่อน แล้วค่อยยื่นวีซ่ากลับมาใหม่… พอได้ยินอย่างนี้ น้องออก็ย้อนถามอิมฯกลับไปตรงๆว่า ชั้นจะกลับมาได้ยังไงหล่ะ ในเมื่อชั้นถูกแบน 3 ปีแล้ว แต่นี่คือสิ่งที่อิมฯบอกน้องและเจ้าหน้าที่ของเรามาครับ “กลับมาได้ การถูกแบนไม่ได้แปลว่าห้ามกลับมาหรือจะกลับมาไม่ได้ เรายังมีสิทธิ์ของวีซ่าได้อีก แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานของตัวคุณเองด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใดที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดของเอเจนท์ A ไม่ได้เป็นความผิดของตัวเองจริงๆ แล้วอิมฯก็ไล่น้องกับเจ้าหน้าที่ของเรากลับมาสมัคร BVE ทางออนไลน์เหมือนเดิม555
11/09/2017 ยื่น BVE ผ่านการรวบรวมเอกสาร และความช่วยเหลือจากทางเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office
18/09/2017 BVE granted เป็นที่เรียบร้อย และน้องต้องออกจากออสเตรเลียภายในเวลา 2 สัปดาห์ ก็จะเท่ากับว่าน้องต้องออกนอกประเทศภายในวันที่ 02/10/2017 แต่ก่อนที่อิมฯจะ granted BVE ให้กับน้องออของเรานั้น อิมฯก็ได้มีการสัมภาษณ์น้องเพิ่มเติม แต่เป็นคนละคนกับที่น้องเคยไปเจอมาก่อนหน้านี้ น้องเลยมีโอกาสได้คุยขอความเห็นจากเจ้าหน้าที่อิมฯอีกรอบ ซึ่งก็ได้คำตอบมาในทิศทางเดียวกันก็คือ น้องมีโอกาสขอยื่นวีซ่ากลับมาเรียนใหม่ได้ และน้องยังได้ถามเจ้าหน้าที่คนนี้อีกด้วยว่า ถ้าจะขอวีซ่าไปประเทศอื่น มันจะยากไหม เขาจะรู้ประวัติฯเรื่องการเป็นผีของชั้นหรือเปล่า "คำตอบที่น้องได้มาก็คือ ยากสิ เพราะเวลากรอกวีซ่าของแต่ละประเทศ เขาก็จะมีคำถามเรื่องประวัติฯวีซ่าของประเทศต่างๆเหมือนกัน" ซึ่งเราก็ควรจะตอบตามความเป็นจริง คือถ้าเราโกหกและเขาจับได้นี่ก็หนักกว่าเก่า พังแน่นอนครับ
02/10/2017 น้องอนันตชัยบินออกจากออสเตรเลียตามกำหนดค่ะ

นี่ก็จะเป็น time frame เรื่องราวของน้องทั้งหมดตลอดระยะเวลาประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ยื่นวีซ่าไปกับเอเจนท์ A จนไล่ยาวมาถึงวันที่น้องได้รู้ความจริง และต้องออกนอกประเทศออสเตรเลียตามกำหนด

คราวนี้มาดูเรื่องอื่นๆเพิ่มเติมในรายละเอียดของน้องกันบ้าง...ค่าใช้จ่ายที่น้องได้ชำระไปสำหรับการต่อวีซ่านักเรียนเพิ่มเป็นเวลา 16 สัปดาห์ตามระยะเวลาเรียนที่น้องต้องการลงเรียนเพิ่ม น้องก็จะไม่ได้ค่าเรียนตรงส่วนนี้คืนจากทางสถาบันเพราะน้องได้เริ่มเรียนไปแล้ว ซึ่งอันนี้ก็เข้าใจว่าเป็นนโยบายของทางโรงเรียนที่ระบุไว้ใน offer letter มาตั้งแต่แรก แต่ทางโรงเรียนก็ได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดที่น้องต้องกลายเป็นผีจากความผิดพลาดของเอเจนท์ ก็เลยช่วยเหลือน้องออด้วยการเก็บจำนวนสัปดาห์ที่เหลือที่น้องยังไม่ได้เรียนไว้เป็น credit ให้น้อง และยินดีที่จะออก CoE ตัวใหม่ให้ เพื่อให้น้องได้มีเอกสารไว้ใช้ในการขอยื่นวีซ่านักเรียนอีกรอบ

แต่ ความจริงก็มาแตกอีกรอบก็คราวนี้ คือ น้องลงเรียนและชำระค่าเทอมผ่านทางเอเจนท์ A ไป 16 สัปดาห์ แต่ไม่รู้อีท่าไหนทางโรงเรียนถึงได้รับค่าเรียนของน้องมาแค่จำนวน 14 สัปดาห์เท่านั้น อันนี้ก็ไม่รู้อะไร ยังไงเหมือนกันครับ
เอาเข้าจริง ก็ต้องย้อนกลับไปถึงต้นตอสาเหตุที่ทำให้ student visa application ของน้องออเป็น invalid application ด้วยว่ามาจากเหตุผลอันใด ซึ่งก็จะมีเหตุผลดังนี้

  1. ทางเอเจนท์ไม่ได้ชำระค่าวีซ่านักเรียนให้น้อง
  2. เอเจนท์ A กรอกข้อมูลผิดใน visa application ของน้องออ
    • ระบุว่าสถาบันการเรียนของน้องปิดตัวลง
    • ระบุว่าน้องอนันตชัยเป็นนักเรียนที่ได้รับทุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย

ที่จริงจะเห็นได้ว่าอิมฯมีระบุว่า น้องสามารถยื่นวีซ่าใหม่ได้เหมือนกันตั้งแต่ที่ตัว decision record ออกมา แต่ในกรณีของน้องเนี่ยะ ความซวยมันอยู่ที่วีซ่าหมดไปตั้งแต่วันที่ 12/06/2017 และผลตัว invalid application ก็ออกมาจากอิมฯในวันที่ 13/06/2017…ซึ่งถ้าว่ากันตามความจริงแล้วน้องยังมีสิทธิ์ยื่นวีซ่าได้อยู่ถ้าทราบความจริงตั้งแต่เนิ่นๆ แต่นี่กว่าจะรู้เดียงสาก็ปาเข้าไปเดือนกันยายน มันก็สายเกินไปแล้วที่จะยื่นวีซ่าใหม่ น้องก็เลยไม่มีทางเลือกอะไรมากนักระหว่างขอ BVE เพื่อกลับไทยแล้วยื่นวีซ่านักเรียนมาใหม่อีกครั้ง หรือ ว่าอยู่แบบผิดกฎหมาย สุดท้ายท้ายสุดน้องก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องตามที่ได้เล่ามาทั้งหมดข้างต้นฉะนี้แล

แต่สิ่งที่ทำให้น้องออเสียความรู้สึกที่สุดที่น้ายังไม่ได้เล่าให้ฟังก็คือ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนก่อนที่น้องจะต้องเริ่มเรียนคอร์สใหม่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เอเจนท์ A มีติดต่อน้องออ เพื่อแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนของน้อง โดยบอกกับน้องว่า "อิมฯมีติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้องมา และพี่ได้ตอบกลับอิมฯไปให้แล้วค่ะ เพราะเป็นข้อมูลที่น้องเคยแจ้งกับพี่ไว้"...เฮล โหล้ววววว วีซ่านักเรียนของน้องมัน invalid ไปตั้งแต่วันที่ 13 แล้วโว้ยยย มันรู้ผลไปแล้ว อิมฯจะมาขอข้อมูลแมวน้ำอะไรเพิ่มเติมหล่ะเฮ้ยยย (ขอโทษด้วยนะ น้าอินไปหน่อย)...นี่ยังดีนะที่เอเจนท์ A ยังแสดงความรับผิดชอบยอมเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการทำ BVE ให้น้อง แต่ถามว่ามันคุ้มกับที่น้องต้องมาเสียประวัติและเสียโอกาสไปรึเปล่านั้น อันนี้น้าก็ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจและให้หลานๆตรองกันดูเองละกัน อย่าลืมว่าน้องมีเงินที่เสียเปล่าไปกับค่า student visa application ที่อิมฯระบุว่าน้องยังไม่ได้จ่าย และค่าเรียนภาษาของน้องที่หายไป 2 สัปดาห์ให้กับเอเจนท์ A ก่อนหน้านี้

ก็ทิ้งท้ายบทความนี้ไว้แบบนี้ละกัน ดูสะบั้นอารมณ์ดี...เดี๋ยวยังไงในฉบับหน้าจะมาเขียนเกี่ยวกับวีซ่าทักษะให้อ่านกันบ้างละกัน ไปละ บายยย

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เป็น PR ผ่านทางวีซ่าทักษะต่างๆ มาถึงทางตันแล้วจริงหรือออ!!!

เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่เดือนกันยายนกันละเนอะ เวลานี่ผ่านไปเร็วมากจริงๆเลยเชียว ช่วงนี้อากาศในซิดนีย์ก็บ้าๆบวมๆ แต่ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ช่วง SPRING แล้ว มันก็เลยจะอุ่นๆเย็นๆกันหน่อย ยังไงก็รักษาสุขภาพกันด้วยละกันนะหลานๆ น้าหนวดเป็นห่วงนะซิฮิ

มาเข้าเรื่องวีซ่าของเราในวันนี้กันดีกว่า สำหรับ VisaTalk By CPSydney ฉบับเดือนกันยายน 2017 นี้ น้าหนวดจะข้ามมาพูดถึงเรื่องวีซ่าทักษะกันบ้าง หลังๆมานี่จะหนักไปทางวีซ่านักเรียนกันซะเยอะ เดี๋ยววันนี้จะมีอะไรมาให้อ่านก็เชิญทัศนากันตามใจชอบได้เลยละกันนะ

อย่างที่ทราบกันไปแล้วเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ และการขอ PR ผ่านทางวีซ่าตัวนี้ตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่เล่นประกาศออกมาจนทำให้หลายๆคนถึงกับกุมขมับว่าแล้วตรูจะเอายังไงต่อไปดีว้าาา หมดกันการเป็น  PR ของตรู!! โน้ววว โน้วว โนว บอกเลยว่าทางเลือกในการยื่น PR ผ่านทางวีซ่าทักษะยังมีอยู่ แค่หนทางง่ายๆที่เราชอบกันมันอาจจะยากขึ้นแล้วไม่ได้พาเราไปถึงฝั่งฝันแล้วก็เท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความว่าจะหมดหนทางแต่อย่างใดนะจ๊ะหลานๆ สำหรับใครที่จำไม่ได้ว่ารัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศออกมาในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็สามารถหาอ่านย้อนหลังในบทความที่น้าเขียนไว้ได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/2017/04/

สำหรับทางเลือกอื่นๆในการขอ PR ผ่านทางวีซ่าทักษะ เอาจริงๆนะ แบบเข้าใจง่ายๆเลยไม่เกิน 10 กว่าคำ ก็แค่ “เลือกอาชีพที่อยู่ในลิสต์ที่สามารถยื่นขอ PR ได้” ก็เท่านั้นเอง555 เห็นมั๊ยเข้าใจง่ายจะตาย ล้อเล่นหน่ะ อย่าเพิ่งหัวร้อนกันไปโมโหน้าไปเสียก่อนหล่ะ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังเพิ่มเติมพร้อมรูปประกอบเพื่อง่ายต่อการเข้าใจตามรายละเอียดด้านล่างเดี๋ยวนี้เลย
สำหรับคนที่มางานสัมมนาเกี่ยวกับวีซ่าทักษะที่ทาง CPSydney office จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนและกรกฎาคมที่ผ่านมาก็คงจะพอคุ้นๆกับภาพข้างบนกันบ้างแล้ว อันดับแรกเลย คือเราต้องมีคุณสมบัติทางด้านการศึกษาให้ตรงกับอาชีพที่เราได้เลือกไว้ ถ้าอาชีพไหนไม่ได้บังคับว่าต้องมีวุฒิการศึกษาจากประเทศออสเตรเลียก็ดีไป เราก็ใช้วุฒิฯจากบ้านเราได้เลย นอกจากในเรื่องของวุฒิการศึกษาแล้วก็จะมีคุณสมบัติอื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วยนะ เช่นในเรื่องของประสบการณ์ทำงาน บางอาชีพก็อาจจะต้องการประสบการณ์ทำงานและต้องเป็นประสบการณ์หลังจากเรียนจบที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพที่เราเลือก บางอาชีพนับเอาประสบการณ์ทำงานจากนอกประเทศออสเตรเลียได้ด้วย หรือบางอาชีพก็มาสายชิวคือไม่เอาประสบการณ์ทำงานเลยก็มี

Skill Assessment จะเป็นขั้นตอนที่เราต้องส่งเอกสารให้หน่วยงานกลางที่เป็นผู้ประเมินว่าเรามีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการแล้วหรือยัง ถ้าครบแล้วก็สบายตัวครับสามารถไปต่อในขั้นตอนถัดไปได้เลย…ซึ่งความยากก็จะอยู่ที่ตรงนี้นี่แหล่ะ เพราะในแต่ละสาขาอาชีพก็จะมีการทำ Skill Assessment ที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละหน่วยงานก็จะระบุไว้เลยว่า ถ้าคุณจะยื่นขอ PR ในอาชีพนี้ และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้วุฒิการศึกษาในออสเตรเลีย คุณจะต้องเรียนในหลักสูตรกับสถาบันที่ได้รับการรับรอง (ACCREDITED) จากหน่วยงานเท่านั้น วุฒิการศึกษาของคุณถึงจะนำมาใช้ในการทำ Skill Assessment ได้ปลอดภัย 100% เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ต้องการยื่น PR ผ่านทางวีซ่าทักษะด้วยตัวเอง การวางแผนการเรียนตั้งแต่เนิ่นๆนั้นจะสำคัญมากๆเลยนะครับ ในกรณีที่เราได้รับผลลัพธ์จากการทำ Skill Assessment ว่าผ่านเป็นที่เรียบร้อย เราก็จะพาท่านไปสู่ขั้นตอนการนับแต้มต่อได้เลย (อันที่จริงจะนับแต้มก่อนแล้วค่อยยื่น Skill Assessment ก็ได้นะ) โดยปกติแต้มขั้นต่ำที่จะมีสิทธิ์ในการยื่นขอ PR ผ่านการยื่น Expression of Interest (EOI) จะอยู่ที่ 60 คะแนน สำหรับ visa subclass189 (Skilled Independent Visa) และที่ 55 คะแนน สำหรับ visa subclass190 (Skilled Nominated Visa) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ State Sponsorship นั่นเอง โดยตัว visa subclass189 จะต้องดูจากลิสต์ Medium and Long-term Strategic Skill List (MLTSSL) เท่านั้น ขณะที่ลิสต์อาชีพของ visa subclass190 และคุณสมบัติอื่นๆก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความต้องการของรัฐนั้นๆครับ อย่างไรก็ตามน้าหนวดได้แนบลิงค์ในส่วนของลิสต์อาชีพสำหรับรัฐ NSW มาให้หลานๆได้ดูไว้เผื่อเป็นทางเลือกอีกด้วยนะครับ http://www.industry.nsw.gov.au/__data/assets/pdf_file/0007/88369/nsw-190-priority-skilled-occupation-list-2016-17.pdf

หลังจากยื่น EOI ไปแล้ว เราก็ทำได้แค่รอ invitation ในการยื่น PR จากทางอิมฯอย่างเดียวเท่านั้นละหล่ะ โดยตัว EOI ของเราจะมีอายุขัยแค่เพียง 2 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าครบ ปีแล้วใครยังไม่ได้ invitation ก็จะต้องวนตามวัฎจักรของการยื่น EOI ใหม่อีกครั้ง ยิ่งถ้าตัวผล skill assessment หมดอายุอีกด้วย ก็ต้องขอผล skill assessment ใหม่ด้วยเหมือนกัน ซึ่งในกรณีของการรอ invitation จากทางอิมฯจนครบ ปีแล้วยังไม่ได้ PR invitation ก็จะเป็นในกรณีของคนที่เลือกอาชีพที่มีการแข่งขันสูงกันซะส่วนใหญ่ เช่น นักบัญชี หรือพวกสาย IT คือจริงอยู่ที่ว่าแต้มขั้นต่ำในการยื่น EOI ได้มันอยู่แค่ที่ 60 คะแนนเท่านั้น แต่ลำดับในการส่ง PR invitation จะไล่ตามคะแนนหน่ะสิ แล้วไอ้อาชีพที่ยกตัวอย่างว่ามีการแข่งขันสูงที่ว่าเนี่ยะจะต้องได้แต้มขั้นต่ำสูงถึง 70-75 คะแนนแล้วนั่นเอง เพราะฉะนั้นใครที่ยังได้แค่ 60 คะแนนก็รอต่อไปนะจ๊ะ...ซึ่งขั้นตอนการทำ PR ที่เขียนอธิบายไปขั้นต้นเนี่ยะจะสามารถทำได้ทั้งตอนที่อยู่ในประเทศหรือนอกประเทศออสเตรเลียก็ได้ทั้งนั้น พอเขียนมาถึงตรงนี้น้าเชื่อว่าต้องมีคนสงสัยและงงว่า "ก็เรียนจบแล้ว จะเอาวีซ่าอะไรมารออยู่ในออสเตรเลียได้นานขนาดนั้น" ดังนั้นน้าหนวดจึงอยากจะนำเสนอวีซ่า 485 ให้หลานๆได้รู้จักกัน

เอาง่ายๆเลยครับ วีซ่า 485 คือ วีซ่าที่จะอนุญาตให้เราสามารถอยู่ต่อในประเทศออสเตรเลียได้อีก 1.5 -2 ปีขึ้นอยู่กับว่าเราสมัครมาใน stream ไหน ง่ายสุดเลยคือ หลานๆที่เรียนในหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไป และเป็นหลักสูตร 2 ปีขึ้นไปจะสามารถขอวีซ่า 485 อยู่ต่อในออสเตรเลียเพื่อโอกาสในการหางานทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือเพื่อจะซื้อเวลาในการทำอะไรต่างๆนานาก็แล้วแต่สะดวกครับ โดยจะต้องยื่นขอวีซ่าตัวนี้ภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังจากเรียนจบ และจะต้องยื่นในขณะที่ตัวเราอยู่ในออสเตรเลียเท่านั้น ไม่ใช่ว่ากลับไทยไปแล้วอยู่ดีๆเปลี่ยนใจกลับมายื่น 485 ในขณะที่ตัวไม่ได้อยู่ในออสเตรเลีย ในกรณีจะไม่สามารถทำได้นาจาาา...คราวนี้คงเห็นประโยชน์ของการเรียนพวกหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไปมากขึ้นแล้วเนอะ คือต่อให้ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ในการขอ PR แต่ถ้าเรากลับไทยไปวุฒิฯพวกนี้มันก็สามารถต่อยอดโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้นให้กับน้องๆหลานๆได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าใครมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไปอันนี้เราก็เข้าใจ ไม่ว่ากันครับ ทุกคนมีเหตุผลในการมาที่นี่แตกต่างกันออกไป

ยังไงหากน้องๆหลานๆคนไหนมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ PR ผ่านทางวีซ่าทักษะ รวมถึงวีซ่า 485 หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆในประเทศออสเตรเลีย หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวีซ่าอื่นๆ ก็สามารถโทรเข้ามาปรึกษากับทางทีมงาน CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือถ้าสะดวกทางสื่อออนไลน์ก็สามารถกดไลค์ติดตามหรือส่งข้อความมาทาง CPSydney Facebook Page ได้ที่ https://www.facebook.com/cpsyd/ คือสะดวกทางไหนก็เอาทางนั้นละกันเน้อออ
สุดท้ายก่อนจะลากันไปในฉบับนี้ น้าหนวดก็มีโปรโมชั่นทุนการศึกษาดีๆมาบอกกันด้วยแหล่ะ...โดยจะเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไปกับสถาบันในออสเตรเลียผ่านทาง CPSydney office ก็จะได้รับทุนการศึกษาจากทางเรามูลค่าสูงสุดจำนวน AUD$700 นอกจากนี้ยังจะมีสิทธิ์ลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไปกลับ (กรุงเทพฯ ซิดนีย์) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Central Queensland University จากการจับฉลากหาผู้โชคดีในช่วงสิ้นปีอีกด้วยนะเออ

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จดทะเบียนสมรสแป๊บเดียว สามารถใช้ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียน ได้จริงร่ออออ??

VisaTalkByCPSydney ฉบับเดือนสิงหาคม 2017 มาแล้วจร้าาา...หลังจากที่ฉบับที่แล้วเราได้เขียนให้อ่านเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน และเงื่อนไขของวีซ่านักเรียนไปแล้ว มาในฉบับนี้น้าหนวดก็จะข้ามมาเขียนถึงวีซ่าติดตามนักเรียนที่เป็นที่นิยมของหลายๆคน เพราะเข้าใจว่าพอติดตามแล้วจะสามารถทำงานได้ฟูลไทม์ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลยนาจาาา มันก็ทำได้เท่าเดิมตามเงื่อนไขของวีซ่านักเรียนนั่นแหล่ะ ตามที่ได้เขียนไปในฉบับที่แล้ว

"Working while studying เงื่อนไขนี้ (condition 8105) ถือว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนตัดสินใจมาเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะจะเป็นเงื่อนไขที่อนุญาตให้เราสามารถทำงาน Part time ได้ด้วยในระหว่างที่เรียนอยู่..เบื้องต้นเชื่อว่าทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า "เราสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทราบกันหรือไม่ว่ามันมีรายละเอียดมากกว่านั้นนะ
  • ทำงานได้กี่ชั่วโมง และเริ่มทำงานได้เมื่อไหร่
    • อย่างที่ทราบก็คือ เราสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ และจะสามารถทำงานได้เต็มเหนี่ยว unlimted ในกรณีที่เราเรียนในหลักสูตร Master Research หรือ Doctoral Degree
    • สามารถเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มเรียนแล้วเท่านั้น และสามารถทำงานแบบไม่จำกัดในช่วงปิดเทอมได้อีกด้วยนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นคนที่มาออสเตรเลียก่อนที่คอร์สเรียนจะเริ่ม ตามเงื่อนไขจะถือว่าเราไม่สามารถทำงานได้นะเออ
  • งานที่ไม่นับรวมอยู่ในโควต้าการทำงาน 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ เอาแบบให้เข้าใจง่ายๆเลยละกันนะ คือ จะเป็นพวกงานอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือพวกงานที่ไม่ได้รับค่ารับตอนแทนนั่นเอง ยังไงลองดูคำนิยามจากต้นตำรับเป็นภาษาอังกฤษด้านล่างได้เลยครับผมครับผม
    • is of benefit to the community
    • is for a non-profit organisation
    • is genuinely voluntary (that is, you are not paid either in cash or other board and lodging is acceptable)
  • เวลา สัปดาห์ นี่เขานับกันยังไงนะ ภายในระยะเวลา 14 วัน เราจะมีสิทธิ์ทำงานได้ 40 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจะเริ่มนับจากวันจันทร์ของสัปดาห์แรกยาวไปจนถึงวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่สอง ยกตัวอย่างเลยคือ เราเริ่มทำงานวันจันทร์ที่ กรกฎาคม 2017 ก็จะต้องนับไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 1กรกฎาคม 2017 ก็จะครบ 14 วันเป๊ะที่เราจะสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมงตามที่เขาระบุ พอเริ่มวันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2017 ก็เริ่มนับชั่วโมงใหม่ที่หนึ่งใหม่ วนไปเรื่อยๆทุกๆ 2 อาาทิตย์ครับ
  • คนติดตามทำงานได้กี่ชั่วโมง คือเงื่อนไขการทำงานจะเหมือนคนหลักที่เป็นนักเรียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงการทำงาน เริ่มทำงานได้เมื่อไหร่ และนับวันยังไงให้ครบ 14 วัน...จะมียกเว้นแค่สำหรับคนติดตามนักเรียนปริญญาโทแบบ coursework ที่จะสามารถทำงานได้แบบ unlimited hours เช่นกัน แต่คนหลักที่เป็นนักเรียนจะทำได้แค่ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ตามเดิมนาจาาา"
สามารถคลิกอ่านบทความออนไลน์ของ VisaTalkByCPSydney ฉบับเดือนกรกฎาคม "สาระน่ารู้เกี่ยวกับวีซ่านักเรียน และเงื่อนไขต่างๆในวีซ่านักเรียนที่น่าสนใจ!!" ได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com.au/2017/07/blog-post.html

อ่ะ คราวนี้ก็มาเข้าเรื่องของ "วีซ่าติดตามนักเรียน" กันสักทีน คือ วีซ่าติดตามนักเรียนเนี่ยะก็จะเป็นการทำติดตามกันระหว่างนักเรียนที่อยู่ในสถานะของ Married หรือ De facto โดยจะเป็นความสัมพันธ์แบบต่างเพศ (ชาย-หญิง) หรือเพศเดียวกัน (ชาย-ชาย หรือ หญิง-หญิง) ก็ได้ทั้ง 2 แบบแล้วแต่สะดวกกันเลย ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคู่ที่อยู่ในสถานภาพที่แต่งงานแล้ว ก็จะง่ายหน่อย เพราะเอกสารอะไรต่างๆจะค่อนข้างพร้อม แต่ปัญหามันจะอยู่ที่คู่ที่ยังไม่ได้แต่งนี่หน่ะสิ เพราะจะนับสถานะเป็นได้แค่แบบ De facto เท่านั้น และหลายๆคนก็ยังขาดความเข้าใจตรงนี้ว่า De facto Relationship คืออะไร แค่คิดว่าจดทะเบียนสมรสแค่ 2-3 เดือนก็ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียนได้เลย ซึ่งน้าต้องบอกไว้ตรงนี้เลยนะจ๊ะว่า "เมื่อก่อนอ่ะ...อาจจะได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีอีกแล้วนะเออ จะมาขี้ตู่ยื่นทะเบียนสมรสที่เพิ่งจดมาได้แค่ไม่กี่เดือน เพื่อทำวีซ่าติดตามนักเรียน มันทำไม่ได้แล้วนะซิ"

เดี๋ยววันนี้น้าหนวดจะมาแถลงไขให้ฟังเกี่ยวกับ De facto Relationship และเอกสารที่ต้องใช้ในการทำวีซ่าติดตามนักเรียนในความสัมพันธ์แบบ De facto Relationship ตามข้อกำหนดที่อิมฯระบุไว้ในหน้าเวบไซต์ของอิมฯมาให้น้องๆนักเรียนได้อ่านกันในฉบับเดือนสิงหาคมนี้ละกันนะครับ

เงื่อนไขของ De facto Relationship ตามที่ระบุไว้บนหน้าเวบไซต์ของอิมมิเกรชั่นคือ To satisfy this requirement, the couple must demonstrate that they have been in a de facto relationship for at least 12 months before the visa application is made. For migration purposes, a person is in a de facto relationship with another person if they:
  • are not married to each other
  • have a mutual commitment to a shared life to the exclusion of all others
  • are in a genuine and continuing relationship
  • live together or do not live separately and apart on a permanent basis
  • are not related by family.
กล่าวคือการที่คู่แฟนหรือคู่รักคู่หนึ่ง หากต้องการจะทำวีซ่าติดตามกัน จะต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ได้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีก่อนที่จะยื่นวีซ่า โดยคนที่จะนับว่าอยู่ในความสัมพันธ์แบบ De facto Relationship จะต้องอยู่ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้
  • ไม่ได้แต่งงานกัน
  • มีพันธะผูกพันธ์อื่นๆร่วมกัน
  • เป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องที่เป็นความจริง
  • อาศัยอยู่ร่วมกัน หรือไม่ได้อาศัยกันคนละที่อย่างถาวร
  • ไม่ได้มีความผูกพันธ์กันทางเครือญาติ
ดูนิยามหรือเงื่อนไขของการอยู่ในความสัมพันธ์กันแบบ De facto Relationship กันไปแล้ว ก็ต้องมาดูที่เอกสารที่อิมฯเขาอยากเห็นกันบ้าง จะได้เชื่อกันสักทีว่าใบทะเบียนสมรสใบเดียว ที่เพิ่งจดกันมาไม่เกิน 2-3 เดือนมันไม่ได้ช่วยอะไรจริงๆนาจาาา

What evidence is considered?
When submitting evidence of a de facto relationship, applicants must be able to demonstrate that their relationship has existed for at least one year before the application is made. Evidence may include but is not limited to:


The history of the relationship through a signed statement regarding:
  • how, when and where the couple first met
  • how the relationship developed
  • the couple's domestic arrangements, that is, how they support each other financially, physically and emotionally and when this level of commitment began
  • any periods of separation, when and why the separation occurred, for how long and how the couple maintained their relationship during the period of separation
  • the couple's future plans.

Financial aspects of the relationship, such as:
  • joint ownership of the house or joint names on a lease
  • correspondence addressed to the couple at the same address
  • details of financial commitments including bank statements, and any joint liabilities.

The nature of the household, such as:
  • any joint responsibility for the care and support of any children
  • the couple's living arrangements including sharing responsibilities within the home.

Social context, such as:
  • evidence that the couple is generally accepted and recognised as a couple socially such as joint invitations
  • evidence of common friends
  • assessments by the couple's friends and family of the relationship
  • joint travel or joint participation in sporting, social or cultural activities.

The couple's commitment to each other, such as:
  • the duration of the relationship including knowledge of each other
  • intention to have a long term relationship, for example, through terms of their wills
  • correspondence and telephone accounts to show that the couple maintained contact during any periods of separation.
สำหรับน้องๆเพื่อนๆที่อยากเข้าไปดูข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ De facto Relationship แบบ full option ก็สามารถคลิกลิงค์ที่เตรียมไว้ให้ตรงนี้ได้เลยนะครับ จะได้เชื่อว่าน้าไม่ได้โกหก ไม่ได้ขี้จุ๊จริงๆ https://www.border.gov.au/about/corporate/information/fact-sheets/35relationship

ว่ากันด้วยทฤษฎีไปแล้ว คราวนี้ก็มาดูตัวอย่างกรณีปฏิบัติจริงกันบ้าง จะได้เข้าใจภาพรวมกันมากขึ้น ในฉบับนี้น้าหนวดก็จะยกกรณีตัวอย่างมาให้อ่าน 2 กรณีด้วยกัน โดยเป็นเคสที่ทำจริง ผ่านจริง ไม่ใช่สตั๊นท์กับทาง CP Sydney office โดยเพื่อนร่วมงานของน้าหนวดนี่แหล่ะ

เริ่มกันที่กรณีแรก เป็นเคสเก่าของปีที่แล้วที่เป็นความสัมพันธ์แบบเพศเดียวกัน (หญิง-หญิง) คือน้องได้เข้ามาติดต่อเราตั้งแต่ที่มาถึงซิดนีย์ในช่วงสิ้นปี 2015 ว่าอยากทำวีซ่าติดตามนักเรียนกับแฟนโดยที่น้องทั้งคู่ยังไม่มีเอกสารความสัมพันธ์อะไรเลย เราก็เลยแนะนำน้องให้น้องไปเก็บเอกสารเพิ่มเติมต่างๆ หลังจากนั้นเรื่องราวก็เงียบหายไปประมาณ 3-4 เดือนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น555 อยู่ดีๆน้องก็เข้ามาหาเราที่ออฟฟิศพร้อมหลักฐานบางส่วนที่เราเคยแนะนำไป ซึ่งทางเราคิดว่ามันยังไม่เพียงพอ เลยแนะนำให้น้องทั้ง 2 ไปจด Relationship Registration Certificate เพิ่มเพื่อระบุความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่าเป็นแบบ De facto Relationship จริงๆ โดย certificate ตัวนี้เป็นเอกสารที่จะได้รับการับรองจากทางรัฐ NSW โดยตรง และสามารถช่วยลดระยะเวลาการเก็บเอกสารในเรื่องของความสัมพันธ์ได้อีกด้วย
หลังจากนั้น พอได้ตัว Relationship Registration Certificate มา เราก็ปล่อยให้เอกสารมีอายุสักประมาณ 2-3 เดือน และยื่นวีซ่าให้น้องทั้ง 2 คนในช่วงกลางปี 2016 ในที่สุดวีซ่าติดตามนักเรียนของน้องทั้ง 2 คนก็ผ่านทั้งคู่โดยไม่มีการขอเอกสารความสัมพันธ์เพิ่มเติมจากทางอิมฯแต่อย่างใด สิริรวมใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์หลังจากที่ยื่นวีซ่าไปครับ
หลายๆคนอาจจะตั้งข้อสงสัยว่าทำไมต้องเก็บเอกสารทั้งหมดตั้ง 6 เดือน อันที่จริงตอนที่น้องทั้ง 2 คนได้ตัว Relationship Registration Certificate ก็อาจจะลองยื่นดูเลยก็ได้แหล่ะ แต่เราอยากเอาให้ชัวร์ที่สุด เพราะมันคือความรับผิดชอบของเรา ใครบ้างไม่อยากให้วีซ่าของตัวเองผ่าน จริงไหมหล่ะ อันนี้ลืมเรื่องดึงเชิงไม่ยอมยื่นวีซ่าให้น้องทั้ง 2 คนไปได้เลยนะเออ เพราะวีซ่านักเรียนที่น้องๆได้มาตอนแรกก็ไม่ได้ทำเรื่องกับทางเราแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับวีซ่านักเรียนก่อนหน้านี้ของน้องๆทั้ง 2 คนเลยครัชชช

เคสแรกผ่านไป มาดูเคสที่ 2 ที่เพิ่งได้วีซ่าผ่านมาสดๆร้อนๆในเดือนที่แล้วกันบ้างดีกว่า คือพี่เขาอยากทำเรื่องให้แฟนที่อยู่ที่ไทยมาเรียนจะได้มาอยู่ด้วยกันที่นี่ เนื่องจากพี่ผู้หญิงได้วีซ่านักเรียนและมาถึงซิดนีย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราก็ถามพี่เขากลับไปว่าจะทำวีซ่าแบบไหนระหว่างทำเป็นนักเรียนมาเองหรือจะให้ทำติดตามวีซ่านักเรียนของพี่มาดีครับ พอได้ยินแบบนี้พี่ผู้หญิงก็งงสิว่าทำได้ด้วยหรอ พี่ไม่เห็นรู้เลย พอเราได้อธิบายให้พี่เขาเข้าใจแล้ว พี่เขาก็บอกว่างั้นเดินเรื่องลุยกับทางน้องเลยค่ะ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว น่าจะใช้เวลาทั้งหมดแค่ 2 เดือนเองมั้งก็ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียนให้พี่ผู้ชายที่อยู่ไทยได้แล้ว คือหลังจากที่เราได้อธิบายขั้นตอน และได้ให้ checklist ที่เราทำให้กับลูกค้าของเรากับพี่เขาไปว่าต้องใช้อะไรบ้าง พี่ทั้ง 2 คนก็น่ารักมากๆ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกอย่างเลยเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นมากๆ...จนในที่สุดเราก็ได้ยื่นวีซ่าไปให้ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และพี่ผู้ชายก็ได้ไปตรวจสุขภาพในวันที่ 13 กรกฎาคมตามที่อิมฯแจ้งขอให้ไปตรวจ และหลังจากที่พี่ผู้ชายได้ส่งใบเสร็จการตรวจสุขภาพมาให้เราอัพเดทเข้าไปในระบบในวันเดียวกันนั้น วีซ่าติดตามนักเรียนของพี่ผู้ชายก็ผ่านทันทีในวันรุ่งขึ้นโดยที่ไม่มีการขอเอกสารหรือสัมภาษณ์ใดๆเพิ่มเติมจากทางอิมฯแม้แต่นิดเดียว สิริทั้งสิ้นใช้เวลาไปทั้งหมดแค่ 15 วันเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเร็วพอสมควรถ้าเทียบกับระยะเวลาการรอวีซ่านักเรียนที่ยื่นให้กับนักเรียนที่ยังอยู่ที่ไทยในปัจจุบันครับ

นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าหากเราได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าติดตามนักเรียน หรือวีซ่าอื่นๆ มีเอกสารของจริงครบตามคำแนะนำที่ถูกต้อง และอยู่ในการดูแลที่ดี วีซ่าก็สามารถผ่านได้ตามปกติ แค่มันอาจจะช้าไม่ทันใจ แต่สุดท้ายมันก็ผ่านอย่างถูกต้องตามที่อิมฯเขาระบุไว้ ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องไปจดทะเบียนสมรสสร้างหลักฐานปลอม หรือไปจ่ายค่าเทอมให้กับคนที่เราไม่รู้จักเลย ถ้าทางอิมฯจับได้ขึ้นมาว่าเป็นเอกสารปลอมไม่เพียงแต่วีซ่าจะไม่ผ่าน ยังมีสิทธิ์ถูกส่งตัวกลับไทยทันที และถูกแบนเป็นเวลา 3 ปีด้วยนะ รุ้กันบ้างหรือเปล่า ห๊ะ!!! เอาจริงๆนะ บางทีเราก็ต้องเลิกนิสัยเอาสะดวกเข้าว่ากันได้แล้ว ที่ทุกวันนี้วีซ่านักเรียนมันยากขึ้นเพราะอะไรก็น่าจะรู้ อย่าให้น้าต้องพูด คิดซะว่าสงสารคนรุ่นหลังลูกๆหลานๆของตัวเองที่เขาตั้งใจจะมาเรียนกันก็ได้ความถูกต้อง มันอาจจะไม่ได้ถูกใจเราเสมอไป แต่ที่นี่กฎของเขาก็เป็นกฎ เจ้าหน้าที่เขาก็ต้องทำตามหน้าที่ของเขา ก็เท่านั้นเอง

ทิ้งท้ายฉบับนี้ด้วยโปรโมชั่นดีๆจาก CP Sydney office เหมียนเดิมมม คือ ทุนการศึกษามูลค่าสูงสุดกว่า A$700 สำหรับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนและชำระค่าเทอมในหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไปผ่านทาง Sydney office ของเราภายในปี 2017 นี้ นอกจากนี้ยังจะมีสิทธิ์ลุ้นรับโชคชั้นที่ 2 จากการจับฉลากในช่วงสิ้นปี โดยผู้ชนะจะได้รับตั๋วเครื่องบินไปกลับ ซิดนีย์ - กรุงเทพฯ สนับสนุนโดย Central Queensland University, Sydney campus  อีกด้วยนะจ๊ะหลานๆ


นอกจากนี้ สำหรับนักเรียนในหลักสูตรอื่นๆก็ไม่ต้องเสียใจไปนะเออ ทาง CP Sydney office ของเราก็ยังมีโปรโมชั่นส่วนลดอื่นๆเหมือนกัน ยังไงก็สามารถโทรมาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ (+61) 2 9267 8522 หรือจะทักทายมาทาง chat Facebook ผ่านทาง www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะจ๊ะ

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สาระน่ารู้เกี่ยวกับวีซ่านักเรียน และเงื่อนไขต่างๆในวีซ่านักเรียนที่น่าสนใจ!!

มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว VisaTalkByCPSydney ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2017..ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เดือนนี้น้าหนวดมัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดงานสัมมนา CP Sydney Skilled Migration Seminar ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาครับ ก็จะเป็นงานสัมมนาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวีซ่า Skill ที่ผ่านมาทั้งหมดอะไรประมาณนี้ ถ้าใครพลาดงานสัมมนาดังกล่าวไป ก็สามารถลองเข้าไปหาคลิปวีดีโอย้อนหลังได้ที่ www.facebook.com/cpsyd เพราะเราได้ทำการ LIVE สดงานสัมมนาดังกล่าวในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาไว้ด้วยนะแจ๊ะ

เอาหล่ะ ทักทายกันพอหอมปากหอมคอพอเป็นกระษัยให้หายคิดถึงกันไปแล้ว..เรามาเข้าเรื่องตามหัวข้อที่เราได้จั่วเอาไว้ดีกว่า "สาระน่ารู้เกี่ยวกับวีซ่านักเรียน และเงื่อนไขต่างๆในวีซ่านักเรียนที่น่าสนใจ!!" ที่จริงหลายๆคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเดิมๆ แล้วก็จะละเลยหละหลวมไม่สนใจกันไป แต่ไอ้เงื่อนไขต่างๆในวีซ่านักเรียนของเรานี่แหล่ะครับที่อาจจะทำให้หลายๆคนน้ำตาตกในโดนยกเลิกวีซ่ากลายเป็น PE กันมานักต่อนักแล้ว บางคนซ้ำร้ายโดนจับส่งไทยไปเลยก็มี ยังไงวันนี้เรามาลองอ่านกันดู เพื่อเป็นประโยชน์กับน้องๆหลานๆไม่มากก็น้อยนะจ๊ะ

ตั้งแต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของวีซ่านักเรียนในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ที่ประเทศไทยของเราโดนปรับทัศนคติ ลดระดับความน่าเชื่อถือให้ลงไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด (Level 3) อิมฯก็ได้มีการอัพเดทรูปแบบและข้อมูลต่างๆบนหน้าเวบไซต์ไว้อีกด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ก็คงจะมีทั้งข้อมูลเก่าเอามาเล่าใหม่ และข้อมูลใหม่ๆมาเล่าสู่กันฟัง นอกจากนี้น้าหนวดก็จะเขียนถึงเงื่อนไขต่างๆที่น่าสนใจของวีซ่านักเรียนให้อ่านในฉบับนี้กันอีกด้วย

ก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าหน้าเวบไซต์ของอิมฯคือ www.border.gov.au แล้วถ้าเราต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนก็ให้ไล่หาแถบสีฟ้าหัวข้อ "Individuals and Travellers" แล้วก็กดเลือก "Studying in Australia" พอมาถึงหน้านี้แล้วปุ๊บก็ให้มาคลิกที่ Student visa (subclass 500) เราก็จะเห็นข้อมูลต่างๆมากมายเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน อาทิเช่น
  1. Visa expiry before graduation คือ ถ้าวีซ่านักเรียนหมดก่อนที่จะเรียนจบหรือรับปริญญา เราอาจจะสามารถขอต่อวีซ่าตัวอื่นๆได้ (ที่ใช้คำว่าอาจจะเพราะว่าอิมฯใช้คำว่า “might be able to”) เช่น วีซ่าท่องเที่ยว โดยที่ควรจะมีจดหมายจากสถาบันการศึกษาของเราที่ระบุว่าเราจะเรียนจบหรือรับปริญญาเมื่อไหร่
  2. Visa conditions
  3. Working while studying
  4. Extend your stay in Australia อันนี้จะต่อยอดมาจากหัวข้อแรก (Visa expiry before graduation) คือ เราต้องออกจากออสเตรเลีย หรือต่อวีซ่าตัวใหม่ก่อนที่วีซ่าตัวปัจจุบันจะหมดลง โดยที่จะสามารถต่อวีซ่าชนิดต่างๆในประเทศออสเตรเลียได้ก็ต่อเมื่อไม่ติดเงื่อน “No Further Stay (8534 or 8535 condition) ที่ปัจจุบันไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้อีกแล้วสำหรับวีซ่านักเรียน subclass 500
  5. Baby born to student visa holder in Australia คือ ถ้าลูกเกิดในออสเตรเลียขณะที่เราถือวีซ่านักเรียนออสเตรเลียอยู่ ลูกน้อยของเราก็จะได้วีซ่าที่เราถืออยู่โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ในกรณีที่พ่อแม่ของเด็กถือ PR หรือเป็น Australian citizen ณ ตอนที่เด็กเกิด ลูกน้อยของเราก็อาจจะมีสิทธิ์ได้สัญชาติออสเตรเลียโดยกำเนิดได้เหมือนกัน โดยที่หลังจากที่คลอดน้องเราก็ควรจะอัพเดทให้อิมฯทราบด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าของการทำวีซ่าตัวอื่นหรือการขอออกนอกประเทศในอนาคต ซึ่งก็จะสามารถทำได้โดยแนบ Form 1022 Notification of changes in circumstances พร้อมด้วย Australian birth certificate ของลูกน้อย
นอกจากนี้ หลายๆคนคงอาจจะเคยได้ยินมาว่าเราสามารถต่อวีซ่าหลังจากวีซ่าหมดลงได้ภายใน 28 วัน...อันนี้ก็ถือว่าเข้าใจไม่ผิด แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น คือ ถ้าเราต่อวีซ่าหลังจากวีซ่าหมดลงภายใน 28 วัน เราจะต้องขอ Bridging Visa C (BVC) ก่อนด้วย เพราะตัววีซ่านี้จะออกให้เฉพาะคนที่ต่อวีซ่านักเรียนไม่ทันเท่านั้น และจะขอได้เพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งการที่จะขอ BVC ได้เนี่ยะเราก็ต้องเขียนอธิบายเหตุผลว่าทำไมเราถึงต่อวีซ่าไม่ทัน แล้วก็จะอยู่ที่ดุลพินิจของทางเจ้าหน้าที่เขาแล้วว่าจะให้ BVC และให้โอกาสเราในการต่อวีซ่านักเรียนหรือไม่ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถาการณ์อันยากลำบาก ทุกวันนี้การทำวีซ่าธรรมดาก็ยากพอแล้วหนูเอ๊ยยย

โอเค...มาว่าต่อกันที่ในส่วนของ Visa conditions และ Working while studying ที่ต้องเขียนแยกออกมาต่างหากก็เพราะว่า 2 หัวข้อนี้จะมีรายละเอียดมากกว่า 3 หัวข้อที่เขียนไปแล้วข้างต้น ยังไงก็ลองอ่านตามข้อมูลด้านล่างต่อกันได้เลยครับ

Working while studying เงื่อนไขนี้ (condition 8105) ถือว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนตัดสินใจมาเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะจะเป็นเงื่อนไขที่อนุญาตให้เราสามารถทำงาน Part time ได้ด้วยในระหว่างที่เรียนอยู่..เบื้องต้นเชื่อว่าทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า "เราสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทราบกันหรือไม่ว่ามันมีรายละเอียดมากกว่านั้นนะ
  • ทำงานได้กี่ชั่วโมง และเริ่มทำงานได้เมื่อไหร่
    • อย่างที่ทราบก็คือ เราสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ และจะสามารถทำงานได้เต็มเหนี่ยว unlimted ในกรณีที่เราเรียนในหลักสูตร Master Research หรือ Doctoral Degree
    • สามารถเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มเรียนแล้วเท่านั้น และสามารถทำงานแบบไม่จำกัดในช่วงปิดเทอมได้อีกด้วยนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นคนที่มาออสเตรเลียก่อนที่คอร์สเรียนจะเริ่ม ตามเงื่อนไขจะถือว่าเราไม่สามารถทำงานได้นะเออ
  • งานที่ไม่นับรวมอยู่ในโควต้าการทำงาน 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ เอาแบบให้เข้าใจง่ายๆเลยละกันนะ คือ จะเป็นพวกงานอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือพวกงานที่ไม่ได้รับค่ารับตอนแทนนั่นเอง ยังไงลองดูคำนิยามจากต้นตำรับเป็นภาษาอังกฤษด้านล่างได้เลยครับผมครับผม
    • is of benefit to the community
    • is for a non-profit organisation
    • is genuinely voluntary (that is, you are not paid either in cash or other board and lodging is acceptable)
  • เวลา สัปดาห์ นี่เขานับกันยังไงนะ ภายในระยะเวลา 14 วัน เราจะมีสิทธิ์ทำงานได้ 40 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจะเริ่มนับจากวันจันทร์ของสัปดาห์แรกยาวไปจนถึงวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่สอง ยกตัวอย่างเลยคือ เราเริ่มทำงานวันจันทร์ที่ กรกฎาคม 2017 ก็จะต้องนับไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 1กรกฎาคม 2017 ก็จะครบ 14 วันเป๊ะที่เราจะสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมงตามที่เขาระบุ พอเริ่มวันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2017 ก็เริ่มนับชั่วโมงใหม่ที่หนึ่งใหม่ วนไปเรื่อยๆทุกๆ 2 อาาทิตย์ครับ
  • คนติดตามทำงานได้กี่ชั่วโมง คือเงื่อนไขการทำงานจะเหมือนคนหลักที่เป็นนักเรียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงการทำงาน เริ่มทำงานได้เมื่อไหร่ และนับวันยังไงให้ครบ 14 วัน...จะมียกเว้นแค่สำหรับคนติดตามนักเรียนปริญญาโทแบบ coursework ที่จะสามารถทำงานได้แบบ unlimited hours เช่นกัน แต่คนหลักที่เป็นนักเรียนจะทำได้แค่ 40 ชั่วโมง/2 สัปดาห์ตามเดิมนาจาาา
Source: https://www.border.gov.au/Trav/Stud/More/Work-conditions-for-Student-visa-holders

Visa conditions น้าหนวดจะขอเขียนแค่เงื่อนไขวีซ่านักเรียที่น่าสนใจ หรือเงื่อนไขที่นักเรียนคนไทยมักทำผิดกันเป็นประจำเท่านั้นละกันนะ จะได้ไม่ต้องยืดเยื้อวุ่นวายอะไรมากมาย
  • Condition Number 8517 คือ ในกรณีที่คนติดตามของเรายังอยู่ในวัยเรียน (school-age dependents) มาติดตามคนเรียนหลักและอาศัยอยู่ในออสเตรเลียเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน คนติดตามคนนั้นควรจะต้องมีหลักฐานการสมัครเรียน และเรียนหนังสือด้วยนะซิฮิ
  • Condition Number 8533 คือ นักเรียนต้องแจ้งให้โรงเรียนทราบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนที่อยู่ หรือการเปลี่ยนคอร์สเรียน ที่จริงเงื่อนไขนี้ดูผิวเผินก็ไม่มีอะไรหรอกสักเท่าไหร่ แต่กรณีศึกษาก็คือ เงื่อนไขนี้จะมีผลกระทบกับนักเรียนที่เกเรไม่ไปโรงเรียนจนโรงเรียนแจ้งเตือนว่าจะ report ไปยังอิมฯ เพื่อให้พิจารณายกเลิกวีซ่านักเรียน ละคราวนี้ก่อนที่โรงเรียนจะแจ้งอิมฯเขาก็จะให้โอกาสเราก่อนโดยการออก warning letter มาแจ้งเตือนโดยส่วนใหญ่จะส่งจดหมายไปที่บ้าน ก็เลยเป็นที่มาของเงื่อนไข 8533 ที่ว่าเราต้องอัพเดทหรือแจ้งที่อยู่ใหม่ให้อิมฯทราบทุกครั้ง เพราะถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นและโดนยกเลิกวีซ่าขึ้นมาจริงๆ เราจะไม่สามารถอ้างได้เลยว่าเราไม่ได้จดหมายเพราะเราเปลี่ยนที่อยู่
  • Condition Number 8202 เงื่อนไขนี้เรียกได้ว่าเป็นเงื่อนไขพระเอกเลยก็ว่าได้ เพราะนิยมทำกันเยอะเหลือเกิน ก็คือการเปลี่ยนคอร์สเรียนลงมาเรียนในระดับที่ต่ำลง โอเคจริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ได้มีผลให้ถูกยกเลิกทันทีเพราะนักเรียนในออสเตรเลียมีตั้งเป็นหมื่นเป็นแสนกว่าจะมาตรวจเจอคงไม่ใช่ง่ายๆ แต่มันก็ยังมีผลกระทบต่อการพิจารณาในการต่อวีซ่าครั้งใหม่ด้วยหน่ะสิ...เงื่อนไขตัวนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "You must maintain enrolment in a registered course that is the same level as, or at a higher level than, the registered course for which you were granted a visa." ก็คือ เราต้องเรียนอยู่ในระดับเดิมเป็นอย่างน้อย หรือในระดับที่สูงขึ้นจากวีซ่าที่ granted มา
Source: https://www.border.gov.au/Trav/Stud/More/Visa-conditions/visa-conditions-students

นอกจากนี้ อิมฯยังระบุเงื่อนไขที่เราต้องเปลี่ยนวีซ่าของการเปลี่ยนคอร์สเรียนกลางคันไว้ดังต่อไปนี้อีกด้วยนะครับ
    • ในกรณีที่เปลี่ยนคอร์สเสร็จเรียบร้อยแล้ว และคอร์สใหม่จบก่อนวีซ่าที่ถืออยู่ เราจะต้องออกจากประเทศออสเตรเลีย หรือยื่นวีซ่าใหม่ภายใน 28 วันหลังจากเรียนจบ มิฉะนั้นอาจจะถูกยกเลิกวีซ่าได้
    • เงื่อนไขการเปลี่ยนคอร์สสำหรับวีซ่านักเรียน subclass 500 เราจะต้องขอวีซ่าใหม่ ถ้าเราเปลี่ยนมาเรียนในหลักสูตรที่ต่ำลงไม่ว่าจะเรียนกับสถาบันเดิมหรือสถาบันใหม่ก็ตาม ยกเว้นการเปลี่ยนจากปริญญาเอกเป็นปริญญาโทจะไม่ต้องขอวีซ่าใหม่ ตัวอย่างนะครับ เปลี่ยนจาก Bachelor degree ลงมาเป็น Diploma หรือจาก Certificate IV ลงมาเป็นคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ก็จะต้องขอวีซ่าใหม่ทั้งนั้น
    • สำหรับนักเรียนที่ยังถือวีซ่านักเรียนแบบเก่าพวกแยก subclass ตั้งแต่ 570 – 576 อยู่ ก็จะมี 2 เงื่อนไขย่อยด้วยกัน
      • จากระบบเก่าที่ระดับการเรียนแบ่งออกเป็นโรงเรียน (ประถมศึกษา มัธยมศึกษา), หลักสูตรภาษาอังกฤษ, หลักสูตรวิชาชีพ และหลักสูตรปริญญา ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนคอร์สเรียนให้สูงขึ้นหรือต่ำลงก็ตาม ก็ควรจะขอวีซ่าใหม่ทันที
      • สำหรับคนที่ได้วีซ่าแบบ SVP (Streamlined Visa Processing) มา ถ้ามีการย้ายสถาบัน ก็จะต้องไปลงเรียนกับสถาบันที่เป็น SVP เหมือนเดิมเท่านั้น ถ้าไปลงเรียนกับสถาบันที่เป็น Non-SVP ก็ควรจะต้องขอวีซ่าใหม่ทันทีเหมือนกัน

ทิ้งท้ายฉบับนี้ด้วยโปรโมชั่นดีๆจาก CP Sydney office หน่อยละกัน...กับทุนการศึกษามูลค่าสูงสุดกว่า A$700 เลยทีเดียวเชียวสำหรับน้องๆนักเรียนที่สมัครเรียนและชำระค่าเทอมในหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไปผ่านทาง Sydney office ของเราภายในปี 2017 นี้เท่านั้นนะจ๊ะ นอกจากนี้ยังจะมีสิทธิ์ลุ้นรับโชคชั้นที่ 2 จากการจับฉลากในช่วงสิ้นปี โดยผู้ชนะจะได้รับตั๋วเครื่องบินไปกลับ ซิดนีย์ - กรุงเทพฯ จากทาง CP Sydney office ของเราอีกด้วยนะครับผมครับผม

นอกจากนี้ สำหรับนักเรียนในหลักสูตรก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ ยังมีโปรโมชั่นส่วนลดอื่นๆอีกมากมายจากทาง CP Sydney office ของเรา ยังไงก็สามารถโทรมาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ (+61) 2 9267 8522 หรือจะทักทายมาทาง chat Facebook ผ่านทาง www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะครับ

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด