วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

MyFutureMyCP: รู้ยัง..ในซิดนีย์มีสถาบันสอนเกี่ยวกับการทำเบื้องหลัง การแสดง และคอร์สออกแบบต่างๆ ด้วยนะ!!!

เอากันตรงๆ แบบไม่ต้องอารัมภบทอะไรมากมายละกันสำหรับฉบับประจำเดือนกันยายนนี้...เราจะมาพูดถึงสถาบันที่สอนเกี่ยวกับการทำเบื้องหลัง การแสดง และการออกแบบต่างๆ ในซิดนีย์ โดยสถาบันดังกล่าวที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในตอนนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่า "JMC Academy" นั่นเองนะจ๊ะ

น้องๆหลายๆคนอาจจะคุ้นกับชื่อเสียงเรียงนามของสถาบันแห่งนี้อยู่บ้าง หรือบางคนอาจจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ หรือบางคนอาจจะเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าในซิดนีย์นั้น มีสถาบันที่สอนในหลักสูตรที่เกี่ยวกับ Entertainment Industry อยู่ด้วย แต่นั่นไม่ใช่สาระหลักอะไรของบทความในฉบับนี้เลยครับ เอาเป็นว่าตอนนี้เราก็ได้รู้กันแล้วว่ามีสถาบันที่สอนเกี่ยวกับทางด้านนี้อยู่ หากน้องๆคนไหนสนใจ อยากจะพิจารณาสาขาการเรียนทางด้านนี้ไว้ในอ้อมใจ ก็ไปอ่านกันต่อกันอย่างรวดเร็วใน MyFutureMyCP 2018/6 ประจำเดือนกันยายนนี้ได้เลยครับ

ไปกันต่ออย่างรวดเร็ว...เชื่อหรือไม่ว่า JMC Academy เนี่ยะ เขาเปิดมานานกว่า 35 ปีแล้วทีเดียวเชียวแหล่ะ ไม่ใช่เป็นโรงเรียนที่เพิ่งเปิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการตามกระแสของเด็กๆที่เห่อหมออ้อย อยากเรียนการแสดง ทำเบื้องหลังในวงการบันเทิงแต่อย่างใด และด้วยความที่อยู่ยงคงกระพันด้วยหลักสูตรทางด้านอุตสาหกรรมความบันเทิงทั้งในหลักสูตรระดับวิชาชีพ และหลักสูตรระดับปริญญาตรีในระบบการศึกษาของประเทศออสเตรเลียมาอย่างยาวนาน จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า JMC Academy จึงได้รับการยอมรับในวงกว้างทั้งในและนอกประเทศออสเตรเลีย

นอกจากนี้ที่ได้บอกไปว่า JMC Academy นั้น มีเปิดการเรียนการสอนอยู่ในซิดนีย์ แต่แท้จริงแล้วทางสถาบันยังมี campus อื่นๆให้น้องๆได้เลือกเรียนอีกด้วยนะครับ โดย campus อื่นๆ ที่น้องๆสามารถเลือกไปเรียนได้ก็จะเป็นที่ Melbourne และ Brisbane เพราะฉะนั้นก็จะเท่ากับว่าจะมีทั้งหมด 3 campuses ด้วยกัน และคงต้องขอแสดงความเสียใจกับน้องๆที่อยากจะไปเรียนที่เมืองอื่นใน ณ ที่นี่ด้วย ไม่มีให้เรียนจร้าาาา อดนะครับ สมน้ำหน้า #หยอกหยอกหยอก


มาลงในรายละเอียดกันต่อว่า ที่ JMC Academy เขามีสอนทั้งในหลักสูตรวิชาชีพ และปริญญาตรีนั้น เขามีทางด้านสาขาไหนบ้างให้เราได้เลือกเรียน
  • Audio Engineering
  • Music Performance
  • Songwriting
  • Digital Design
  • Game Design
  • Animation
  • Film and Television Production
  • Entertainment Business
ก็เรียกว่าได้มีสาขาให้เลือกเรียนกันค่อนข้างหลากหลายอยู่พอสมควรกับทั้ง 8 สาขาที่ทางสถาบันมีให้...นอกจากนี้ ข้อดีอีกอย่างของสถาบันที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือ การที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในวงกว้างทั้งในและนอกประเทศออสเตรเลีย ทำให้นักเรียน local ที่นี่ที่สนใจในอุตสาหกรรมวงการบันเทิงก็มักจะนึกถึง และเลือกเรียนที่สถาบันแห่งนี้เป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักเรียนต่างชาติอย่างเราๆ ที่จะได้มีเพื่อนเป็นเด็ก local จะได้ blend เข้าสังคมวัฒนธรรมของคนออสเตรเลียได้ง่ายขึ้น เผลอๆอาจจะนำไปสู่ CONNECTION หรือโอกาสดีๆของการทำงานในออสเตรเลียหลังจากเรียนจบอีกด้วย และจากการที่เป็นที่ยอมรับอย่างวงกว้างในระดับสากล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คณาจารย์ของสถาบันมักจะได้รับคำเชื้อเชิญจากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนให้ไปเป็นวิทยากทั้งในและนอกประเทศออสเตรเลีย

และที่สำคัญที่สุด ที่ว่ากันด้วยของชื่อเสียงในระดับสากล JMC Academy เป็นเพียงสถาบันเดียวของออสเตรเลียที่ได้รับการยอมรับและจัดให้อยู่ในกลุ่มของ Berklee Global Partner ที่มีมาตรฐานการเรียนการสอนในหลักสูตร Music and Entertainment Management Programs อยู่ในระดับสากลที่นับได้ว่าเป็นอันดับต้น หรือเต้ยทางด้านนี้ของโลก ด้วยเหตุผลประการทั้งหมดในเรื่องของคุณภาพ และภาพจำที่ชัดเจนของทางสถาบัน ทำให้นักเรียนของ JMC Academy มักจะได้รับโอกาสหน้าที่การงานที่ดีจากองค์กรทางด้านอุตสาหกรรมความบันเทิงต่างๆทั่วโลก

ท้ายสุด สำหรับ JMC Academy ในฉบับเดือนกันยายนนี้...เรามีประสบการณ์ตรงของศิษย์เก่าอย่าง คุณเอย A&R Manager จาก Great Odyssey Records ของบริษัทในเครือ JSS Productions ที่เคยเรียนที่สถาบันแห่งนี้มาเล่าสู่กันฟังให้ได้อ่านอีกด้วยนะครับ

“ผมเลือกเรียนที่ JMC Academy ในหลักสูตร Entertainment Business Management เป็นเวลา 3 ปีด้วยกัน หลังจากสำเร็จการศึกษาจากทางสถาบันก็ได้งานทำที่กรุงเทพฯ ในตำแหน่งของ A&R Manager ที่ Great Odyssey Records บริษัทในเครือของ JSS Productions ที่ทำเกี่ยวกับเครื่องเสียง และจัดคอนเสิร์ตในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นการนำนักร้องเข้ามาจากต่างประเทศ หรือนักร้องในประเทศ โดยผมได้รับผิดชอบในส่วนของการดูแลค่ายเพลง จัดงาน event และจัดคอนเสิร์ต...สาเหตุที่เลือกเรียนที่นี่ ก็เพราะว่ามีความสนใจในเรื่องของดนตรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเลือกเรียนกับสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยตรงอย่าง JMC แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะสถาบันแทบจะสอนทุกอย่างตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปถึงขั้น advanced เรียกได้ว่าเริ่มจากศูนย์เลยก็ว่าได้ และสอนแบบให้นักเรียนได้มีทางเลือกของตัวเองว่าตัวเองจะถนัดทางด้านไหนเป็นพิเศษที่จะสามารถต่อยอดให้กับตัวเองในอนาคตได้ นับได้ว่าเป็นสถาบันที่เหมาะกับคนที่ชอบสายงานทางด้าน creative และต้องการทำงานในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ”

สุดท้ายแล้วจริงๆ สำหรับฉบับนี้...หากใครได้อ่านบทความฉบับนี้แล้วมีความสนใจใครรู้ อยากจะรู้จักสถาบันนี้เพิ่มเติม ก็สามารถ direct ด้วยตัวเองได้เลยที่ https://www.jmcacademy.edu.au/ หรือจะสอบถามเพิ่มเข้ามาที่ CPSdyney office ก็สามารถโทรมาหาเราได้ที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักแชทเข้ามาที่ CPSydney Facebook Page https://www.facebook.com/cpsyd/ ได้เลยนะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney


#น้าหนวด


วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

รัฐบาลใหม่ (ที่อาจจะ) ไฉไลกว่าเดิม และเงื่อนไขการทำงานของคนที่ติดตามวีซ่านักเรียน

มามามา...ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงกันให้เสียเวลาในฉบับประจำเดือนกันยายนนี้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้ออสเตรเลียได้ผลัดใบเข้าสู่รัฐบาลใหม่ภายใต้ผู้นำคนใหม่อย่างท่านนายกรัฐมนตรี Scott MORRISON เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ละก็ได้ประกาศคณะรัฐบาลใหม่ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกันตั้งแต่สิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา (สามารถคลิกลิงค์นี้ เพื่อเข้าไปดูคณะรัฐบาลชุดใหม่ได้เลยค่ะ https://www.theguardian.com/australia-news/2018/aug/26/cabinet-reshuffle-full-list-of-scott-morrisons-new-ministry)

เอาจริงๆแล้ว ดูผิวเผินทั่วไปมันคงไม่มีอะไรที่คนไทยอย่างเราๆจะต้องใส่ใจอะไรมากหรอก แต่ ประเด็นความน่าสนใจมันอยู่ที่ตรงที่ท่านนายกรัฐมนตรี Scott MORRISON ได้ทำการโยกย้ายธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำวีซ่าต่างๆในออสเตรเลียออกมาจาก Department of Home Affairs (DHA) แล้วจับมาใส่อยู่ในขอบเขตการดูแลของ Department of Immigration, Citizenship, and Multicultural Affairs แทนหน่ะสิ

หลายๆคนอาจจะงงงวยสงสัยว่าแล้วไงอ่ะ เดี๋ยวน้าหนวดจะเท้าความให้ฟัง เอาเลยนะ...




ย้อนความกลับไปในสมัยของกรุงศรึอยุธยา อะปะติถุยยยย #หยอกหยอก เอาแค่กลับไปในสมัยของอดีตท่านผู้นำอย่าง Malcolm TURNBULL ก็พอ คือก่อนที่ TURNBULL จะเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พวกธุรกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องของวีซ่าต่างๆในออสเตรเลียก็อยู่ภายใต้การดูแลของ Department of Immigration and Border Protection (DIBP) ของมันเป็นปกติ แต่พอพี่แกเข้ามาบริหารงานเท่านั้นแหล่ะ แกดันมีความคิดที่ค่อนข้างหัวโบราณ และอยากจะสงวนสิทธิ์ทุกอย่างไว้ให้คนออสเตรเลียมากกว่าที่จะแบ่งปันให้แก่ชาวต่างชาติที่ (อาจจะ) มีศักยภาพในการทำงานที่ก่อให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินมากกว่าคนออสเตรเลีย (พูดถึงเรื่องนี้ละน้าก็คันปากยิบๆ ลืมกันไปรึเปล่าว่าจริงๆแล้วแผ่นดินออสเตรเลียนั้นดั้งเดิมเป็นของพวกอะบอริจิน ใครเล่าหนาที่มาพบเจอในภายหลังแล้วใช้วิธีอะไรก็ไม่รู้เอามาเป็นของตัวเอง #เรืองนี้พูดเยอะไม่ได้เดี๊ยวเจ็บคอขอจิกกัดเบาๆก็พอละกัน555 ไม่ใช่อะไรหรอกครับมันละเอียดอ่อน ยกขึ้นมาเป็นประเด็นเพิ่มอรรถรสขำๆไปนะ ไม่เครียดน้าาาา) อดีตนายกฯคนดีท่านนี้เลยมีนโยบายผนวกเรื่องของวีซ่าเข้ากับเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศจากภัยคุกคามต่างๆ ซะอย่างนั้น ก่อให้เกิดกระทรวงใหม่ที่เรียกว่า "Department of Home Affairs (DHA)" ขึ้นมานั่นเองงงง และแต่งตั้งให้ Peter DUTTON ดูแลกระทรวงดังกล่าว อันเป็นผลให้วีซ่าต่างๆดูยากขึ้นไปหมดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจากนโยบายที่นำเรื่องของวีซ่าและผู้อพยพไปอยู่ภายใต้การดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศจากภัยคุกคามต่างๆ ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกคัดค้านจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย ผู้ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพเชิงบวกของชาวต่างชาติ หรือผู้อพยพ และมีมุมมองที่แตกต่างออกไปจากอดีตนายกฯ TURNBULL และ รมต. DUTTON เพียงแต่ในเวลานั้นอดีต รมต. ท่านนี้ ไม่มีแรงสนับสนุนที่เพียงพอ ทำให้ข้อคัดค้านของท่านได้แตกพ่ายในที่สุด



ถูกต้องละครับ...อดีต รมต. ว่ากาารกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย ท่านนั้นก็คือ "นายกรัฐมนตรี Scott MORRISON" คนปัจจุบันของรัฐบาลออสเตรเลีย (คนที่ 31) นั่นเอง

พอคราวนี้หลังจากที่ท่านนายกฯ MORRISON ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ท่านก็นำความคิดที่เคยคัดค้านไว้มาใส่ในแนวทางของท่านด้วย โดยยังคงให้มีกระทรวงความมั่นคงของประเทศออสเตรเลียอย่าง Department of Home Affairs ที่ดูแลในเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของออสเตรเลียจากภัยคุกคามต่างๆ และให้ Peter DUTTON เป็น รมต. ประจำกระทรวงอยู่เหมือนเดิม แต่ให้มุ่งเน้นในเรื่องของความปลอดภัย และจำกัดภัยคุกคามต่างๆไว้ในเรื่องของ Cyber Security, Law Enforcement, Border of Protection, และ Security Agencies

แล้วโยกธุรกรรมเรื่องของวีซ่าและอิมมิเกรชั่นต่างๆไปที่ อีกกระทรวงหนึ่งที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นอย่าง Department of Immigration, Citizenship, and Multicultural Affairs นั่นเอง และให้ David COLEMAN เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว...อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยังไม่ทราบนโยบายที่แน่ชัดของท่านนายกฯ MORRISON และท่าน รมต. COLEMAN ว่าจะมีนโยบายต่อชาวต่างชาติและผู้อพยพในออสเตรเลียอย่างไร แต่อย่างน้อยก็ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี จริงไหมครับ???



มาต่อด้วยคำถามยอดฮิตอีกประเด็นเลยครับ "ทำวีซ่าติดตามแฟนที่เป็นนักเรียน สามารถทำงานได้กี่ชั่วโมง ครับ/ค่ะ?"

  • ตามเงื่อนไขในการทำงานของคนที่ถือวีซ่าติดตามนักเรียน (Condition 8104)...คนที่ติดตามนักเรียนจะสามารถทำงานได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ โดยจะสามารถเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อคนหลักที่เป็นคนเรียนได้เริ่มเรียนไปแล้วเท่านั้น
  • ข้อยกเว้น คนติดตามจะสามารถทำงานได้มากกว่า 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ ก็ต่อเมื่อคนหลักที่เป็นนักเรียนลงทะเบียน และเริ่มเรียนในหลักสูตรปริญญาโท หรือปริญญาเอกไปแล้วเท่านั้น

ไหนๆก็วนมาเรื่องวีซ่านักเรียนแล้ว ก็ไปต่อให้สุดกับเงื่อนไขการทำงานของคนที่ถือวีซ่านักเรียน (Condition 8105) เลยละกัน...ในเรื่องของชั่วโมงการทำงานก็เหมือนกับตัว 8104 เลยครับ คือสามารถทำงานได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ ก็ต่อเมื่อเริ่มเรียนไปแล้ว และอยู่ในช่วง course in session เท่านั้น โดยจะสามารถทำงานได้แบบ unlimited hours ตอน course out of session ครับ
  • Course in session
    • อยู่ในช่วงระยะเวลาเรียนตามที่ระบุไว้ในเอกสารยืนยันการสมัครเรียน หรือ CoE ครับ
    • คอร์สเรียนเพิ่มเติมช่วงปิดเทอมก็เอามานับได้เหมือนกันนะ แต่คอร์สเสริมพวกนั้นจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรที่เรียนอยู่ในปัจจุบัน (และถ้าเอาให้ปลอดภัยที่สุดก็ควรจะมี CoE ยืนยันด้วยนะจ๊ะ)
  • Course out of session
    • ช่วงปิดเทอม
    • ในกรณีที่ถูกยกเลิก หรือเลื่อนคอร์สโดยสถาบันที่สอดคล้องกับ Standard 9 of the National Code of Practice for Providers of Education and Training to Overseas Students
    • จบคอร์สตาม CoE เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีระยะเวลาของวีซ่าเหลืออยู่ตามที่อิมฯได้ grant มาให้ (อันนี้ในกรณีสำหรับคนที่จะไม่เรียนอะไรต่อแล้วเท่านั้นนะครับ...ถ้าคนที่จะเรียนต่อ อย่าลืมว่าควรจะมี CoE ของคอร์สใหม่มารองรับต่อจากหลักสูตรเดิมที่จบไปภายใน 1 เดือน)
    • หลักสูตรที่ลงทะเบียนเรียนมาถูกยกเลิกจากความผิดพลาดของโรงเรียน (อันนี้ก็ไม่ใช่ว่าปล่อยไหล ไม่หาคอร์สใหม่มาแทนที่เลยนะจ๊ะ เหมือนที่เพิ่งบอกไปข้างบนเลยว่า "ควรจะมี CoE ของคอร์สใหม่ภายใน 1 เดือน")
โดยการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ ที่ว่าเนี่ยะ จะไม่นับรวมกับการทำงานที่อยู่ในรูปแบบของโปรแกรมฝึกงานที่มากับหลักสูตรที่ลงทะเบียนเรียนไป อาทิเช่น พวกหลักสูตรการทำอาหาร และการเลี้ยงเด็ก ที่มักจะมีชั่วโมงฝึกงานบังคับรวมอยู่ในหลักสูตร นอกจากนี้พวกงานอาสาสมัครต่างๆก็จะไม่นับรวมว่าเป็นการทำงานเหมือนกันนะครับ

สุดท้ายข้อยกเว้นที่นักเรียนจะสามารถทำงานได้แบบ unlimited hours ได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในช่วง in  หรือ out of session ก็คือ นักเรียนคนนั้นจะต้องเรียนในหลักสูตร Master Degree by Research หรือ Doctoral Degree ในออสเตรเลียเท่านั้น แต่จะต้องรอให้เริ่มเรียนในหลักสูตรดังกล่าวก่อนนะจ๊ะถึงจะทำงานแบบ unlimited ได้ ถ้าแบบยังเรียนภาษาอังกฤษเป็นแพคเกจอยู่ ก็ทำงานได้ 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ เหมือนเดิมครับ
Source: https://www.homeaffairs.gov.au/trav/stud/more/work-conditions-for-student-visa-holders

สุดท้ายน้าหนวดต้องขอตัวลาไปก่อนในฉบับนี้ ไว้ฉบับหน้าจะเอาสาระดีๆมาเล่าสู่กันฟังให้ได้อ่านกันอีกครั้งนะจ๊ะ...สำหรับที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มติมเกี่ยวกับการเรียนต่อในออสเตรเลีย รวมถึงวีซ่าทำงาน วีซ่าทักษะ และวีซ่าครอบครัวต่างๆ ก็สามารถติดต่อ CPSydney office ได้เลยตามรายละเอียดที่อยู่ด้านล่างนี้ สะดวกช่องทางไหนก็เต๊าะกันเข้ามาได้เลยจร้าาาา #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด



วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้



วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

MyFutureMyCP: ชุดใหญ่ไฟกระพริบ จัดให้ทีเดียว 3 สถาบันเลยละกัน!!!

MyFutureMyCP กลับมาละจร้าาาา หลังจากที่หายหน้าหายตากันไปนาน น้าหนวดต้องขอโทษด้วยจริงๆ มัวแต่เอาเวลาไปเขียนบทความหลักอื่นๆอยู่ มานึกได้อีกทีก็เพิ่งจะสำเหนียกได้ว่า ไม่ได้มาเขียนแนะนำสถาบันให้หลานๆได้อ่านมานานถึง 3 เดือนแล้ว...เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉบับนี้จะจัดให้ชุดใหญ่ไฟกระพริบตามที่ได้จั่วหัวข้อเลยละกันนะ

MyFutureMyCP 2018/3-5 ในฉบับนี้เราจะไปกันอย่างรวดเร็ว เพราะจะมีถึง 3 สถาบันด้วยกันที่วันนี้น้าหนวดจะมาเขียนแนะนำให้ได้รู้จักเพิ่มเติมกันไปอีก

มาเริ่มกันเลยที่สถาบันแรก Kaplan Business School (KBS)
Kaplan Business School ไม่ใช่สถาบันไก่กาอาราเล่แต่อย่างใดนะจ๊ะเด็กๆ เชื่อหรือไม่ว่า KBS เนี่ยะมีอายุอานามกว่า 80 ปีแล้ว (มากกว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งในออสเตรเลียอีกนะ555) แล้วรู้หรือไม่ว่าต้นตำรับของ KBS เนี่ยะก็ไม่ได้จากในประเทศออสเตรเลียนะจ๊ะ มาจากประเทศสหรัฐอเมริกานู่นเลย เพิ่งจะมา GRAND OPENING ในแดนจิงโจ้แห่งนี้เมื่อปี 2006 นี่เอง จนมาปัจจุบันก็สามารถขยายสาขา campus ต่างๆได้ถึง 4 แห่ง ได้แก่ Sydney, Melbourne, Adelaide, และ Brisbane ภายในระยะเวลาแค่เพียง 12 ปีเท่านั้น

รู้ถึงประวัติความเป็นมาของสถาบันไปแล้ว คราวนี้มาดูต่อกันหน่อยว่า ทำไมเด็กๆถึงควรลองพิจารณาสถาบันแห่งนี้ไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของการเรียนในระดับปริญญาตรี และปริญญาโทไว้ในอ้อมใจกันดูบ้าง
  1. Affordable Tuition Fee: ถึงแม้จะมีแต่หลักสูตรปริญญาตรี และปริญญาโทเป็นหลัก แต่รู้หรือไม่ว่าที่ KBS เนี่ยะ มีค่าเทอมถูกแสนถูกเมื่อเปรียบเทียบกับสถาบันอื่นๆที่เปิดสอนในหลักสูตรเดียวกัน โดยค่าเทอมของที่ Kaplan Business School จะตกอยู่ที่เพียงประมาณ A$7,xxx ต่อเทอมเท่านั้น บอกได้เลยว่าถูกมากๆถ้าเทียบคุณภาพที่จะได้รับกับสถาบันอื่นๆที่ไม่ใช่มหา'ลัย แต่เปิดสอนในระดับปริญญาตรี และปริญญาโทเหมือนกัน
  2. Professional Recognition: ทุกหลักสูตรของ KBS ได้รับการรับรองจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงหน่วยงานในภาครัฐฯของออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักสูตรทางด้านการบัญชีที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานทางด้านบัญชีในออสเตรเลียเช่นเดียวกัน ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถนำคุณวุฒิที่ได้จากทางสถาบันไปต่อยอดในการทำวีซ่า 485 และ PR ได้ในอนาคตอย่างแน่นอนครับ
  3. Expert Lecturers: คณาจารย์ผู้ที่มีทั้งคุณวุฒิที่เหมาะสม และประสบการณ์ตรงทางด้านต่างๆ
  4. Global Career Prospects: ด้วยความที่ KBS ไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียเท่านั้น แต่ทว่ายังเป็นที่รู้จักในอังกฤษ และหลากหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยของเราอีกด้วย ทำให้ KBS เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมีจุดแข็งมากๆในเรื่องของ GLOBAL CONNECTIONS จากการมี partnerships มากกว่า 1,000 แห่ง จาก 30 ประเทศทั่วโลก
  5. Careers Central: หนึ่งในจุดแข็งที่ดีที่สุดของ KBS คงหนีไม่พ้นในเรื่องของการให้บริการในการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนในการหางาน รวมถึงโปรแกรมการฝึกงานระหว่างการเรียนจาก Careers Central Team ของทางสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น workshop ต่างๆตลอดปีในทั้ง 4 campuses และการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว โดยสิทธิพิเศษนี้จะมอบให้ทั้งนักเรียนปัจจุบัน และศิษย์เก่าที่จบไปแล้ว ไม่ได้สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะนักเรียนปัจจุบันแต่อย่างใด
รู้ข้อดีของสถาบันแล้ว คราวนี้ถ้าสนใจที่จะเรียนที่นี่ต่อจริงๆ ก็ต้องมาดูกันว่าที่ Kaplan Business School เขามีหลักสูตรอะไรให้เรียนกันบ้าง
  • Bachelor of Business in different majors:
    • Accounting
    • Finance
    • Hospitality & Tourism Management
    • Management
    • Marketing
  • Graduate Certificate in Accounting
  • Master of Professional Accounting
  • Master of Accounting
  • Graduate Certificate in Business Administration
  • Graduate Diploma of Business Administration
  • Master of Business Administration in different majors:
    • Entrepreneurship
    • International Leadership
    • Health Services Management
    • Digital Management
    • Project Management

มาต่อกันเลยที่สถาบันที่สองและสามในคราวเดียวกัน Greenwich English College (GEC) และ Greenwich Management College (GMC)
Greenwich College เนี่ยะ แบ่งย่อยออกเป็น 2 โรงเรียน ได้แก่ Greenwich English College (GEC) สำหรับหลักสูตรภาษาอังกฤษ และ Greenwich Management College (GMC) สำหรับการเรียนการสอนในหลักสูตรวิชาชีพ

มาเริ่มกันที่ GEC สถาบันภาษากันก่อนเลย...ด้วยความที่อยู่ยงคงกระพันในอุตสาหกรรมการศึกษาออสเตรเลียมายาวนานถึง 13 ปี กอปรกับคุณภาพการเรียนการสอนที่ยอดเยี่ยม ทำให้ GEC ถูกจัดให้เป็น private English course provider อันดับต้นๆของออสเตรเลียเลยก็ว่าได้ (private English course provider ในที่นี้ เราจะไม่นับรวมถึงสถาบันภาษาของมหาวิทยาลัยต่างๆนะครับ) ถ้าไม่เจ๋งจริง หรือไม่ได้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง คงไม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์สอบ Cambridge Exam หรอกครับ ก็เหมือนกับที่ Navitas English ได้เป็นศูนย์สอบของ IELTS นั่นแหล่ะ

นอกจากจะเปิดมานาน มีคุณภาพการเรียนการสอนที่ยอดเยี่ยม และเป็นศูนย์สอบ Cambridge Exam ในออสเตรเลีย...GEC ยังเป็นสถาบันภาษาที่มี Cambridge course เปิดสอนเยอะที่สุดในออสเตรเลียอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ หนูๆยังสามารถเลือก GEC เป็นศูนย์สอบสำหรับการสอบ BULATS และ OET ได้อีกด้วย จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในหนึ่งปีถึงมีนักเรียนต่างชาติกว่า 1,500 คนจาก 30 ประเทศทั่วโลกถึงเลือกที่จะมาเรียนที่ GEC ไม่ว่าจะเป็นการเรียนที่ Sydney หรือ Melbourne ก็ตาม

ก่อนจะข้ามไปที่ GMC เรามาดูกันต่ออีกสักนิดดีกว่าว่า GEC ยังมีข้อดีอะไรอีกบ้างที่ทำให้น้องๆนักเรียนหลายๆคนถึงตัดสินใจมาเรียนที่นี่
  1. Location: อย่างที่บอกไปว่าน้องๆจะสามารถเลือกเรียนได้ทั้งที่ Sydney และ Melbourne ซึ่งนับได้ว่าเป็นเมืองใหญ่ทั้งคู่ แต่ที่ยิ่งดีไปกว่านั้นคือทั้ง 2 campus เนี่ยะ ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองเลย ทำให้สะดวกมากในการเดินทางไปเรียน
  2. Course articulations: น้องๆที่จบหลักสูตรภาษาจากที่ GEC จะสามารถนำผลภาษาที่เรียนจบไปใช้สมัครเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้กับสถาบันชื่อดังต่างๆ อาทิเช่น TAFE NSW, Macquarie University, University of Wollongong, Torrens University ฯลฯ
  3. Course varieties: อย่างที่บอกไปแต่แรกว่า GEC เป็นโรงเรียนภาษาที่มี Cambridge course เยอะที่สุดในออสเตรเลีย โดยจะมีตั้งแต่ระดับ Beginner ไล่ยาวไปถึง Advanced แต่อีกสิ่งที่ทำให้ GEC มีความโดดเด่นกว่าที่อื่นก็คือ พี่แกมีหลักสูตรภาษาอังกฤษให้เลือกเรียนมากถึง 17 หลักสูตรด้วยกัน
  4. Tuition fee: หลายๆคนอาจจะพอทราบว่าแต่ละหลักสูตรก็จะมีราคาค่าเรียนภาษาที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่ GEC เนี่ยะ ราคาเดียวกันในทุกคอร์สเลยนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นในกรณีที่อยากจะเปลี่ยนคอร์สก็สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเรียนเพิ่มเติมแต่อย่างใดครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องดูความเหมาะสมของหลักสูตรที่จะย้ายไปด้วยนะครับว่าเราจะสามารถเรียนได้รึเปล่า ในกรณีที่นักเรียนบางคนอาจจะต้องเรียนหลักสูตรวิชาชีพหลังจากที่เรียนภาษาเสร็จ
จบจากโรงเรียนภาษา ก็มาซัดกันต่อเลยกับ GMC ที่สอนหลักสูตรวิชาชีพกันเลยดีกว่า...GMC เองก็จัดได้ว่าเป็นสถาบันต่อยอดน้องใหม่ที่ทาง Greenwich College ขยายแตกกิ่งก้านสาขาออกมาเพิ่มเติมจาก Greenwich English College โดยให้สถาบันสอนวิชาชีพมีชื่อว่า Greenwich Management College หรือ GMC นั่นเอง ซึ่งที่ GMC เนี่ยะ น้องๆหลานๆจะสามารถเลือกเรียนได้ใน 3 ระดับชั้นการเรียนด้วย ได้แก่ Certificate IV, Diploma, และ Advanced Diploma และมีหลักสูตรวิชาชีพให้เลือกเรียนทั้งหมด 6 สาขาด้วยกัน ได้แก่
  • Business
  • Leadership and Management
  • Project Management
  • Program Management
  • Marketing and Communication
  • Event Management
ถึงแม้จะเป็นสถาบันต่อยอดน้องใหม่ แต่ก็ไม่ได้อ่อนประสบการณ์อย่างที่คิดนะครับ อย่าลืมว่าอันนี้มันไม่ใช่โรงเรียนเปิดใหม่ไก่กาอาราเล่ มันเป็นโรงเรียนที่ได้รับการต่อยอดขยายกิ่งก้านสาขาเพิ่มช่องทางทางการตลาดให้กับตัวเอง ทำให้ GMC ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีก่อนที่จะ Grand Opening เปิดให้น้องๆได้เรียนในเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เดี๋ยวเรามาดูกันว่า GMC มีข้อดีอะไรเพิ่มเติมอีกบ้างที่ทำให้น้าหนวดแนะนำให้หลานๆรู้จัก และลองพิจารณาเก็บไว้ในอ้อมใจกันดู
  1. Flexible timetable: มีทั้งแบบไปเรียนวันเดียวเต็มวัน หรือจะเอาแบบเรียนครึ่งวัน 2 วันก็ได้ เพราะฉะนั้นก็จะค่อนข้างมีเวลาให้ได้ใช้สอยตามอัธยาศัยกันพอสมควรเลยครับ
  2. Cheap tuition fee: เชื่อหรือไม่ว่า ค่าเทอมของที่ GMC มีสนนราคาอยู่แค่เพียง A$1,000/term เท่านั้น ถูกกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจริงๆ
  3. Scholarship availability: อันนี้เรียกได้ว่าแปลกสุดๆไปเลย เพราะปกติพวกทุนการศึกษาเนี่ยะ จะมีเฉพาะในสถาบันที่สอนพวกหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไปทั้งนั้น แต่นี่มีทุนการศึกษามูลค่า A$2,000 ให้กับน้องๆที่เรียนในระดับ Advanced Diploma ด้วยนะจ๊ะ
  4. Industry engagement and Internship opportunities:
สำหรับฉบับนี้น้าหนวดต้องขอลาไปก่อน ไว้เดี๋ยวในฉบับหน้าจะมาเล่าอะไรให้ฟังก็ต้องลองติดตามอ่านกันดูนะครับ...หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อมาที่ CPSydney office ได้ทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ +61 2 9267 8522 หรือจะทักมาหากันที่ Facebook Page ของทางบริษัทก็สามารถทักกันมาได้ที่ www.facebook.com/cpsyd


#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney
#น้าหนวด

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

(ฉบับแก้ไข) ข่าวดี...โดนปฏิเสธ PR (subclass 186) มา ก็ยังสามารถอุทธรณ์และทำให้ AAT กลับคำตัดสินได้นะ!!!

ฉบับนี้เป็นฉบับเฉพาะกิจครับ เพราะเพิ่งได้ผลการตัดสินมาจาก Administrative Appeals Tribunal (AAT) กันแบบสดๆร้อนๆเลย (ที่จริงก็ไม่ได้สดๆร้อนๆมากหรอก ได้ผลการตัดสินมาตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมละครับ แต่เพิ่งจะมีเวลามาเล่าสู่กันฟังในวันนี้) ก็ตามหัวข้อเลยครับ "โดนปฏิเสธ PR (subclass 186) มา ก็ยังสามารถอุทธรณ์และทำให้ AAT กลับคำตัดสินได้นะ!!!" เดี๋ยวเรามาดูกันเลยว่าเรื่องราวของกรณีตัวอย่างเคสนี้มีความเป็นมาอย่างไร

ก่อนอื่นขอใช้แทนนามสมมติสำหรับผู้เกี่ยวข้องในกรณีตัวอย่างนี้ ดังต่อไปนี้นะครับ
  • ชื่อร้าน: ร้านนวด A
  • ชื่อผู้สมัคร:คุณ X
  • ชื่อสามีของผู้สมัคร: คุณ Y
คือเรื่องมันมีอยู่ว่า คุณ X เนี่ยะได้ถูกปฏิเสธการขอ PR ผ่านทางวีซ่า subclass 186 ที่เป็นวีซ่าข้ามฝั่งมาจากวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ subclass 457 ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณ X ใส่ชื่อตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจ (ร้านนวด A) และไม่สามารถพิสูจน์ให้อิมมิเกรชั่นเชื่อว่าคุณ X ได้ทำงานในตำแหน่ง MASSAGE THERAPIST เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (อนึ่ง สำหรับการสปอนเซอร์พนักงานในร้านนวด จะมีเพียงตำแหน่งเดียวที่สามารถสปอนเซอร์ได้ และต่อยอดไปถึง PR ก็คือ ตำแหน่ง MASSAGE THERAPIST นี่แหล่ะ) คือเรื่องของเรื่องเอเจนท์เจ้ากรรมที่ทำเรื่องขอ PR ให้กับคุณ X เนี่ยะ ไปใส่ข้อมูลการทำงานทุกอย่างของคุณ X ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการร้าน และธุรกรรมอื่นๆ แทนที่จะมี scope งานเพียงแค่เป็น MASSAGE THERAPIST หรือการเป็นพนักงานนวดเพียงอย่างเดียวเท่านั้นตามอาชีพที่ได้ยื่นขอ 457 ไป คือถ้าจะระบุว่ามีหน้าที่อื่นๆด้วยก็ต้องเป็นส่วนน้อยมากๆ เดี๋ยวเรามาดูตัว Decision Record ของคุณ X กันว่านางโดนไปกี่แผล อะไรยังไงบ้าง ซึ่งบทสรุปที่ AAT เขียนออกมาเนี่ยะมีความยาวถึง 8 หน้ากระดาษ A4 และจำแนกได้เป็น 54 ข้อสรุปด้วยกัน ซึ่งน้าหนวดจะขอสรุปข้อที่เป็นบาดแผลใหญ่ให้ได้อ่านโดยสังเขปเท่านั้นนะจ๊ะ แล้วก็จะแนบผล Decision Record ทั้งหมดไว้ท้ายบทความให้หลายๆท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานเพิ่มความรู้ไว้อีกทางด้วยละกันนะครับ แก้ไขในเรื่องของการแนบไฟล์ ทางเราขอเป็นแค่การแนบใบปะหน้า เพื่อพิสูจน์ว่าเคสนี้มีอยู่จริง (เอกสารจริง ไม่ใช่การของปลอมทำเหมือน เหมือนในกรณีที่เป็นข่าวอยู่แน่นอนครับ) เนื่องจากก่อนหน้านี้เราได้แนบผลการตัดสินทั้งหมด แต่ด้วยข้อมูลที่เยอะ และความผิดพลาดของผู้เขียนเอง...ทำให้ลบชื่อร้าน และชื่อเจ้าของเคสไม่หมด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยนะครับ คุณ X
  • ตำแหน่งที่ยื่นเข้ามาเป็นตำแหน่ง Massage Therapist ภายใต้ Temporary Residence Transition (TRT) stream คือจะเป็น stream สำหรับคนที่ถือวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ 457 มาก่อน โดยจะต้องทำงานให้กับนายจ้างคนนั้นเป็นเวลา 2 ปี ในตำแหน่งที่ได้ยื่น nomination เข้ามา ซึ่งคุณ X ก็ได้ยื่น PR เข้ามาในตำแหน่งดังกล่าว
  • คุณ X ถูกปฏิเสธการขอ PR เพราะว่าเจ้าหน้าที่อิมฯไม่เชื่อว่าคุณ X ได้ทำงานในฐานะ Massage Therapist จริง อีกทั้งยังเป็นเจ้าของธุรกิจร้านนวด A ด้วยตัวเองอีกด้วย และจากเอกสารที่ได้แนบไปในตอนขอ PR เกี่ยวกับเนื้องานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง อิมมิเกรชั่นจึงอนุมานและกล่าวโดยสรุปได้ว่าคุณ X ไม่ได้ทำงาน Full Time เป็น Massage Therapist จริง ทำให้การขอ PR ของคุณ X ถูกปฏิเสธ
  • ทาง Tribunal (AAT) ได้เรียกให้คุณ X และสามี (คุณ Y) เข้าไปสอบสวนเพิ่มเติม (hearing) เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวในวันที่ 27 มิถุนายน 2018 ที่ผ่านมา
  • ประเด็นโต้แย้งการ hearing ของคุณ X ก็มุ่งเน้นไปที่รายละเอียดของเนื้องานที่เอเจนท์เจ้ากรรมดันไปใส่รายละเอียดทั้งหมดเกินหน้าที่ของการเป็น MASSAGE THERAPIST นั่นแหล่ะ...คือในแต่ละอาชีพที่สามารถทำวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ (457 เก่า) หรือ 482 ในปัจจุบันเนี่ยะ จะต้องมีขอบเขตของการทำงาน (Job Description: JD) สอดคล้องกับ JD ที่กำหนดขึ้นโดย ANZSCO ซึ่งในกรณีของอาชีพ Massage Therapist ทาง ANZSCO ก็ได้กำหนด JD ไว้ว่า "performs therapeutic massage and administers body treatment for relaxation, health, fitness, and remedial purposes" (ถ้าใครอยากรู้ว่า JD ของอาชีพ Massage Therapist ที่กำหนดโดย ANZSCO เป็นอย่างไรก็คลิกลิงค์ที่แปะไว้ให้ตรงนี้ได้เลยนะครับ http://www.abs.gov.au/ausstats/abs@.nsf/Product+Lookup/459A377532988862CA257B95001310C7?opendocument)
  • นอกจากนี้ ยังมีประเด็นในเรื่องของการทำงานระหว่างที่อยู่นอกประเทศของคุณ X อีกด้วย ที่ทางเอเจนท์เจ้าเดิมอีกเนี่ยะแหล่ะ ที่ดันไปให้ข้อมูลไว้ว่าคุณ X ยังคงทำงานเป็นปกติในระหว่างที่อยู่นอกประเทศออสเตรเลียโดยเป็นการทำงานในส่วนของการหาของใช้หรือวัสดุต่างๆมาใช้ในร้านนวด ส่วนระยะเวลาที่เหลือที่ไม่ได้ทำงานก็นับเป็น Paid Annual Leave...ซึ่งการทำงานดังกล่าว AAT ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่สามารถนับเป็นช่วงเวลาทำงานในขณะที่อยู่นอกประเทศได้ (overseas work related trip) เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ JD ของอาชีพ Massage Therapist ที่ทาง ANZSCO ได้กำหนดไว้นั่นเอง
  • จากข้อมูลข้างต้น เมื่อคุณ X อยู่นอกประเทศออสเตรเลีย และไม่สามารถนำช่วงเวลา overseas work related trip ทั้งหมด 51 วันมานับรวมเป็นเวลาการทำงานในตำแหน่งของ Massage Therapist ได้ ก็เท่ากับว่าระยะเวลาการทำงานภายใต้ตำแหน่ง Massage Therapist ของคุณ X จะหายไป 51 วันด้วยกัน แต่ยังโชคดีที่ระยะเวลาการทำงานทั้งหมดของคุณ X สามารถนับรวมได้เป็นเวลา 2 ปี 4 เดือน 3 สัปดาห์ กับอีก 5 วัน ต่อให้หักช่วงเวลาของ overseas work related trip ทั้ง 51 วันออกไป ก็ยังถือว่าทำงานมาเป็นเวลามากกว่า 2 ปีตามที่กำหนดไว้อยู่ดี...อันนี้ก็ถือว่ารอดไปครับ ไม่งั้นอาจจะโดนอีกกระทงก็ได้!!!
  • ไม่เพียงเท่านั้น AAT ยังดูไปถึงเรื่องการเงินของร้านนวด A อีกด้วย เพราะทาง AAT มีความกังวลกับธุรกิจที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกำไร...ยังดีที่ทั้งคุณ X และคุณ Y สามารถอธิบายให้ AAT เข้าใจถึงเหตุผลของการที่ร้านนวด A ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้
  • ประเด็นสุดท้าย คือในเรื่องสัญญาเช่าร้านที่ทางคุณ X ได้แนบเอกสารไป ได้มีการระบุไว้ว่าสัญญาเช่าจะหมดลงในเดือนตุลาคม 2019 และไม่สามารถต่อสัญญาเช่าได้...ซึ่งปัญหานี้ก็สามารถแก้ไขได้โดยการคุยกับ landlord และ real estate agent ว่า คุณ X และคุณ Y มีความประสงค์ที่จะต่อสัญญาร้านออกไป พร้อมกับการ renovation ร้านอีกด้วย ทำให้ทาง landlord และ real estate agent ออกสัญญาเช่าฉบับใหม่ให้
ทั้งหมดก็เป็นบาดแผลต่างๆ ที่คุณ X คุณ Y ได้รับมาจากการยื่น nomination ขอ PR เข้าไปกับเอเจนท์อื่น จนโดนปฏิเสธกลับมา...หลังจากนั้น คุณ X และคุณ Y ก็ได้ติดต่อเข้ามาหาทาง CPSydney office ให้ช่วยทำเรื่องอุทธรณ์ หรือ AAT ให้ พอเราดูเคสแล้วเห็นถึงความเป็นไปได้ เราก็ได้แนะนำคุณ X และคุณ Y ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเรา พร้อมกับ submission คำแก้ต่างที่ทางเราได้ช่วยเขียนให้ทาง AAT พิจารณา
  • ลงรายละเอียดการทำงานในแต่ละวันของคุณ X และคุณ Y ไปเลยว่า ในหนึ่งวันทำอะไรกันบ้างทั้งคุณ X ในฐานะ Massage Therapist และคุณ Y ในฐานะ Business Owner
  • รวมถึงเรียกให้คุณ X และคุณ Y เข้ามาติวเข้ม ก่อนที่จะไปทำการ hearing กับ AAT ในวันที่ 27 มิถุนายน 2018 ที่ผ่านมา
จนในที่สุด จากการสัมภาษณ์ปากเปล่า และเอกสารที่เราช่วยคุณ X และคุณ Y เตรียม เพื่อแนบเข้าไปประกอบคำแก้ต่าง ก็ทำให้ AAT เชื่อว่าคุณ X ได้ทำงานเป็น Massage Therapist จริงๆ ถึงแม้จะมีรายละเอียดเนื้องานอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็สามารถเป็นที่เข้าใจและยอมรับได้จาก nature of business...นำมาซึ่งผลสรุปที่ AAT ได้ APPROVE nomination การขอ PR ของคุณ X และตีผลพิจารณากลับไปให้ทางอิมมิเกรชั่นพิจารณาวีซ่าของคุณ X ใหม่อีกครั้งในวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่า เดี๋ยวนี้อิมฯ เข้มงวดขึ้นเยอะมากนะครับ สำหรับ TRT stream subclass 186 ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระยะเวลาทำงานที่ต้องครบ 2 ปี (นับเวลาทำงาน 38 ชั่วโมง/สัปดาห์), scope ของการทำงานที่ต้องตรงกับที่ ANZSCO ได้กำหนดไว้, เงินค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องไม่ต่ำกว่า A$55,000/year + 9.5% superannuation, ผลประกอบการของบริษัท หรือองค์กรที่สปอนเซอร์, สัญญาเช่า หรือที่ตั้งของบริษัท หรือร้านค้า, รูปแบบ หรือลักษณะของธุรกิจ, training benchmark หรือ SAF ที่นายจ้างต้องชำระให้กับหน่วยงานทางภาครัฐตามกำหนด ฯลฯ...เพราะฉะนั้นจะสักแต่ว่ายื่นเข้าไปไม่ได้ละนะครับ ควรจะตรวจสอบให้ชัวร์ว่าเรา meet ทุก requirement ของเขาแล้วจะดีที่สุด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มติมเกี่ยวกับการเรียนต่อในหลักสูตรต่างๆในออสเตรเลีย รวมถึงวีซ่าทำงานหรือวีซ่าทักษะต่างๆ และวีซ่าครอบครัวต่างๆ...ติดต่อมาที่ CPSydney office ได้เลยที่ (+61) 2 9267 8522 หรือ LINE ID: cpsydney2 หรือจะทักมาที่ www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะครับ!!! สำหรับฉบับนี้น้าหนวดต้องขอลาไปก่อน แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้า
#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด
วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน ไว้ใจเรา CP Sydney...วีซ่านักเรียน วีซ่าคู่ครอง วึซ่าทำงาน แปลเอกสารก็มีนะจ๊ะ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ได้รับคำแนะนำผิด ชีวิตเปลี่ยน นะจ๊ะ!!!

VisaTalk by CPSydney กลับมาอีกแล้วจร้าาา...ขอต้อนรับเข้าสู่เดือนสิงหาคม หรือเดือนที่ 8 ของทุกๆปี นี่ก็ไม่น่าเชื่อเลยว่าเผลอแป๊บเดียว อีกแค่ 4 เดือน ปี 2018 ก็จะจากเราไปแล้ว เพราะฉะนั้นใครมีเป้าหมายอะไรที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำภายในปีนี้ก็รีบๆเข้านะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าน้าหนวดไม่เตือนเด้อออ

มาเข้าเรื่องของเรากันในฉบับประจำเดือนสิงหาคมกันเลยดีกว่า โดยในวันนี้น้าหนวดจะนำกรณีศึกษาของการได้รับคำแนะนำแบบผิดๆ หรือการเข้าใจผิดของตัวหลานๆทั้งหลายเกี่ยวกับการทำวีซ่า มาเล่าให้ฟังกันในฉบับนี้นะครับ

กรณีศึกษาที่ 1 (วีซ่านักเรียน และ วีซ่าติดตามนักเรียน)

สำหรับกรณีศึกษาแรกที่เข้ามาปรึกษากับทาง Migration agent ประจำ Sydney office ก็จะเป็นเรื่องของครอบครัวของพี่เอครับ คือว่า พี่เอได้เข้ามาปรึกษากับ migration agent ของเราเพราะถูกทาง (Administrative Appeals Tribunal: AAT) ยืนยันคำตัดสินมาว่า "พี่เอ ถูกยกเลิก วีซ่านักเรียนของตัวเอง" เหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลประการใดหน่ะหรือ ก็เอาแบบง่ายๆเลยนะครับ การถูกยกเลิกวีซ่านักเรียน จะสามารถเกิดขึ้นได้ในกรณีที่นักเรียนได้ทำผิดกฎหรือเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งของวีซ่านักเรียน อาทิเช่น ทำงานเกินจำนวนชั่วโมงที่อิมฯกำหนดมาให้, เปลี่ยนระดับหลักสูตรการเรียนต่ำลงจากวีซ่านักเรียนที่ได้รับมา แล้วไม่เปลี่ยนวีซ่าให้ถูกต้องตามหลักสูตรใหม่, รวมถึงการไม่ยอมไปเรียนหนังสือ ฯลฯ

ซึ่งในกรณีของพี่เอที่โดนยกเลิกวีซ่านักเรียน (CANCELLATION) ไปก็เพราะว่า พี่แกไม่ได้ไปเรียนหนังสือเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมถึงไม่มีการตอบสนองใดๆกับทางสถาบันเลยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หลังจากที่พี่เอได้ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียนกับภรรยาของพี่เอเข้าไปและกำลังรอผลของวีซ่าอยู่ ทำไมพี่เอถึงทำตัวไม่น่ารักแบบนี้หน่ะหรอ??? เหตุของการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะอะไร พี่เอได้เล่าให้เราฟังว่า "หลังจากที่พี่ได้ให้เอเจนท์เก่าของพี่ ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียนกับภรรยาเข้าไปแล้วนั้น ทางเอเจนท์นั้นก็ได้บอกกับพี่เอว่า ระหว่างที่รอผลนี้ พี่เอไม่ต้องไปเรียนแล้วได้เลยนะคะ" นั่นแหล่ะค่ะ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็อย่างที่เห็นและได้ทราบโดยทั่วกัน โดนยกเลิกเรียบร้อยโรงเรียนอิมมิเกรชั่นไปตามระเบียบ เพราะความผิดกระทงนี้ได้เทียบเท่ากับการทำผิดเงื่อนไข 8202 นั่นเอง (ดูรูปประกอบได้ด้านล่างเลยนะจ๊ะ)
จากรูปจะเห็นได้ว่า เงื่อนไขของเจ้าตัว 8202 นั้นประกอบด้วยกัน 2 ส่วน คือ ในเรื่องของการเรียนให้ตรงหรือสูงกว่าในระดับที่ได้รับวีซ่านักเรียนมาตาม CoE ที่ยื่นไป อีกส่วนก็ที่ตีกรอบสีแดงให้ดูที่พี่เอทำผิดเงื่อนไขนั่นแหล่ะ

เท่านั้นยังไม่พอครับ แทนที่เอเจนท์เจ้ากรรมจะแนะนำให้พี่เอ withdraw หรือถอนวีซ่าติดตามนักเรียนที่ยื่นตามภรรยาหลังจากที่พี่เอโดนยกเลิกวีซ่านักเรียน แต่แกดันปล่อยให้พี่เอเพิกเฉยกับวีซ่าตัวที่ยื่นเข้าไปตามภรรยาซะอย่างนั้น จนสุดท้ายก็โดนปฏิเสธวีซ่าติดตามภรรยามาอีก (REFUSAL) ทำไมพี่เอถึงควรจะถอนวีซ่าติดตามภรรยาที่ยื่นเข้าไปหน่ะหรอ??? ก็เพราะว่าหลังจากที่พี่เอโดนยกเลิกวีซ่านักเรียนของตัวเองไปแล้วนั้น พี่เอได้มีความผิดขึ้นมาอีก 1 กระทงทันทีด้วยเหตุผลนี้ครับ เงื่อนไข 4103 คือ ภายหลังที่โดนยกเลิกวีซ่า เราจะไม่มีสิทธิ์ยื่น temporary visa ใดๆได้เลย ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าทำงาน วีซ่าท่องเที่ยว หรือแม้แต่วีซ่านักเรียนเป็นเวลา 3 ปีด้วยกัน หรือเอาแบบง่ายๆก็ที่เข้าใจกันว่า "โดนแบน 3 ปี" ก็คือเงื่อนไขนี้นั่นแหล่ะ

สาวให้ลึกลงไปอีก ก็ได้พบเจออีก 1 คำแนะนำแบบผิดๆที่เอเจนท์นั้นได้มอบให้แก่พี่เอ...หลังจากที่ทั้งโดนยกเลิก และปฏิเสธวีซ่ามาแล้ว เอเจนท์เจ้าเดิมก็ดันแนะนำให้พี่เอยื่นอุทธรณ์ (AAT) วีซ่าติดตามนักเรียนที่โดนปฏิเสธเพียงอย่างเดียว ทั้งๆที่พี่เอสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทั้งวีซ่าที่ถูกยกเลิกไปและวีซ่าติดตามนักเรียนที่ถูกปฏิเสธมา คือถ้าจะมองว่าเปลืองเงินเลือกอุทธรณ์อันเดียวก็พอ ก็ควรจะยื่นอุทธรณ์ในส่วนของวีซ่านักเรียนของพี่เอที่ถูกยกเลิก ไม่ใช่มาอุทธรณ์ในส่วนที่ถูกปฏิเสธมาจากผลพวงที่โดนแบน 3 ปึจากการผิดเงื่อน 4103 เพราะฉะนั้นถ้าจะเลือกอุทธรณ์อันเดียวก็ควรจะมุ่งไปที่ต้นเหตุ ไม่ใช่มาแก้ตรงปลายเหตุครับ...กล่าวโดยสรุปสำหรับกรณีศึกษาของพี่เอนะครับ คือ ถ้าพี่เอได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตั้งแต่ในเรื่องควรจะยังไปเรียนหนังสืออยู่ตามเดิมในขณะที่รอวีซ่าติดตามนักเรียนกับภรรยาที่ยื่นเข้าไปตามเงื่อนไข 8202 รวมถึงผลลัพธ์ของการถูกยกเลิกวีซ่า และการเลือกอุทธรณ์ให้ถูกต้อง พี่เอก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงขนาดนี้ ก็ เป็น ด้ายยยย

ทั้งนี้ หากว่าใครใคร่สงสัยว่าตัวเองทำผิดเงื่อนไขวีซ่านักเรียนในข้อใดอีกบ้าง (นอกจากการทำงานเกิน) ก็สามารถดูได้ในวีซ่านักเรียนของตัวเอง เพราะโดยปกติอิมมิเกรชั่นจะแนบ conditions ต่างๆมาไว้ให้ในวีซ่านักเรียนของทุกคนด้วยอยู่แล้ว หรือถ้าใครหาไม่เจอจริงๆ ก็สามารถคลิกที่ลิงค์ที่น้าหนวดแปะไว้ให้ได้เลยนะครับ https://www.homeaffairs.gov.au/trav/stud/more/visa-conditions/visa-conditions-students 

กรณีศึกษาที่ 2 (ยื่น Partner Visa ด้วยตัวเอง แล้วจะเอาลูกมาติดตามในภายหลัง)

ข้ามมาที่กรณีศึกษาที่ 2 ที่ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากทาง CPSydney office ของเราไปนั้น ก็จะเป็นเรื่องของพี่บีกันบ้าง คือ พี่บีได้ยื่น Partner Visa application เข้าไปด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นปี 2017 ที่ผ่านมา โดยได้ระบุในพาร์ทนึงของ application ให้ทางอิมฯทราบว่า พี่บีไม่มีความประสงค์ที่จะเอาลูกมาติดตามในอนาคต แต่ในเป้าประสงค์ที่แท้ทรูของพี่บี คือ แกก็ตั้งใจจะเอาลูกมาติดตามในภายหลังนั่นแหล่ะ เพียงแต่ด้วยความที่กรณีศึกษาของพี่บีนั้นมีความสับสนเล็กน้อยถึงปานกลาง ทำให้พี่บีกรอกเอกสารผิด และทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าพี่บีจะไม่เอาลูกมาติดตามเลย ไม่ว่าจะเป็นทั้งในตอนนี้หรืออนาคตก็แล้วแต่ เจ้าหน้าที่จึงออกเอกสารให้พี่บีเซ็นรับรองว่าจะไม่ให้ลูกไปตรวจสุขภาพ รวมถึงไม่อนุญาตให้นำลูกมาติดตามในอนาคต!!! เดชะบุญในความใคร่รู้ใครสงสัยของพี่บี แกเลยโทรเข้ามาสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ประจำ CPSydney office ของเราก่อนที่จะตอบอะไรกับอิมฯกลับไป จนแกได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากเจ้าหน้าที่คนเก่งของเรา ทำให้พี่บีตัดสินใจแต่งตั้งให้เราเป็นเอเจนท์ตัวแทนติดต่อกับทางอิมฯแทนพี่เขา ซึ่งทางเราก็ได้ทำการเขียน submission แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ทราบถึงความเป็นมาและเป็นไป...จนในที่สุดอิมฯก็เปลี่ยนใจอนุญาตให้ลูกของพี่บีไปตรวจสุขภาพเป็นที่เรียบร้อย และเตรียมตัวทำเรื่องวีซ่าติดตามพี่บีมาอยู่ที่ออสเตรเลียอยู่ใน ณ ตอนนี้นั่นเอง

จริงอยู่ครับว่า หลายๆคนอาจจะมองว่ากรอกวีซ่าจะไปมีอะไรยาก จะยากก็แค่มันเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นเอง แต่รู้หรือไม่ว่า ลูกค้าชาวออสเตรเลีย ฝรั่งอั้งม้อหัวทองของเราหลายคนก็ยอมรับกับเจ้าหน้าที่ของเราเองว่า ชั้นยอมแพ้กับการกรอกวีซ่าคู่ครองแล้ว บางพาร์ทมันวุ่นวายและซ้ำซ้อนเหลือเกิน ชั้นให้เธอดูแลเคสให้ดีกว่า...นี่แค่เป็นเคสตัวอย่างกรณีศึกษาที่ยังมาให้เราแก้ไขได้ทันเวลานะครับ มีอีกหลายเคสมากมายที่เข้าใจผิด และซับซ้อนวุ่นวายกว่านี้เยอะ ไว้คราวหลังถ้ามีโอกาสน้าหนวดจะหยิบมาเล่าให้ฟังในภายหลังอีกทีนึงนะครับ

สำหรับฉบับนี้ น้าหนวดต้องขอลาไปก่อน เดี๋ยวยังไงเอาไว้เจอกันใหม่ฉบับหน้านะจ๊ะ...สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มติมเกี่ยวกับการเรียนต่อในหลักสูตรต่างๆในออสเตรเลีย รวมถึงวีซ่าทำงานหรือวีซ่าทักษะต่างๆ และวีซ่าครอบครัวต่างๆ...ติดต่อเราได้เลยครับที่เบอร์ (+61) 2 9267 8522 หรือ LINE ID: cpsydney2 หรือจะทักมาที่ www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะ

วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน ไว้ใจเรา CP Sydney...วีซ่านักเรียน วีซ่าคู่ครอง วึซ่าทำงาน แปลเอกสารก็มีนะจ๊ะ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้

#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เผื่อใครยังไม่ได้อ่าน...Skilling Australians Fund (SAF) และค่า Visa Application ที่เพิ่มขึ้น

กลับมาแล้วจร้าาา หลังจากที่หายหน้าหายตาไปในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เดี๋ยวฉบับนี้น้าหนวดจะอัดเนื้อหาให้รวดเดียวไปเลยละกันนะครับ

เริ่มแรกเลย Skilling Australians Fund (SAF) คืออะไร และเกี่ยวข้องอะไรกับคนไทยอย่างเราๆกันบ้างหรือเปล่า...เอาง่ายๆเลยครับ SAF ก็คือ ค่า Training Benchmark ที่ผู้ประกอบการจะต้องชำระให้กับทางหน่วยงานรัฐบาลในกรณีที่มีการสปอนเซอร์พนักงานให้ทำงานในหน่วยงานของตนไม่ว่าจะเป็นวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์แบบเก่า (subclass 457) หรือแบบใหม่ (subclass 482) ก็ตาม โดยในตอนนี้เนี่ยะ SAF ได้รับการรับรองให้เป็นพระราชบัญญัติบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะเข้ามาแทนที่ Training Benchmark อย่างเบ็ดเสร็จ เหลือเพียงแค่วันบังคับใช้เท่านั้นที่ยังไม่ได้ประกาศออกมาว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่

มาว่าต่อกันที่เรื่องของผลกระทบกันเลยดีกว่า แน่นอนว่าจะมีผลกระทบกับบุคลลด้านบน และจะไม่ได้มีผลกระทบแค่ในช่วงของการทำวีซ่าทักษะตัวใหม่ 482 เท่านั้น เพราะมันจะกระทบยาวไปถึงขั้นตอนการทำ PR ผ่านทางวีซ่าทักษะที่มีนายจ้างสปอนเซอร์ด้วยนี่แหล่ะ เพราะฉะนั้นวีซ่าที่จะมีผลกระทบจากเจ้าตัว SAF นี้ก็จะมี 3 ตัวดังต่อไปนี้ ได้แก่
  1. Temporary Skill Shortage visa (subclass 482)
  2. Employer Nomination Scheme (subclass 186)
  3. Regional Sponsored Migration Scheme visa (subclass 187)
คราวนี้มาต่อกันในเรื่องของรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงดีกว่า
  • Temporary Skill Shortage visa (subclass 482) - ถ้าหากมีผลประกอบการมากกว่า 10 ล้านเหรียญ/ปี จะต้องชำระเงินค่า SAF เป็นจำนวน A$1,800 ต่อพนักงาน 1 คนที่ต้องการจะสปอนเซอร์ แต่ถ้าหากมีผลประกอบการต่ำกว่า 10 ล้านเหรียญ/ปี ก็จะลดเหลือ A$1,200 ต่อพนักงาน 1 คนที่ต้องการจะสปอนเซอร์
  • Employer Nomination Scheme (subclass 186) & Regional Sponsored Migration Scheme visa (subclass 187) - ก็หลักการเดียวกันเลยครับ คือ จะต้องชำระเงินค่า SAF เป็นจำนวน A$5,000 ต่อพนักงาน 1 คนที่ต้องการจะสปอนเซอร์ในกรณีที่มีผลประกอบการมากกว่า 10 ล้านเหรียญ/ปี และจะลดเหลือ A$3,000 ต่อพนักงาน 1 คนที่ต้องการจะสปอนเซอร์ในกรณีที่มีผลประกอบการต่ำกว่า 10 ล้านเหรียญ/ปี
อย่างไรก็ตามเรื่อง SAF ตัวนี้ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด เพราะถึงแม้จะมีประกาศออกมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคมที่่านมาว่าให้มีผลบังคับใช้เป็นพระราชบัญญัติ แต่กระนั้นก็ดีกลับยังไม่ได้ประกาศออกมาว่าเจ้าตัว SAF จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ แต่รับรองว่าถ้า พ.ร.บ. ตัวนี้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่น้าหนวดจะรีบมาอัพเดทให้ฟังอย่างแน่นอนจ่ะ...ถ้าใครอยากหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SAF ก็สามารถเข้าไปหาอ่านได้เลยที่ http://www.legislation.gov.au/Details/C2018A00039/Download

จบไปหนึ่งมาว่าต่อกันอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือในเรื่องของ VISA APPLICATION FEE ที่ถูกปรับให้มีราคาสูงขึ้นนั่นเอง ครับ สำหรับในเรื่องของการขึ้นค่าวีซ่าได้มีการประกาศออกมาตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง ก็ยังคง concept ประกาศปุ๊บใช้ปั๊บเหมือนการขึ้นวีซ่าครั้งก่อนๆที่ผ่านมาเหมือนเดิม สงสัยช่วงนี้อิมฯจะร้อนเงิน555...การประกาศรอบนี้ก็ขึ้นกันทุกวีซ่าเลยครับ แต่ยังเคราะห์ดีที่อิมฯยังมีเมตตาขึ้นมาไม่เยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็หลักสิบทั้งนั้น จะมีก็แค่ไอ้ตัว Partner Visa เท่านั้นแหล่ะที่ขึ้นมาเยอะกว่าชาวบ้านเขาเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น วีซ่านักเรียนก็เพิ่มจาก A$560 มาเป็น A$575 สำหรับ main applicant ก็เท่ากับว่าขึ้นมาแค่เพียง A$15 เท่านั้น หรือในกรณีของวีซ่านักเรียนที่มีคนติดตามยื่นวีซ่าเข้ามาพร้อมกันในฐานะคนติดตาม (Dependant) ก็จะมีสนนราคาค่าวีซ่าเพิ่มมาอีกที่ A$430 ครับ เดี๋ยวยังไงเราไปดูตารางที่ทาง CP Sydney office ของน้าหนวดทำสรุปมาให้ไว้ดีกว่าว่าวีซ่าแต่ละประเภทมีราคาเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่ โดยเราจะสรุปมาให้เฉพาะประเภทของวีซ่าที่เราพบเห็นกันเป็นประจำสำหรับหลานๆคนไทนเท่านั้นนะครับ
ประเภทวีซ่า
ราคาเดิม
ราคาที่ปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 July 2018
วีซ่าคู่ครอง คู่หมั้น (Partner Visa หรือ Prospective Marriage Visa)
A$7,000
A$7,160
วีซ่านักเรียน
A$560
A$575
วีซ่าทำงาน TSS ประเภทอาชีพอยู่ใน short stream
A$1,150
A$1,175
วีซ่าทำงาน TSS ประเภทอาชีพอยู่ในลิสต์พีอาร์
A$2,400
A$2,455
วีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ประเภทพีอาร์ ENS หรือ RSMS
A$3,670
A$3,755
สำหรับใครที่สนใจในวีซ่าประเภทอื่นๆ ก็สามารถเข้าไปคลิกดูราคาใหม่จากลิงค์ต้นฉบับที่ทาง Facebook Page ของเราได้ลงเอาไว้ได้ที่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2098843726853592&id=397245567013425 เลยนะครับ

อีกอย่างหนึ่งที่ต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนคือ ราคาวีซ่าพวกนี้ยังไม่ได้รวมกับค่า credit card surcharge ที่เป็นระบบการจ่ายเงินรูปแบบเดียวที่ทางอิมมิเกรชั่นอนุญาตให้เราชำระค่าวีซ่าผ่านทางการยื่นแบบออนไลน์ที่ IMMI Account ได้ เพราะฉะนั้นก็จะต้องเอาค่าวีซ่าในแต่ละประเภทเนี่ยะมาบวกกับ % ของ surcharge ตรงนี้ด้วยนะครับ...นอกจากนี้สำหรับคนที่ต่อวีซ่านักเรียน หรือวีซ่าบางตัวในออสเตรเลียตั้งแต่ครั้งที่ 2 เป็นต้นไป ก็อย่าลืมว่าจะต้องมีค่า SUBSEQUENT ENTRY อีก A$700 ต่อท่านอีกด้วยนะจ๊ะ แล้วก็ต้องเอาค่าวีซ่า ค่า subsequent และ credit card surcharge มารวมกันแบบนี้นะถึงจะได้เป็นค่าวีซ่าทั้งหมดที่เราจะต้องจ่ายให้กับอิมมิเกรชั่น

(Visa Application + Subsequent Entry) + Credit Card Surcharge = Total Visa Application Fee

ท้ายสุดไม่ใช่แค่ค่าวีซ่าเท่านั้นนะที่ขึ้นราคา ค่า Administrative Appeals Tribunal (AAT) ก็ขึ้นกับเขาด้วยเหมือนกัน สำหรับใครที่งงว่า AAT คืออะไร? AAT ก็คือหน่วยงานที่เราต้องใช้บริการในกรณีที่หลานๆทั้งหลายมีความประสงค์ที่จะขออุทธรณ์หลังจากที่ถูกปฏิเสธวีซ่า ก็เท่านั้นแหล่ะ โดยค่า application fee สำหรับการทำ AAT ราคาใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาจะอยู่ที่ A$1,764 เพิ่มขึ้นมาจากราคาเดิมแค่เพียง A$33 ครับผม...และท้ายที่สุดที่เจ็บกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ก็คือ ค่า OPAL ก็ขึ้นกับเขาด้วยนาจาาา เรียกได้ว่า ขึ้นกันทั้งระบบ ไม่ปรึกษาคนจ่ายเลย555 สำหรับรายละเอียดการขึ้นราคาของค่าโดยสารก็สามารถเข้าไปดูกันได้ที่ https://www.opal.com.au/en/news/opalnews/news_25June2018.html

ส่งท้ายฉบับนี้ด้วยทริปสุดพิเศษจากทาง CPSydney office "CPSydney The Snowy Mountain 2018...หนาวนี้ CPSydney ชวนมาตะลุยหิมะ ท้าความหนาวไปด้วยกัน" สนนราคาแค่เพียง A$89/ท่าน หรือถ้าจะมากันเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปก็จะเหลือแค่เพียง A$80/ท่าน เท่านั้นนะจ๊ะ ออกเดินทางคืนวันศุกรที่ 17 สิงหาคมนี้ และกลับมาถึง Sydney อีกทีในคืนวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม...สำรองที่นั่งกันเข้ามาได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ (+61) 2 9267 8522 หรือ LINE ID: cpsydney2 ไม่ใช่ลูกค้าหรือนักเรียนของ CPSydney office ก็ไปเที่ยวด้วยกันได้นะครับ เราจัดเพียงรอบเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นหมดแล้วหมดเลย ค่อยไปเจอกันใหม่ในปีหน้าเลยนะจ๊ะ


#ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด