วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

17 เมษายน 2019 เจอกันแน่นอน Parent Visa ตัวใหม่นะจ๊ะ พี่จ๋าาา

เป็นยังไงกันมั่งครับ หลังจากที่ฉบับที่แล้วน้าหนวดได้มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ Family Visas (วีซ่าครอบครัว) ที่จะต้องมีการขอ SPONSORSHIP APPROVAL กันด้วยในอนาคต ก็หวังว่าจะทำให้หลายๆคนตื่นตัวกันขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อยกับการดำเนินการเก็บเอกสารหรือทำธุรกกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าครอบครัว...ถ้าใครอยากหาอ่านบทความเกี่ยวกับการขอ SPONSORSHIP APPROVAL ในการทำวีซ่าครอบครัวต่างๆย้อนหลังก็สามารถวาร์ปกันไปได้ที่ https://visatalkbycpsydney.blogspot.com/2019/03/sponsorship-approval.html ได้เลยนะจ๊ะ

มาในฉบับนี้เราก็ยังจะคงวนเวียนกันอยู่ที่วีซ่าครอบครัวเหมือนเดิม แต่คราวนี้จะลงลึกไปที่การทำวีซ่าพ่อแม่กันบ้าง โดยจะเรียกว่าเป็นข่าวดีก็ไม่เชิง แต่มันก็ไม่ได้ถือเป็นข่าวร้ายแต่อย่างใดครับ เดี๋ยวเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีเนื้อความกันเป็นยังไงบ้าง

ลุยเลยละกัน...ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกมาประกาศว่า "จะมีวีซ่าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ตัวใหม่ Sponsored Parent Temporary Visa (subclass 870) ออกมาให้ได้ใช้กัน" โดยได้ระบุวันที่จะให้วีซ่าตัวใหม่นี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2019 เป็นต้นไปครับ ซึ่งวีซ่าตัวนี้จะอนุญาตให้คุณพ่อหรือคุณแม่ของคนที่เป็น PR หรือถือสัญชาติออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถเข้ามาเที่ยว เยี่ยมเยียน หรือแม้กระทั่งอยู่อาศัยในออสเตรเลียเป็นเวลา 3-5 ปี...ฟังผิวเผินก็อาจจะดูคล้ายกับวีซ่าท่องเที่ยวระยะยาว 3 ปีทั่วไป แต่ ข้อแตกต่างของเจ้าตัว 870 ที่ทำให้หลายๆคนต้องเหลียวหลังกลับมาดูก็คือ คุณพ่อหรือคุณแม่ของเราจะสามารถอยู่ในออสเตรเลียได้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาวีซ่าของท่านโดยที่ไม่ต้องเดินทางเข้าๆออกๆเหมือนที่มีกำหนดในวีซ่าท่องเที่ยวหน่ะสิ เดี๋ยวเรามาดูสรุปเป็นข้อๆที่ทางอิมฯได้ออกมาประกาศไว้เลยดีกว่าครับ
  1. วีซ่า 870 สามารถอนุญาตให้คุณพ่อหรือคุณแม่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสูงสุด 5 ปี
  2. เมื่อวีซ่า 5 ปีหมดลง คุณพ่อคุณแม่ก็ยังมีสิทธิขอวีซ่าตัวนี้ได้อีกครั้ง แล้วก็มีโอกาสที่จะระยะเวลาวีซ่า 5 ปีเหมือนเดิมด้วยครับ เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าคุณพ่อคุณแม่ของเรามีสิทธิที่จะได้วีซ่าและอาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้เป็นเวลาสูงสุดถึง 10 ปีเลยแหน่ะ
  3. ของดีมีน้อยต้องใช้สอยกันอย่างประหยัดครับ อิมมิเกรชั่นได้ให้โควตาต่อปีสำหรับวีซ่า 870 นี้แค่เพียง 15,000 ต่อปีเท่านั้น ถ้าโควตาเต็มก็ต้องเข้าคิวรอโอกาสในปีถัดไป
  4. มาดูกันที่สินสอดทองหมั้นกับราคา application fee ของวีซ่าตัวนี้กันบ้าง
    • A$5,000.00 สำหรับการขอวีซ่า 3 ปี
    • A$10,000.00 สำหรับการขอวีซ่า 5 ปี
    • A$20,000.00 สำหรับการขอวีซ่า 10 ปี
  5. วีซ่า 870 ตัวนี้ก็อยู่ในข่ายของ Family Visa ด้วย เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณลูกทั้งหลายจะขอวีซ่าตัวนี้ให้คณพ่อคุณแม่ได้ ก็แน่นอนครับว่าจะต้องขอ Sponsorship Approval ให้ได้ก่อนที่จะยื่นขอวีซ่า 870
  6. วีซ่า 870 จะต้องยื่นในขณะที่ตัวของผู้สมัครอยู่นอกประเทศออสเตรเลียเท่านั้น (ศัพท์ทางวีซ่าเขาเรียกกันว่า offshore application)
  7. จะต้องมีเอกสารเกี่ยวกับประกันสุขภาพตามระยะเวลาของวีซ่าแนบเข้ามาด้วยนะจ๊ะ
  8. วีซ่าตัวนี้ยังนับเป็นแค่เพียงวีซ่าชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขอ PR ใดๆทั้งสิ้น
  9. เงื่อนไขหลักๆคือ ห้ามทำงาน อธิบายจุดประสงค์หลักของวีซ่าตัวนี้ คือ ให้พ่อแม่เข้ามาเยี่ยมหาลูกๆ หรือช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานในกรณีที่จำเป็น จึงมีเงื่อนไขไม่ให้ทำงานสลักหลังพ่วงมาด้วย
กล่าวได้กลายๆว่า วีซ่า Sponsored Parent Temporary Visa (subclass 870) ตัวนี้จะเข้ามาแทนที่วีซ่าท่องเที่ยวระยะยาวของคุณพ่อคุณแม่ที่รอผล PR จากการทำวีซ่าพ่อแม่ที่มีลูกเป็นสปอนเซอร์อยู่นั่นเองครับ โดยปกติวีซ่าท่องเที่ยวตัวเก่าอันนี้จะอนุญาตให้อยู่ในออสเตรเลียระหว่าง 3-5 ปี และจะต้องออกนอกประเทศออสเตรเลียทุกๆ 12 เดือน ซึ่งวีซ่าท่องเที่ยวที่ว่าตัวนี้ก็ยังสามารถขอกันได้ตามปกติ จนกว่า Sponsored Parent Temporary Visa (subclass 870) ตัวใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 เมษายน 2019 ตามประกาศที่ได้แจ้งไปครับ...สำหรับใครที่สนใจอยากอ่านแหล่งข่าวต้นฉบับ ก็คลิกันไปที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ https://www.sbs.com.au/yourlanguage/hindi/en/article/2019/03/01/new-temporary-sponsored-parent-visa-be-available-april

จบไปหนึ่งสำหรับฉบับประจำเดือนเมษายนนี้ มาต่อกันที่ข่าวดีเกี่ยวกับอาชีพที่สามารถขอ PR กันได้บ้างดีกว่า...ในวันที่ 11 มีนาคม 2019 ที่ผ่านมา ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกมาประกาศเพิ่มอาชีพทั้งหมด 54 อาชีพเข้ามาอยู่ในลิสต์ Medium and Long-term Strategic Skills List (MLTSSL) และ Regional Occupation List (ROL) ที่สามารถขอ PR ได้ โดยอาชีพที่ประกาศเพิ่มเข้ามาจะเป็นพวกนักวิทยาศาสตร์ หรืองานทางด้านสายวิศวกรรมกันซะส่วนใหญ่ครับ ที่ดูแปลกหูแปลกตาหน่อยก็อาจจะเป็นนักฟุตบอลกับโค้ชเทนนิสที่ได้เพิ่มเข้ามาอยู่ในการขอ PR ได้ด้วยเช่นกัน (อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นผลพวงมาจากข่าวดังที่นักฟุตบอลลี้ภัยขอสัญชาติออสเตรเลียที่ชื่อ "ฮาคีม" ไปติดหมายจับโดนส่งเข้าคุกในประเทศไทยรึเปล่า #หยอกหยอกน้าาา555) นอกจากนี้ที่มีเพิ่มเข้ามากันพอสมควรก็จะเป็นพวกอาชีพทางด้านเกษตรกรรมซะเยอะ แต่ต้องอยู่หมวดของ ROL หรือการทำงานใน regional area นะครับ...ในทางกลับกัน input = output มีเอาเข้าก็ต้องมีเอาออกเป็นธรรมดานะซิ แต่ไม่ต้องตกใจไปครับ อาชีพที่โดนเอาออกไม่ได้เป็นอาชีพที่อยู่ในความสนใจของคนไทยอย่างเรากันสักเท่าไหร่ สบายใจได้ครับผม แต่เอากันเหนียวก็ลองเข้าไปดูอัพเดทเกี่ยวกับลิสต์อาชีพใน immigration website กันได้ จะได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่างๆในการขอ PR ครับ https://immi.homeaffairs.gov.au/visas/working-in-australia/skill-occupation-list

ส่งท้ายฉบับนี้เหมือนเดิม...สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้


ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney






















วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้








#น้าหนวด

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562

อีกไม่นาน...วีซ่าครอบครัวก็จะต้องมีการขอ SPONSORSHIP APPROVAL เหมือนกันละนะ!!!

หายหน้าหายตากันไปนานเลย ไม่รู้ว่าลืมน้าหนวดกันไปหรือยัง😭😭😭ไม่ได้มาเขียนบทความอัพเดทข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับวีซ่าต่างๆให้ฟังกันสักพักใหญ่ ก็ขอเมาท์มอยนอกเรื่องก่อนที่จะเข้าประเด็นกับหัวข้อของวันนี้กันหน่อยละกันเนอะ

ช่วงนี้น้าเองก็ได้เข้าไปดูตามเพจต่างๆที่มีการแชร์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในเรื่องของวีซ่าออสเตรเลียอยู่เป็นระยะระยะ ก็เห็นว่ามีหลายๆคนประสบปัญหาถูกปฏิเสธวีซ่ากันพอสมควรเลยทีเดียวทั้งวีซ่านักเรียนและวีซ่าท่องเที่ยว โดยภาพรวมที่ถูกปฏิเสธก็จะถูกให้เหตุผลว่า "จุดประสงค์ไม่ชัดเจน" ทั้งในเรื่องการมาเรียน (ที่เห็นว่าพังก็จะเป็นคนที่ลงทะเบียนเรียนภาษาอังกฤษมาเพียงอย่างเดียวซะเยอะ) และการมาเที่ยว ณ ตอนนี้หลักๆเลยนะครับ น้าอยากจะแนะนำว่าทุกอย่างควรจะชัดเจน ตัวอย่างเช่น
  • สำหรับวีซ่านักเรียน เรียนคอร์สนี้แล้วจะส่งผลดียังไง ก็ต้องเอาให้ชัดเจนทั้งในเรื่องของแผนการเรียน และประโยชน์ที่จะส่งผลในอนาคตหลังจากเรียนจบ เอาให้มันชัดเจนโบ๊ะบ๊ะลงไปเลยในรายละเอียด ไม่เอาแบบภาพรวมกว้างแล้วครับ (อันนี้คือวิธีที่น้าก็ใช้จริงกับน้องๆนักเรียนของน้า แต่จะให้มาบอกว่าเขียนยังไงในรายละเอียดมันจะยาวเหยียดเกินไป และมันก็จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละเคสที่ได้พูดคุยกับน้องๆนักเรียนด้วยครับ)
  • สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว อันนี้ตอบยากเลย เพราะเราเน้นทำวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว และวีซ่าทักษะอื่นๆเป็นหลัก แต่แนะนำได้แค่ว่าเน้นไปที่ความชัดเจนเหมือนกัน มีแผนการเที่ยวจะดีมาก คนที่ทำงานอยู่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการงานก็ควรจะมีให้ครบ
โดยรวมมันอาจจะเยอะ และดูวุ่นวาย แต่ก็ปลอดภัยไว้ก่อนมันก็ดีที่สุดจริงไหมหล่ะ...อาจจะเป็นคำแนะนำที่ดูมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ อันนี้อยู่ที่แต่ละบุคคลแหล่ะ อย่าด่าน้าก็พอ555!!

ตามหัวข้อของบทความในฉบับนี้เลยครับ คือ ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลออสเตรเลียได้ออกมาประกาศว่า Migration Amendment (Family Vilolence and Other Measures) Bill ได้รับมติให้ผ่านเป็นพระราชบัญญัติ (Royal Assent) ของออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีประกาศออกมาตามวันที่ที่บอกไปในข้างต้น แต่ก็ยังไม่ได้ระบุว่าจะให้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ แต่ถ้าหากอ้างอิงจากกฎหมายในออสเตรเลีย "พระราชบัญญัติใดๆก็ตามที่ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าให้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ พระราชบัญญัตินั้นจะมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือนจากวันที่ประกาศ" ครับ เพราะฉะนั้น ณ ตอนนี้ก็สามารถสรุปได้ว่า Migration Amendment (Family Vilolence and Other Measures) Bill ตัวนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการอีกทีในวันที่ 10 มิถุนายน 2019 ที่จะถึงนี้ครับ

คราวนี้มาดูกันต่อดีกว่าว่าพระราชบัญญัติตัวนี้จะมีผลกระทบอย่างไรกับวีซ่าครอบครัว (Family Visa) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวีซ่าคู่ครอง (Partner Visa) คือ หลังจากวันที่ 10 มิถุนายน 2019 เป็นต้นไป (ถ้าระหว่างนี้ไม่มีการประกาศวันบังคับใช้ออกมาในภายหลังนะ) ผู้สมัครจะยื่นวีซ่าได้ก็ต่อเมื่อคู่ครอง หรือผู้ให้การสปอนเซอร์ได้รับการอนุมัติ (Sponsorship Approval) จากอิมมิเกรชั่นเสียก่อน แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าทางอิมฯเองก็ยังไม่ได้ระบุในรายละเอียดเหมือนกันว่าขั้นตอนการขอ sponsorship approval หรือการทำ sponsorship application เนี่ยะจะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ใช้เอกสารอะไรบ้าง และใช้เวลานานแค่ไหน เพราะฉะนั้นคนที่วีซ่าตัวปัจจุบันกำลังจะหมดลง แล้วยังไม่มี SPONSORSHIP APPROVAL สำหรับการทำวีซ่าคู่ครอง หรือวีซ่าครอบครัวชนิดอื่นๆหลังจากที่พระราชบัญญัติตัวนี้มีผลบังคับใช้ ก็บอกได้คำเดียวสั้นๆว่า บรั๊ยยย จร้าาา ซึ่งหนทางแก้ไขก็ไม่มีอะไรมาก รอ อย่างเดียว ได้ตัว sponsorship approval เมื่อไหร่แล้วค่อยมาคุยกัน ส่วนระหว่างที่รอจะขอวีซ่าตัวอื่นเพื่อให้ได้อยู่ในออสเตรเลีย หรือจะต้องออกไปรอนอกประเทศก็ว่ากันไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านแล้วก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของแต่ละคนกันหล่ะทีนี้

ตัดภาพมาที่ในปัจจุบันที่ ณ ตอนนี้ผู้สมัครทุกท่านยังสามารถยื่น visa application ของท่านได้เลยโดยที่ยังไม่ต้องมีตัว sponsorship approval ดังกล่าว แค่นี้ก็คงจะพอเห็นความแตกต่างของความวุ่นวายและความยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้นละเนอะ และข้อดีอีกอย่างที่ทราบกันคือ หลังจากที่ยื่นวีซ่าไปแล้ว เราจะได้รับ Bridging Visa A (BVA) เป็นปกติ ซึ่ง BVA ตัวเนี่ยะมันจะทำให้เราอยู่ในออสเตรเลียได้ตามปกติในระหว่างที่รอผลวีซ่า รวมถึงสามารถทำงานในออสเตรเลียไดอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย และข้อดีอีกอย่างคือผู้สมัครยังได้สิทธิ์ของ Medicare ในระหว่างที่รอผลอีกด้วยนะ

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายหรือความยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากเจตนารมณ์ของอิมฯที่จะกีดกันคนต่างชาติแต่อย่างใด หากแต่ว่ามีสาเหตุมาจากเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้สมัครเองนี่แหล่ะ เพราะในหลายๆเคส ผู้สมัครได้ถูกผู้สปอนเซอร์ทำร้ายจิตใจ หรือแม้กระทั่งร่างกาย (Domestic violence) แต่ก็ยังต้องทนอยู่กับผู้สปอนเซอร์คนนั้นต่อไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม...เมื่อสถิติทางด้านนี้ถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ มันก็เลยทำให้ทางรัฐบาลคิดพระราชบัญญัตินี้ออกมา เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งนโยบายนี้ของรัฐบาลก็ถูกตอกย้ำและเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชนด้วยหัวข้อข่าวที่ว่า "Australia to refuse visas for domestic violence offenders" ในวันที่ 3 มีนาคม 2019 ที่ผ่านมาสามารถอ่านข่าวต้นฉบับตัวเต็มตามลิงค์นี้ได้เลยนะ https://www.sbs.com.au/news/australia-to-refuse-visas-for-domestic-violence-offenders หรือถ้าอยากอ่านแต่ใจความสำคัญโดยสรุปก็คลิกไปที่ Facebook page ของ CP Sydney เขาได้เลยครับ https://www.facebook.com/cpsyd/

สุดท้ายนี้ เอาแบบสรุปสำหรับคนที่จะยื่นวีซ่าครอบครัวชนิดต่างๆเลยละกัน รีบเช็คเอกสารของตัวท่านเองให้ครบ และรีบยื่นวีซ่าได้แล้วครับ อย่าชักช้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนพระราชบัญญัติตัวนี้มีผลบังคับใช้จริง น้าได้บอกผลกระทบไปหมดแล้ว ก็ไปคิดพิจารณากันเองละกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ยื่นไปเลยจร้าาา หากใครต้องการปรึกษาหรืออยากได้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำวีซ่าครอบครัวก็สามารถโทรเข้ามานัดกับ Migration agent ของทาง CP Sydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 จะได้เตรียมการกันตั้งแต่เนิ่นๆครับ...สำหรับผู้อ่านทั้งหลายที่อยากเข้าไปหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ Migration Amendment (Family Vilolence and Other Measures) ก็วาร์ปไปตามนี้ได้เลยครับ https://www.legislation.gov.au/Details/C2018A00162


สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยนะครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้ครับ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ Facebook page ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney



วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้

#น้าหนวด

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

CPSydney เปลี่ยนผีให้เป็นคนได้ จริงๆนะ!!!

ฮัลโหลลล น้าหนวดกลับมาแล้วครับทุกโคนนน!! ต้องกราบขออภัยจริงๆที่ไม่ได้แวะมาเขียนบทความให้อ่านกันสำหรับเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พอดีน้าติดภารกิจนิดหน่อยครับ ยังไงน้าขอไถ่โทษด้วยการเอาบทความของเดือนที่แล้วที่เป็น online version จากทางหนังสือพิมพ์ ThaiPress มาแปะให้อ่าน แล้วก็จะเขียนเนื้อหาบทความของเดือนนี้ให้อ่านกันด้วยเลย จะได้เหมือนเป็น 2 in 1 ไปเลยละกันสำหรับฉบับประจำเดือนธันวาคมนี้

ลิงค์บทความของเดือนที่แล้วนะครับ "เมาแล้วขับ ไม่ใช่แค่จำหรือปรับ...แต่โดนยกเลิกวีซ่าได้เลยนะคะ" http://thaipress.com.au/thaipress457_cp.html

ไปกันต่อไม่รอละนะ สำหรับบทความประจำเดือนธันวาคมนี้กันเลย...ขอเริ่มต้นด้วยประกาศวันหยุดในช่วงคริสมาสต์และปีใหม่ที่จะถึงนี้ก่อนเลยนะครับ โดย CPSydney office จะหยุดตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม 2018 จนถึง วันศุกร์ที่ 4 มกราคม 2019 และจะกลับมาให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 7 มกราคม 2019 ครับ เพราะฉะนั้นหากน้องๆเพื่อนๆคนไหนอยากจะปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของเราในเรื่องวีซ่าหรือคอร์สเรียนต่างๆก็ติดต่อมาก่อนที่เราจะหยุดช่วงปีใหม่จะเป็นการดีที่สุดนะครับ แต่ถ้าน้องๆคนไหนมีความจำเป็นที่จะต้องการขอคำปรึกษาจริงๆในเรื่องคอร์สเรียนและวีซ่านักเรียนในช่วงที่ออฟฟิศของเราหยุดทำการอยู่นั้น ก็ลองโทรมาหาน้าหนวดได้นะครับที่เบอร์โทร 0422 289 189 สำหรับน้องๆที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลเคสของตัวเองอยู่แล้วก็ลองเช็คกับเจ้าหน้าที่ของตัวเองโดยตรงดูนะครับว่าสามารถติดต่อช่วงหยุดปีใหม่ได้หรือเปล่า

มาเข้าเรื่องของหัวข้อในฉบับนี้กันดีกว่า โดยกรณีศึกษาของบทความในวันนี้จะเป็นเรื่องราวของลูกค้าชาวอินโดนีเซียของเราเองครับ งั้นนามสมมติก็เอาง่ายๆเรียกว่า "คุณโต้ง" ละกัน...ย้อนกลับไปประมาณช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จัสติน migration agent ประจำ CPSydney office ของเราก็ได้รับข่าวดีจากอิมมิเกรชั่นว่า Partner Visa (subclass 820) application ของคุณโต้งได้ผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ต้องรอผลของวีซ่ามายาวนานกว่าเกือบ 2 ปี สร้างความปิติยินดีให้กับคุณโต้งเป็นอย่างมากจนคุณโต้งเองก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะคุณโต้งไม่ได้บินกลับไปเยี่ยมหาคุณพ่อคุณแม่ที่อินโดนีเซียมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

เอาจริงๆ อ่านกันดูผิวเผินก็ดูไม่มีอะไร ก็แค่ Partner Visa อีกเคสที่ผ่าน แต่ มีใครใคร่รู้ใคร่สงสัยกันบ้างไหมครับว่าทำไมคุณโต้งถึงไม่สามารถบินกลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่อินโดนีเซียได้ ทั้งๆที่กำลังรอผลของวีซ่าอยู่ ปกติก็ต้องสามารถขอ Bridging Visa B (BVB) บินออกนอกประเทศได้ตามปกติสิ...เอาแบบเข้าเป้าตรงประเด็นกันเลยละกันคือว่า "คุณโต้งแกเป็นผี ไม่มีวีซ่า" ซึ่งก่อนที่แกจะเป็นผีแกก็เป็นคนเหมือนเรานี่แหล่ะครับ แต่แกมาด้วยวีซ่าทำงานในฐานะแม่บ้านของข้าราชการในกงสุลหรือสถานทูต (Domestic Worker (temporary) Diplomatic and Consular visa) ซึ่งเมื่อคุณโต้งได้เริ่มทำงานก็พบว่าตัวเองถูกโกงค่าแรงซะอย่างนั้น และเมื่อทนไม่ไหวก็ต้องหนีออกมาในที่สุด จนสุดท้ายก็ยอมแพ้ในโชคชะตาปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นผีไม่มีวีซ่า เดชะบุญสวรรค์เป็นใจทำให้ได้มาพบกับแฟนชาวออสเตรเลียได้ครองรักกัน และทำ Partner Visa ในที่สุด...มาลงกันต่อในรายละเอียด ย้อนกลับไป 2 ปีก่อนหน้านี้หรืออาจจะมากกว่านั้น เป็นครั้งแรกที่ทาง CPSydney office ของเราได้รู้จักกับคุณโต้งและแฟน โดยทั้งคู่มีความประสงค์ที่จะให้เราเป็นคนทำเคส Partner Visa ให้ และได้แบไต๋บอกเราอย่างหมดเปลือกตั้งแต่แรกโดยที่ไม่ต้องถามว่าแกเป็นผีไม่มีวีซ่า ซึ่งหลังจากที่จัสตินได้คุยกับคุณโต้งและแฟนในเรื่องของเอกสารและได้ทราบเหตุผลที่ทั้งสองต้องการจะทำเรื่อง Partner Visa ในขณะที่คุณโต้งยังอยู่ในออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เริ่มต้นเก็บเอกสารและทำเคสกันทันที

ขอวนมาอธิบายในเรื่องของเหตุผลที่คุณโต้งยังสามารถยื่น Partner Visa (subclass 820) ในขณะที่ยังอยู่ในออสเตรเลียได้ซักหน่อย คือ ตั้งแต่กลางปี 2014 เป็นต้นมา ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกข้อกฏหมายใหม่เกี่ยวกับการยื่น Partner Visa (subclass 820) ในออสเตรเลียที่เรียกว่า Schedule 3 ในเรื่องของ Criteria 3004 ที่ระบุว่า "ผู้สมัครสามารถยื่น Partner Visa (subclass 820) ในออสเตรเลียได้ภายใน 28 วัน หลังจากที่วีซ่าตัวปัจจุบันสิ้นสุดลง แต่จะต้องมีการเขียนจดหมายอธิบายเหตุผลประกอบที่จะขอยื่นวีซ่าในออสเตรเลียแทนที่จะต้องยื่นวีซ่าในขณะที่ตัวผู้สมัครอยู่นอกประเทศออสเตรเลีย" ซึ่งอิมมิเกรชั่นก็จะอ้างอิงตามกฏเกณฑ์ของ Criteria 3004 เป็นหลักก่อนที่จะให้วีซ่ากับผู้ที่สมัครวีซ่าตัวนี้เข้ามานั่นเอง ซึ่งถึงแม้ว่า ในกรณีของคุณโต้งจะยื่น Partner Visa (subclass 820) application หลังจากที่วีซ่าตัวเก่าสิ้นสุดลงไปเป็นเวลามากกว่า 28 วันก็ตาม ทางอิมมิเกรชั่นก็ไม่ได้ใจร้ายหูดับไม่ฟังเหตุผลแต่อย่างใด เพราะในกรณีนี้ทั้งตัวสปอนเซอร์และผู้สมัครก็ยังจะสามารถเขียน compelling reasons อธิบายเหตุผลที่ไม่สามารถยื่นวีซ่าได้ในระยะเวลาที่กำหนดเป็นหลักฐานประกอบได้ครับ โดยเหตุผลต่างๆก็จะต้องเป็นเหตุผลที่อยู่เหนือความควบคุมจนส่งผลให้ไม่สามารถเดินทางออกประเทศและยื่นวีซ่าในระยะเวลาที่กำหนดได้ อาทิเช่น ท้องแก่ใกล้คลอดหรือมีบุคคลในครอบครัวป่วยหนักต้องดูแล (อันนี้ดักคอไว้ก่อนเลยหน่ะ ไม่ต้องทำเป็นหัวหมอปล่อยตัวให้ท้องโดยเอาเหตุผลที่เราเป็นแหล่งอ้างอิงนะครับ แต่ละเคสมันจะมีรายละเอียดและความเป็นมาที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นมันจะต้องดูหลายๆปัจจัยประกอบกันครับ)

จากการเปลี่ยนแปลงข้างต้นที่ได้แจ้งไป ทำให้หลายๆคนไม่กล้าเสี่ยงที่จะยื่นวีซ่าเข้าไปในขณะที่ยังอยู่ในออสเตรเลีย เพราะไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอในการโน้มน้าวให้อิมมิเกรชั่นเชื่อได้นั่นเอง ซึ่งก็จะนำมาสู่การปฏิเสธวีซ่าในผลลัพธ์สุดท้ายนั่นเองครับ ละก็ต้องยื่นใหม่ เสียเงินค่าวีซาอีกรอบ สบายตัวกันไปอีก รู้ๆกันอยู่ว่าโดนค่า application กันไปทีนึงก็เล่นเอากระเป๋าแห้งได้เหมือนกัน555

กลับมาที่เคสของคุณโต้งกันต่อ...หลังจากที่จัสตินได้พูดคุยกับคุณโต้งและแฟนที่เป็นสปอนเซอร์เรียบร้อยแล้ว ก็เชื่อว่า compelling reasons ของทั้งคู่นั้นหนักแน่นเพียงพอที่โน้มน้าวขอความเห็นใจจากเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นได้ จึงเริ่มดำเนินการเก็บเอกสารและทำเคสให้กับทั้งคู่โดยทันที โดยเหตุผลหลักๆที่ใช้เป็น compelling reasons ก็คือ
  • คุณแม่ของสปอนเซอร์ล้มป่วย จำเป็นต้องพึ่งพาให้คุณโต้งดูแลในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน...ทั้งคู่จึงกังวลว่าจะไม่มีคนดูแลคุณแม่ถ้าคุณโต้งต้องออกนอกประเทศไปยื่น Partner Visa กลับเข้ามา
  • แฟนหรือสปอนเซอร์ของคุณโต้งมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงตั้งแต่ช่วงที่คบกัน จนไม่สามารถทำงานหรือนั่งนานๆได้ โดยมีเอกสารใบรับรองแพทย์และหลักฐานที่ได้รับเงิน support จาก Centrelink แนบประกอบยืนยันการป่วยของแฟนคุณโต้ง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่แฟนของคุณโต้งป่วยอยู่นั้น ก็ได้คุณโต้งนี่แหล่ะที่เป็นคนคอยดูแลทุกอย่าง ดังนั้นถ้าคุณโต้งต้องออกนอกประเทศอย่างไม่มีกำหนดกลับก็อาจจะส่งผลกระทบต่ออาการป่วยและจิตใจของแฟนคุณโต้งได้
เดชะบุญ สวรรค์เป็นใจ...หลังจากที่ยื่นเคสเข้าไปเป็นเวลากว่า 2 ปี ในที่สุดคุณโต้งและแฟนก็ได้รับข่าวดีดั่งที่เราได้แจ้งไปในข้างต้น และตอนนี้ก็ยังคงไว้วางใจให้ CPSydney office เป็นผู้ดูแลเคส จัดการในเรื่องของการขอ PR ในลำดับต่อไปครับ

เพิ่มเติมเกร็ดความรู้กันอีกสักหน่อย เผื่อใครยังคงสงสัยอยู่ว่าทำไมหนอทำไมคุณโต้งถึงบินกลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ของตัวเองที่อินโดนีเซียไม่ได้...เป็นที่ทราบกันดีว่าคุณโต้งนั้นเป็นผี ไม่มีวีซ่า แต่ก็โชคดี ไม่ได้ถูกอิมมิเกรชั่นจับได้ภายใน 45 วันตั้งแต่เป็นผีแต่อย่างใด ทำให้คุณโต้งได้รับ Bridging Visa C (BVC) หลังจากที่ยื่นวีซ่าคู่ครองเข้าไป ซึ่งตัว BVC เนี่ยะก็ไม่เหมือนกับ Bridging Visa A (BVA) ที่สามารถขอออกนอกประเทศเปลี่ยนเป็น Bridging Visa B (BVB) ได้ในกรณีที่ต้องการขอออกนอกประเทศในขณะที่ยังไม่รู้ผลของวีซ่าตัวใหม่ที่ยื่นเข้าไป นี่จึงเป็น้เหตุผลที่คุณโต้งไม่สามารถบินกลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่อินโดนีเซียได้ในช่วงที่ถือ BVC รอผลของวีซ่าคู่ครองนั่นเองครับ

หยิบยกเคสตัวอย่างมาให้อ่านตั้งนานสองนาน น้าก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกชื่อแฟนของคุณโต้งเลยนี่หว่า แฟนของคุณโต้งมีชื่อว่า ทูพี ครับ!!!

และนี่ก็เป็นประวัติความเป็นมาของ Rapper หนุ่มชื่อดังของเมืองไทยในขณะนี้อย่าง โต้ง ทูพี นั่นเองงง ผ่าม พามมมม!!!

ไงหล่ะ ขำตัวโยนกันเลยอ่ะดิ555...ก่อนที่มันจะเลยเถิดไปกว่านี้ เคสนี้เป็นเคสจริงนะครับ ไม่ได้เอามาเขียนเพื่อเล่นตลกโปกฮาแต่อย่างใด โปรดอย่าเข้าใจน้าผิด คิดหักมุมว่าเคสนี้ไม่มีอยู่จริงหน่ะ


สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยนะครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267-8522 หรือถ้าเป็นสาย social media ต่างๆก็จะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้นะครับ

ปล. อย่าลืม LIKE เพจของเราเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด



วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้


แล้วเจอกันใหม่ปีหน้านะจ๊ะ

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

MyFutureMyCP: Torrens University Australia (TUA)

MyFutureMyCP ประจำปี 2018 นี่ก็ผ่านมาหลายฉบับแล้วเหมือนกันนะ เราก็ได้เขียนถึงทั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนที่สอนในระดับวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรทางด้านธุรกิจ การเลี้ยงเด็ก หรือแม้แต่พวกหลักสูตรการแสดง แต่มีสถาบันอยู่กลุ่มนึงที่น้าหนวดยังไม่เคยได้มีโอกาสเขียนให้ทุกๆคนได้อ่านกันเลยก็คือ "มหาวิทยาลัย" ซึ่งก็เหมือนดวงประจวบเหมาะ บุญพาวาสนาส่งตามคิวที่ได้แพลนไว้พอดี เพราะใน MyFutureMyCP 2018/7 ฉบับประจำเดือนตุลาคมนี้ น้าหนวดจะมาเล่าให้ฟังถึงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในออสเตรเลียให้น้องๆเพื่อนๆได้รู้จักกันดู เผื่อใครหลายๆคนกำลังพิจารณาเรื่องเรียนต่อในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโทจะได้ลองพิจารณามหาวิทยาลัยแห่งนี้ไว้ในอ้อมใจกันดูครับ

เอานะ เริ่มกันเลยละกันนน...เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับ "Torrens University Australia (TUA)" กันอย่างแน่นอน คืออันที่จริงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ไม่ได้ถึงกับเพิ่งเปิดใหม่ Grand Opening กันแต่อย่างใดนะ เอาเข้าจริงก็มีอายุอานามประมาณ 20 ขวบปีกว่าๆ เห็นจะได้ละมั้งครับ แต่ก็ถือว่ายังจัดอยู่ในกลุ่มมหา'ลัยน้องเล็ก (Young University) หรือมหาวิทยาลัยที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี (อันนี้เป็นคำนิยามที่ใช้กันทั่วโลกในวงการการศึกษาเลยนะครับ น้าหนวดไม่ได้สถาปนาตั้งนิยามเองแต่อย่างใดนะจ๊ะ) มาว่ากันต่อในเรื่องของการเป็นน้องเล็ก หรือการที่มียังมีอายุไม่ถึง 50 ปีของมหาวิทยาลัย หลายๆคนอาจจะมองว่าเพิ่งเปิดมาไม่นานแล้วจะได้คุณภาพร่อออ เรื่องนี้หายห่วงได้เลยครับ เพราะมันจะเข้าทำนองที่ว่า "ผมไม่เล็ก" นะครับอย่างแน่นอน555 อย่างน้อย TUA ก็ได้รับการรับรองจากรัฐบาลออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน และยังได้รับความนิยมในการเข้าศึกษาต่อเป็นอย่างมากในเมือง Adelaide อีกด้วย ซึ่งเอากันจริงๆในเรื่องของความเก่าแก่เนี่ยะ มหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งในออสเตรเลียหรือแม้แต่ในซิดนีย์ก็ยังมีอายุไม่ถึง 50 ปีเหมือนกันนะ ถ้าเอ่ยชื่อมาอาจจะมีช็อคกันได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลมากกันเรื่องอายุ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของตัวเลขไป

ถึงแม้ว่า Torrens University Australia อาจจะยังไม่ได้เด่น ไม่ได้ดังหรือปังอะไรเบอร์นั้น รวมถึงอาจจะยังไม่ได้เก่าแก่เหมือนที่ใครหลายๆคนต้องการ แต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็มีจุดเด่นเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองอยู่นะ จุดเด่นที่ว่าก็คือความเป็น Global Connections ของทางมหาวิทยาลัยนั่นเองครับ เพราะ Torrens University Australia นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของ Laureate International Universities ที่มีสถาบันทางการศึกษาในด้านต่างๆมากกว่า 70 แห่งทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้ รวมทั้งในเอเชียอย่างประเทศจีนและมาเลเซียก็มีนะครับ และที่ต้องร้อง อู้ววว ว้าววว อะเมซซิ่ง ก็คือในประเทศไทยดินแดนขวานทองของเราก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ทาง Laureate International Universities ได้ไปเปิดสถาบันไว้เหมือนกัน ซึ่งสถาบันที่ว่านั้นก็คือ Stamford International University นั่นเอง เพราะฉะนั้นก็มั่นใจในเรื่องของคุณภาพได้อย่างแน่นอนครับ ถ้าไม่เจ๋งจริงเขาคงไม่สามารถไปเปิดสถาบันหรือมหาวิทยาลัยต่างๆได้ทั่วโลกอย่างนี้หรอก ซึ่งนั่นก็ทำให้มหาวิทยาลัยมีภาพจำหรือจุดแข็งที่ชัดเจนมากๆในเรื่องของ "GLOBAL OPPORTUNITIES AND GLOBAL CONNECTIONS" ซี่งนับได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน

นอกจากนี้ อีกจุดแข็งของมหาวิทยาลัยก็คือ การนำความรู้ไปใช้ได้จริงให้สัมฤทธิ์ผลหลังจากที่สำเร็จการศึกษาไป ทำให้ทุกหลักสูตรของมหา'ลัยจึงเน้นไปที่การเพิ่มทักษะต่างๆในการทำงาน และการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ซึ่งจำนวนนักเรียนต่อหนึ่งคลาสก็จะจัดให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน...และจากที่ได้บอกไปว่าหลักสูตรของมหา'ลัยจะเน้นไปที่การนำไปใช้ได้จริง ทำให้เกือบแทบจะทุกหลักสูตรของ Torrens University Australia จะต้องมี Industry Placement Program (IPP) เป็นเหมือนวิชาบังคับที่นักเรียนทุกคนจะต้องผ่านการประเมินจึงจะสำเร็จการศึกษาจากทางมหาวิทยาลัยไปได้ ตัวอย่างเช่น น้องๆจะสำเร็จการศึกษาในหลักสูตร Bachelor of Business ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการประเมินของ IPP ซึ่งมีเวลาของการฝึกงานทั้งหมด 400 ชั่วโมงด้วยกัน...อีกข้อดีที่เป็นมากกว่าประสบการณ์จากการฝึกงาน หรือ Industry Placement Program (IPP) ก็คือ น้องๆจะได้ connections จากที่ฝึกงาน จนอาจจะนำไปสู่การจ้างงานในอนาคตได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆคนไหนกำลังมองหามหาวิทยาลัยสำหรับการเรียนต่อในระดับปริญญาไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรีหรือปริญญาโทอยู่แล้วหล่ะก็ น้าหนวดอยากจะให้ลองพิจารณา Torrens University Australia ไว้ในอ้อมใจกันดูบ้าง เพราะนอกจากข้อดีหรือจุดแข็งที่เล่าให้ฟังไปทั้งหมดใน MyFutureMyCP 2018/7 ฉบับประจำเดือนตุลาคมนี้ เรื่องค่าสินสอดทองหมั้นหรือค่าเทอมก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิดนะ ยิ่งตอนนี้เขาก็มีทุนการศึกษามากมายมอบให้กับน้องๆที่สนใจจะเรียนกับทางมหาวิทยาลัยภายในปี 2018 นี้อีกด้วย โดยเทอมสุดท้ายของ Torrens University Australia ก็จะเริ่มเรียนในวันที่ 12 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้แล้วนะครับ ถ้ารวมช่วง late enrolment เข้าไปด้วยก็เต็มที่คือต้องเริ่มเรียนภายในเดือนพฤศจิกายนนั่นแหล่ะ ส่วนจะมีทุนการศึกษาในหลักสูตรไหนบ้างก็สามารถดูได้ตามภาพประกอบด้านล่างเลยนะครับ ถ้าสนใจในหลักสูตรไหนก็สามารถติดต่อเข้ามาที่ CPSydney office ให้เพื่อนร่วมงานของน้าหนวดจัดการสมัครเรียนให้ได้เลยนะครับ


















บอกได้เลยว่ามีทุนการศึกษามากมายให้คุณได้เลือกสรรกันจริงๆ ยังไงก็ติดต่อสอบถามกันมาได้นะครับที่ +61 2 9267 8522 หรือถ้าใครเป็นสายแชทก็สามารถส่งข้อความกริ๊งกร๊างมาหากันได้เลยที่ Facebook Page ของ CPSydney office ที่ https://www.facebook.com/cpsyd/ อ่อ อย่าลืมกดไลค์เพจ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการติดตามข่าวสารดีๆจากเราด้วยนะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney


#น้าหนวด


วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้


วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561

แต่งงานกันมาเป็น สิบสิบ ปี ยังถูกปฏิเสธ partner visa ได้เลยครับ #เตือนแล้วนะ

ตกใจกับหัวข้อของเราในฉบับนี้ใช่ไหมครับว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงที่เคสแบบนี้จะถูกปฏิเสธ แต่งงานกันมาเป็น สิบสิบ ปีแล้วเชียวนะ...แต่ ปฏิเสธได้ เราก็สามารถช่วยแก้ไขจนทำให้ได้วีซ่ากลับมาเหมือนกันครับ

เดี๋ยวมาดูกันเลยว่าเคสนี้มีความเป็นมาอย่างไร และได้รับการแก้ไขอย่างไรจาก Migration agent ประจำ CPSydney office ถึงทำให้ได้รับการกลับคำตัดสิน และได้ PR มาครอบครองในที่สุด...บอกได้เลยว่า โชกโชนกันมาพอสมควรครับ โดยเคสตัวอย่างนี้เป็นกรณีศึกษาจากลูกค้าครอบครัวชาวจีนของ CPSydney office เราเองนี่แหล่ะ แต่อย่าได้เข้าใจผิดว่าเราทำเคสเขาพังแต่แรกนะครับ เพราะ Migration agent ของเราได้รับผิดชอบแค่ในส่วนที่ทำเรื่องอุทธรณ์ขอให้ AAT กลับคำตัดสิน และช่วยทำให้ได้ PR กลับมาเท่านั้นนะครับ ก่อนหน้านี้ครอบครัวชาวจีนครอบครัวนี้ได้ถูกปฏิเสธวีซ่ามาจากที่อื่น

TIME FRAME ความเป็นมาก่อนที่เคสจะตกมาถึงที่ CPSydney office ของเรา
  • พฤศจิกายน 2010 คุณภรรยา (รวมลูกสาวคนโต) ได้ยื่นวีซ่าติดตามคุณสามีเข้าไป ภายใต้วีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ subclass 457
  • กรกฎาคม 2011 เอเจนท์เจ้ากรรมดันไปแนะนำให้คุณภรรยาถอน (withdraw) วีซ่าติดตาม 457 ที่ยื่นเข้าไปซะอย่างงั้น (อันนี้ทั้งคุณสามีและภรรยาก็จำไม่ได้ว่าเขาให้เหตุผลว่าอะไร) แล้วได้ยื่นวีซ่าติดตามคุณสามีอีกตัวเข้าไปให้แทน subclass 857 (ปัจจุบันนี้ไม่มีวีซ่าตัวแล้วนะครับ ไม่ต้องไปหาให้เสียเวลา555)
  • กุมภาพันธ์ 2012 วีซ่าติดตามคุณสามี subclass 857 ของคุณภรรยาถูกปฏิเสธ (refuse) แต่คุณสามีที่เป็น main applicant ได้วีซ่าผ่านเป็น PR ตามปกตินะครับ
  • พฤศจิกายน 2013 Migration Review Tribunal (MRT) หรือ AAT ในปัจจุบัน ยืนยันคำตัดสินที่อิมฯปฏิเสธวีซ่าติดตามสามี subclass 857 ของคุณภรรยา
  • พฤศจิกายน 2013 หลังจากที่คุณสามีได้ PR เป็นที่เรียบร้อย...ตัดภาพมาที่คุณภรรยาที่ถูกปฏิเสธแล้วปฏิเสธ เอเจนท์เจ้าเดิมก็ได้ยื่น Partner Visa subclass 820/801 ให้กับตัวคุณภรรยาพร้อมลูกสาวคนโตเข้าไปในช่วงปลายเดือนโดยมีตัวคุณสามีที่เพิ่งได้ PR เป็น sponsor
  • ตุลาคม 2016 เรียบร้อยโรงเรียนอิมมิเกรชั่นอีกรอบไปตามระเบียบ ถูกปฏิเสธ Partner Visa ด้วยเหตุผลสุด classic ที่อิมฯไม่เชื่อว่าความสัมพันธ์ของครอบครัวนี้ที่มีลูกมาด้วยกันแล้ว 1 คนเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นความจริง โดยก่อนที่จะปฏิเสธเป็นผลลัพธ์สุดท้ายออกมา อิมฯได้มีการขอเอกสารเพิ่มเติม และสัมภาษณ์เพิ่มเติมเพื่อประกอบคำตัดสินของวีซ่าอีกด้วย
ตอนที่เคสตกมาถึงของ Migration agent ประจำ CPSydney office ของเรา ก็เล่นเอา Migration agent ของเราเสียหลักไปเหมือนกันนะ เพราะจากที่ฟังเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่แล้วก็แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า "ถูกปฏิเสธมาได้อย่างไร" เชื่อหรือไม่ว่าที่อิมมิเกรชั่นปฏิเสธมาเนี่ยะ มันคือความสัมพันธ์ของสามีภรรยาที่แต่งงานอยู่กินด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2002 และมีลูกด้วยกันถึง 2 คนอีกด้วย โดยลูกคนโตยังมีสถานะเป็น Temporary Residence (TR) เหมือนคุณแม่ (ภรรยา) เพราะว่านับเป็นผู้ติดตามพ่วงไปในใบสมัคร PR ของคุณพ่อ (สามี) ในตอนที่ได้ยื่นวีซ่า subclass 857 และ subclass 820/801 ที่ได้รับผลการปฏิเสธมาทั้งคู่...ส่วนสำหรับลูกคนเล็กที่เพิ่งเกิดในปี 2016 หลังจากที่ยื่น partner visa เข้าไปในปี 2013 ก็รอดตัวไป เพราะถือว่าได้สัญชาติ หรือเป็นคนออสเตรเลียโดยกำเนิดตามคุณพ่อที่ได้รับ PR ไปก่อนหน้านี้แล้ว

อนึ่ง สำหรับเคสนี้เป็นการบอก หรือเป็นอุทธาหรณ์สอนหญิงได้อย่างชัดเจนในเรื่องของการเตรียมเอกสารว่า "เราควรจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อม" ต้องคิดเสมอว่าอิมมิเกรชั่นคือคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักเราเป็นการส่วนตัว อย่าไปทึกทักเองหรือออกลูกประมาทว่า "ส่งๆเข้าไปก่อน เดี๋ยวมีอะไรเขาก็ขอเพิ่มเติมเอง" จริงอยู่ที่เคสนี้อิมฯก็ขอเอกสารเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ถ้าเราทำทุกอย่างให้พร้อม หรือปิดประตูแพ้แต่แรก มันก็น่าจะดีกว่าจริงไหมครับ พยายามทำให้มันปลอดภัยไว้ก่อน อย่าทำแบบ สุกเอาเผากิน แล้วพอมีปัญหามันก็อาจจะสายเกินแก้ เข้าข่าย "วัวหายล้อมคอก" แล้วจะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะครับ

อีกประการหนึ่งก็พูดได้เลยว่า เอเจนท์ที่ทำเรื่องให้สามีภรรยาคู่นี้ก็ออกลูกประมาท ชะล่าใจไปหน่อยเหมือนกัน...ทั้งๆที่ก็เป็นคนยื่นวีซ่าให้กับครอบครัวนี้จนถูกปฏิเสธมาทั้ง 2 วีซ่า ก็ควรจะรู้ว่า เอกสารทุกอย่างจะต้องพร้อมที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวนี้ที่โดนปฏิเสธมาแล้วถึง 2 ครั้ง ก็จะยิ่งต้องเพิ่มความเข้มงวด ไม่ใช่มองว่าเป็นการยื่นวีซ่าคนละประเภทเพียงอย่างเดียว แล้วแนบแค่เอกสารพื้นฐานเบื้องต้นเพราะเชื่อในความสัมพันธ์ของครอบครัวนี้ว่าเป็นความจริง ที่น้าพูดแบบนี้ก็เพราะหลังจากที่ Migration agent ที่ออฟฟิศได้สอบถามเคสเพิ่มเติมกับตัวคุณสามีและภรรยา ก็สืบทราบเพิ่มเติมมาได้ว่า เอเจนท์ดังกล่าวแทบจะไม่ได้ขอเอกสารอะไรเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการยื่น partner visa เลย และแนบเอกสารประกอบเข้าไปแค่เพียง 5 ไฟล์เท่านั้นสำหรับการทำ partner visa ได้แก่

  1. ทะเบียนสมรสของทั้งคู่
  2. ใบเกิดของลูกคนโต
  3. เอกสารระบุที่อยู่ของทั้งคู่ โดยที่แนบไปตอนแรกมีเอกสารที่ระบุว่าอยู่ที่อยู่เดียวกันถึงแค่ปี 2011 และเป็นแค่เพียงสัญญาเช่าบ้านเท่านั้น ประเด็นนี้ที่น่าสนใจ คือ ควรจะมีจดหมายอื่นๆด้วย การมีสัญญาบ้านร่วมกัน ไม่ได้แปลว่าอยู่ด้วยกันจริงๆ ใช่หรือไม่
  4. บัตรประกันสุขภาพ
  5. จดหมายรับรองความสัมพันธ์จากพยาน 2 ท่าน สำหรับการทำ partner visa
คือนึกกันออกใช่ป่ะว่าสามีภรรยาคู่นี้ เขามีความสัมพันธ์กันมาเป็น 10 ปีแล้ว เอกสารมันควรจะมีมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่เคยโดนปฏิเสธมาแล้วถึง 2 ครั้ง...เอเจนท์ก็ไม่ควรปล่อยผ่าน ส่งเอกสารประกอบเข้าไปเพียงแค่นี้ นี่ที่จริงแล้วเคสนี้ยังต้องถือว่า อิมฯใจดีแล้วด้วยซ้ำนะครับ ถึงได้ขอเอกสารเพิ่ม และมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ถ้าเจอเจ้าหน้าที่ที่เคี่ยวๆ วีซ่าอาจจะปลิวไปแต่แรกโดยที่ไม่ขอเอกสารหรือข้อมูลมาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมแล้วก็ได้ โดยเอกสารที่ทางเอเจนท์เดิมได้แนบเข้าไปเพิ่มเติมก็ไม่ได้เยอะแยะมากมายเลย มีเพิ่มแค่อีก 4 อย่างเท่านั้นเอง ได้แก่
  1. ใบเกิดของลูกคนที่ 2
  2. บัญชีคู่ (Joint Bank Account) ที่ทั้งคู่เพิ่งไปเปิดตอนเดือนพฤษภาคม 2016 ประเด็นนี้ก็อีก คือ เอเจนท์ควรจะแนะนำให้ไปเปิดบัญชีคู่ด้วยกันตั้งนานแล้ว ถึงแม้ทางสามีภรรยาคู่นี้จะให้เหตุผลว่าสามารถเข้าถึงบัญชีหลักที่เป็นชื่อคนเดียวได้ตลอด แต่การเปิดบัญชีคู่ไม่ว่าจะมีเงินในบัญชีจำนวนมากหรือน้อย สำหรับอิมมิเกรชั่นแล้วมันคือ Financial Commitment ของคน 2 คนที่มีร่วมกันครับ
  3. เอกสารระบุที่อยู่เพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน
  4. จดหมายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ (Joint Relationship Statement)
แต่อย่างที่ทราบผลลัพธ์กันอยู่แล้ว ในที่สุดคุณภรรยาก็ถูกปฏิเสธวีซ่ามาในวันที่ 19 ตุลาคม 2016 ด้วยเหตุผลที่อิมฯไม่เชื่อว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นความจริง ตามที่ได้บอกไปนั่นแหล่ะ โดยบรรทัดฐานที่อิมฯเขานำมาประกอบการพิจารณาหลักๆก็จะมี 4 ข้อด้วยกัน (อันนี้ย้ำว่า ข้อหลัก นะครับ มันยังต้องมีปัจจัยอื่นๆอีกด้วย)
  • Financial Aspects
  • Nature of Household
  • Social Aspects
  • Nature of the Person's Commitment to each other
หมายเหตุ Migration agent ของ CPSydney office ได้สอบถามเพิ่มเติมจากสามีภรรยาโดยตรง และตัวน้าหนวดเองก็ได้อ่าน Decision Record ที่ปฏิเสธ partner visa มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลยสามารถนำข้อมูลมาเขียนให้ได้อ่านเป็นกรณีศึกษากันนะจ๊ะ แต่เราไม่สามารถเปิดเผยชื่อ หรือให้ดูเอกสาร Decision Record ทั้งหมดได้เนอะ แต่เดี๋ยวจะแนบใบปะหน้าที่ผ่าน AAT และได้รับการกลับคำตัดสินให้ดู รับประกันได้ว่า "ของจริง ไม่ได้เป็นเอกสารปลอมแน่นอน คริคริ"

หลังจากที่คุณภรรยา และลูกคนโตได้ถูกปฏิเสธวีซ่า...ทางตัวคุณสามีและภรรยาเองก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้ติดต่อและลองปรึกษากับ Justine (Migration agent ประจำ CPSydney office) ซึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยและฟังแนวทางแก้ไขจาก Justine ไป ทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจให้  CPSydney office เป็นคนดูแลเคสในส่วนของการอุทธรณ์กับ AAT และได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์เข้าไปในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2016 ซึ่งสิ่งที่เราได้ทำเป็นหลักๆเลยก็คือ การเขียน submission อธิบายแก้ต่างในประเด็นต่างๆที่อิมฯได้แย้งมา รวมถึงการเขียนอธิบายความสัมพันธ์ของทั้งคู่โดยละเอียด และร่าง timeline ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตั้งแต่เริ่มเข้าไปให้ทางเจ้าหน้าที่ AAT ดู และแนบเอกสารเพิ่มเติม หรือเอกสารเดิมบางตัวที่จำเป็นเข้าไป อย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่ AAT กับเจ้าหน้าที่อิมฯ ก็เป็นคนละคนกัน เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องแนบเอกสารเดิมเพื่อระบุความสัมพันธ์ที่เป็นความจริงของทั้งคู่เข้าไปด้วย

จนในที่สุด เจ้าหน้าที่ AAT ก็ได้เรียกให้ภรรยาและลูกคนโต พร้อมกับพยานอื่นๆเพิ่มเติม (ถ้ามี) ไปทำการ Hearing (การไต่สวนเพิ่มเติม เพื่อฟังคำตัดสิน) ในวันที่ 7 ธันวาคม 2017 ซึ่งผลลัพธ์ของการฟังคำตัดสินก็เป็นไปด้วยดี เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จนได้ส่งผลการกลับคำตัดสินกลับไปหาอิมมิเกรชั่นในวันที่ 11 ธันวาคม 2017 ทำให้อิมฯ grant partner visa ให้กับภรรยาและลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปัจจุบัน
นี่ก็เป็นกรณีศึกษาที่เราได้นำมาให้อ่านกันใน VisaTalk by CPSydney Online version ฉบับประจำเดือนตุลาคมนี้นะครับ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆเพื่อนๆบ้างไม่มากก็น้อย...เอาจริงๆ เรื่องวีซ่าก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆคนคิด อยากให้ทุกคนใส่ใจกับวีซ่าของตัวเองกันบ้าง ถ้ามัวแต่ทำงานไม่สนใจอะไรเลย แม้กระทั่งเงื่อนไขของวีซ่า หรือได้รับคำแนะนำที่ผิดจากเอเจนท์ตัวแทนบางที่ ก็อาจจะนำพาให้ทุกท่านไปสู่ปัญหาได้นะครับ

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องวีซ่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าครอบครัว หรือวีซ่าทักษะต่างๆ ก็สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ CPSydney office ได้เลยนะครับ เรามี Migration agent ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ หรือสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวีซ่าแต่สนใจอยากได้คำแนะแนวเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ CPSydney office ได้เลยที่ +61 2 9267-8522 หรือถ้าเป็นสาย social media ต่างๆก็จะทักทายกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd หรือ LINE ID: cpsydney2 ก็ได้นะครับ
ปล. อย่าลืม LIKE เพจของเราเพื่อติดตามข้อมูลทุนการศึกษา โปรโมชั่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับออสเตรเลียกันที่ลิงค์ด้านบนกันได้นะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด



วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้


วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

MyFutureMyCP: รู้ยัง..ในซิดนีย์มีสถาบันสอนเกี่ยวกับการทำเบื้องหลัง การแสดง และคอร์สออกแบบต่างๆ ด้วยนะ!!!

เอากันตรงๆ แบบไม่ต้องอารัมภบทอะไรมากมายละกันสำหรับฉบับประจำเดือนกันยายนนี้...เราจะมาพูดถึงสถาบันที่สอนเกี่ยวกับการทำเบื้องหลัง การแสดง และการออกแบบต่างๆ ในซิดนีย์ โดยสถาบันดังกล่าวที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในตอนนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่า "JMC Academy" นั่นเองนะจ๊ะ

น้องๆหลายๆคนอาจจะคุ้นกับชื่อเสียงเรียงนามของสถาบันแห่งนี้อยู่บ้าง หรือบางคนอาจจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ หรือบางคนอาจจะเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าในซิดนีย์นั้น มีสถาบันที่สอนในหลักสูตรที่เกี่ยวกับ Entertainment Industry อยู่ด้วย แต่นั่นไม่ใช่สาระหลักอะไรของบทความในฉบับนี้เลยครับ เอาเป็นว่าตอนนี้เราก็ได้รู้กันแล้วว่ามีสถาบันที่สอนเกี่ยวกับทางด้านนี้อยู่ หากน้องๆคนไหนสนใจ อยากจะพิจารณาสาขาการเรียนทางด้านนี้ไว้ในอ้อมใจ ก็ไปอ่านกันต่อกันอย่างรวดเร็วใน MyFutureMyCP 2018/6 ประจำเดือนกันยายนนี้ได้เลยครับ

ไปกันต่ออย่างรวดเร็ว...เชื่อหรือไม่ว่า JMC Academy เนี่ยะ เขาเปิดมานานกว่า 35 ปีแล้วทีเดียวเชียวแหล่ะ ไม่ใช่เป็นโรงเรียนที่เพิ่งเปิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการตามกระแสของเด็กๆที่เห่อหมออ้อย อยากเรียนการแสดง ทำเบื้องหลังในวงการบันเทิงแต่อย่างใด และด้วยความที่อยู่ยงคงกระพันด้วยหลักสูตรทางด้านอุตสาหกรรมความบันเทิงทั้งในหลักสูตรระดับวิชาชีพ และหลักสูตรระดับปริญญาตรีในระบบการศึกษาของประเทศออสเตรเลียมาอย่างยาวนาน จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า JMC Academy จึงได้รับการยอมรับในวงกว้างทั้งในและนอกประเทศออสเตรเลีย

นอกจากนี้ที่ได้บอกไปว่า JMC Academy นั้น มีเปิดการเรียนการสอนอยู่ในซิดนีย์ แต่แท้จริงแล้วทางสถาบันยังมี campus อื่นๆให้น้องๆได้เลือกเรียนอีกด้วยนะครับ โดย campus อื่นๆ ที่น้องๆสามารถเลือกไปเรียนได้ก็จะเป็นที่ Melbourne และ Brisbane เพราะฉะนั้นก็จะเท่ากับว่าจะมีทั้งหมด 3 campuses ด้วยกัน และคงต้องขอแสดงความเสียใจกับน้องๆที่อยากจะไปเรียนที่เมืองอื่นใน ณ ที่นี่ด้วย ไม่มีให้เรียนจร้าาาา อดนะครับ สมน้ำหน้า #หยอกหยอกหยอก


มาลงในรายละเอียดกันต่อว่า ที่ JMC Academy เขามีสอนทั้งในหลักสูตรวิชาชีพ และปริญญาตรีนั้น เขามีทางด้านสาขาไหนบ้างให้เราได้เลือกเรียน
  • Audio Engineering
  • Music Performance
  • Songwriting
  • Digital Design
  • Game Design
  • Animation
  • Film and Television Production
  • Entertainment Business
ก็เรียกว่าได้มีสาขาให้เลือกเรียนกันค่อนข้างหลากหลายอยู่พอสมควรกับทั้ง 8 สาขาที่ทางสถาบันมีให้...นอกจากนี้ ข้อดีอีกอย่างของสถาบันที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือ การที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในวงกว้างทั้งในและนอกประเทศออสเตรเลีย ทำให้นักเรียน local ที่นี่ที่สนใจในอุตสาหกรรมวงการบันเทิงก็มักจะนึกถึง และเลือกเรียนที่สถาบันแห่งนี้เป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักเรียนต่างชาติอย่างเราๆ ที่จะได้มีเพื่อนเป็นเด็ก local จะได้ blend เข้าสังคมวัฒนธรรมของคนออสเตรเลียได้ง่ายขึ้น เผลอๆอาจจะนำไปสู่ CONNECTION หรือโอกาสดีๆของการทำงานในออสเตรเลียหลังจากเรียนจบอีกด้วย และจากการที่เป็นที่ยอมรับอย่างวงกว้างในระดับสากล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คณาจารย์ของสถาบันมักจะได้รับคำเชื้อเชิญจากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนให้ไปเป็นวิทยากทั้งในและนอกประเทศออสเตรเลีย

และที่สำคัญที่สุด ที่ว่ากันด้วยของชื่อเสียงในระดับสากล JMC Academy เป็นเพียงสถาบันเดียวของออสเตรเลียที่ได้รับการยอมรับและจัดให้อยู่ในกลุ่มของ Berklee Global Partner ที่มีมาตรฐานการเรียนการสอนในหลักสูตร Music and Entertainment Management Programs อยู่ในระดับสากลที่นับได้ว่าเป็นอันดับต้น หรือเต้ยทางด้านนี้ของโลก ด้วยเหตุผลประการทั้งหมดในเรื่องของคุณภาพ และภาพจำที่ชัดเจนของทางสถาบัน ทำให้นักเรียนของ JMC Academy มักจะได้รับโอกาสหน้าที่การงานที่ดีจากองค์กรทางด้านอุตสาหกรรมความบันเทิงต่างๆทั่วโลก

ท้ายสุด สำหรับ JMC Academy ในฉบับเดือนกันยายนนี้...เรามีประสบการณ์ตรงของศิษย์เก่าอย่าง คุณเอย A&R Manager จาก Great Odyssey Records ของบริษัทในเครือ JSS Productions ที่เคยเรียนที่สถาบันแห่งนี้มาเล่าสู่กันฟังให้ได้อ่านอีกด้วยนะครับ

“ผมเลือกเรียนที่ JMC Academy ในหลักสูตร Entertainment Business Management เป็นเวลา 3 ปีด้วยกัน หลังจากสำเร็จการศึกษาจากทางสถาบันก็ได้งานทำที่กรุงเทพฯ ในตำแหน่งของ A&R Manager ที่ Great Odyssey Records บริษัทในเครือของ JSS Productions ที่ทำเกี่ยวกับเครื่องเสียง และจัดคอนเสิร์ตในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นการนำนักร้องเข้ามาจากต่างประเทศ หรือนักร้องในประเทศ โดยผมได้รับผิดชอบในส่วนของการดูแลค่ายเพลง จัดงาน event และจัดคอนเสิร์ต...สาเหตุที่เลือกเรียนที่นี่ ก็เพราะว่ามีความสนใจในเรื่องของดนตรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเลือกเรียนกับสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยตรงอย่าง JMC แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะสถาบันแทบจะสอนทุกอย่างตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปถึงขั้น advanced เรียกได้ว่าเริ่มจากศูนย์เลยก็ว่าได้ และสอนแบบให้นักเรียนได้มีทางเลือกของตัวเองว่าตัวเองจะถนัดทางด้านไหนเป็นพิเศษที่จะสามารถต่อยอดให้กับตัวเองในอนาคตได้ นับได้ว่าเป็นสถาบันที่เหมาะกับคนที่ชอบสายงานทางด้าน creative และต้องการทำงานในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ”

สุดท้ายแล้วจริงๆ สำหรับฉบับนี้...หากใครได้อ่านบทความฉบับนี้แล้วมีความสนใจใครรู้ อยากจะรู้จักสถาบันนี้เพิ่มเติม ก็สามารถ direct ด้วยตัวเองได้เลยที่ https://www.jmcacademy.edu.au/ หรือจะสอบถามเพิ่มเข้ามาที่ CPSdyney office ก็สามารถโทรมาหาเราได้ที่ +61 2 9267 8522 หรือจะทักแชทเข้ามาที่ CPSydney Facebook Page https://www.facebook.com/cpsyd/ ได้เลยนะครับ #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney


#น้าหนวด


วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

รัฐบาลใหม่ (ที่อาจจะ) ไฉไลกว่าเดิม และเงื่อนไขการทำงานของคนที่ติดตามวีซ่านักเรียน

มามามา...ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงกันให้เสียเวลาในฉบับประจำเดือนกันยายนนี้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้ออสเตรเลียได้ผลัดใบเข้าสู่รัฐบาลใหม่ภายใต้ผู้นำคนใหม่อย่างท่านนายกรัฐมนตรี Scott MORRISON เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ละก็ได้ประกาศคณะรัฐบาลใหม่ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกันตั้งแต่สิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา (สามารถคลิกลิงค์นี้ เพื่อเข้าไปดูคณะรัฐบาลชุดใหม่ได้เลยค่ะ https://www.theguardian.com/australia-news/2018/aug/26/cabinet-reshuffle-full-list-of-scott-morrisons-new-ministry)

เอาจริงๆแล้ว ดูผิวเผินทั่วไปมันคงไม่มีอะไรที่คนไทยอย่างเราๆจะต้องใส่ใจอะไรมากหรอก แต่ ประเด็นความน่าสนใจมันอยู่ที่ตรงที่ท่านนายกรัฐมนตรี Scott MORRISON ได้ทำการโยกย้ายธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำวีซ่าต่างๆในออสเตรเลียออกมาจาก Department of Home Affairs (DHA) แล้วจับมาใส่อยู่ในขอบเขตการดูแลของ Department of Immigration, Citizenship, and Multicultural Affairs แทนหน่ะสิ

หลายๆคนอาจจะงงงวยสงสัยว่าแล้วไงอ่ะ เดี๋ยวน้าหนวดจะเท้าความให้ฟัง เอาเลยนะ...




ย้อนความกลับไปในสมัยของกรุงศรึอยุธยา อะปะติถุยยยย #หยอกหยอก เอาแค่กลับไปในสมัยของอดีตท่านผู้นำอย่าง Malcolm TURNBULL ก็พอ คือก่อนที่ TURNBULL จะเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พวกธุรกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องของวีซ่าต่างๆในออสเตรเลียก็อยู่ภายใต้การดูแลของ Department of Immigration and Border Protection (DIBP) ของมันเป็นปกติ แต่พอพี่แกเข้ามาบริหารงานเท่านั้นแหล่ะ แกดันมีความคิดที่ค่อนข้างหัวโบราณ และอยากจะสงวนสิทธิ์ทุกอย่างไว้ให้คนออสเตรเลียมากกว่าที่จะแบ่งปันให้แก่ชาวต่างชาติที่ (อาจจะ) มีศักยภาพในการทำงานที่ก่อให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินมากกว่าคนออสเตรเลีย (พูดถึงเรื่องนี้ละน้าก็คันปากยิบๆ ลืมกันไปรึเปล่าว่าจริงๆแล้วแผ่นดินออสเตรเลียนั้นดั้งเดิมเป็นของพวกอะบอริจิน ใครเล่าหนาที่มาพบเจอในภายหลังแล้วใช้วิธีอะไรก็ไม่รู้เอามาเป็นของตัวเอง #เรืองนี้พูดเยอะไม่ได้เดี๊ยวเจ็บคอขอจิกกัดเบาๆก็พอละกัน555 ไม่ใช่อะไรหรอกครับมันละเอียดอ่อน ยกขึ้นมาเป็นประเด็นเพิ่มอรรถรสขำๆไปนะ ไม่เครียดน้าาาา) อดีตนายกฯคนดีท่านนี้เลยมีนโยบายผนวกเรื่องของวีซ่าเข้ากับเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศจากภัยคุกคามต่างๆ ซะอย่างนั้น ก่อให้เกิดกระทรวงใหม่ที่เรียกว่า "Department of Home Affairs (DHA)" ขึ้นมานั่นเองงงง และแต่งตั้งให้ Peter DUTTON ดูแลกระทรวงดังกล่าว อันเป็นผลให้วีซ่าต่างๆดูยากขึ้นไปหมดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจากนโยบายที่นำเรื่องของวีซ่าและผู้อพยพไปอยู่ภายใต้การดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศจากภัยคุกคามต่างๆ ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกคัดค้านจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย ผู้ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพเชิงบวกของชาวต่างชาติ หรือผู้อพยพ และมีมุมมองที่แตกต่างออกไปจากอดีตนายกฯ TURNBULL และ รมต. DUTTON เพียงแต่ในเวลานั้นอดีต รมต. ท่านนี้ ไม่มีแรงสนับสนุนที่เพียงพอ ทำให้ข้อคัดค้านของท่านได้แตกพ่ายในที่สุด



ถูกต้องละครับ...อดีต รมต. ว่ากาารกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย ท่านนั้นก็คือ "นายกรัฐมนตรี Scott MORRISON" คนปัจจุบันของรัฐบาลออสเตรเลีย (คนที่ 31) นั่นเอง

พอคราวนี้หลังจากที่ท่านนายกฯ MORRISON ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ท่านก็นำความคิดที่เคยคัดค้านไว้มาใส่ในแนวทางของท่านด้วย โดยยังคงให้มีกระทรวงความมั่นคงของประเทศออสเตรเลียอย่าง Department of Home Affairs ที่ดูแลในเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของออสเตรเลียจากภัยคุกคามต่างๆ และให้ Peter DUTTON เป็น รมต. ประจำกระทรวงอยู่เหมือนเดิม แต่ให้มุ่งเน้นในเรื่องของความปลอดภัย และจำกัดภัยคุกคามต่างๆไว้ในเรื่องของ Cyber Security, Law Enforcement, Border of Protection, และ Security Agencies

แล้วโยกธุรกรรมเรื่องของวีซ่าและอิมมิเกรชั่นต่างๆไปที่ อีกกระทรวงหนึ่งที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นอย่าง Department of Immigration, Citizenship, and Multicultural Affairs นั่นเอง และให้ David COLEMAN เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว...อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยังไม่ทราบนโยบายที่แน่ชัดของท่านนายกฯ MORRISON และท่าน รมต. COLEMAN ว่าจะมีนโยบายต่อชาวต่างชาติและผู้อพยพในออสเตรเลียอย่างไร แต่อย่างน้อยก็ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี จริงไหมครับ???



มาต่อด้วยคำถามยอดฮิตอีกประเด็นเลยครับ "ทำวีซ่าติดตามแฟนที่เป็นนักเรียน สามารถทำงานได้กี่ชั่วโมง ครับ/ค่ะ?"

  • ตามเงื่อนไขในการทำงานของคนที่ถือวีซ่าติดตามนักเรียน (Condition 8104)...คนที่ติดตามนักเรียนจะสามารถทำงานได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ โดยจะสามารถเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อคนหลักที่เป็นคนเรียนได้เริ่มเรียนไปแล้วเท่านั้น
  • ข้อยกเว้น คนติดตามจะสามารถทำงานได้มากกว่า 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ ก็ต่อเมื่อคนหลักที่เป็นนักเรียนลงทะเบียน และเริ่มเรียนในหลักสูตรปริญญาโท หรือปริญญาเอกไปแล้วเท่านั้น

ไหนๆก็วนมาเรื่องวีซ่านักเรียนแล้ว ก็ไปต่อให้สุดกับเงื่อนไขการทำงานของคนที่ถือวีซ่านักเรียน (Condition 8105) เลยละกัน...ในเรื่องของชั่วโมงการทำงานก็เหมือนกับตัว 8104 เลยครับ คือสามารถทำงานได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ ก็ต่อเมื่อเริ่มเรียนไปแล้ว และอยู่ในช่วง course in session เท่านั้น โดยจะสามารถทำงานได้แบบ unlimited hours ตอน course out of session ครับ
  • Course in session
    • อยู่ในช่วงระยะเวลาเรียนตามที่ระบุไว้ในเอกสารยืนยันการสมัครเรียน หรือ CoE ครับ
    • คอร์สเรียนเพิ่มเติมช่วงปิดเทอมก็เอามานับได้เหมือนกันนะ แต่คอร์สเสริมพวกนั้นจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรที่เรียนอยู่ในปัจจุบัน (และถ้าเอาให้ปลอดภัยที่สุดก็ควรจะมี CoE ยืนยันด้วยนะจ๊ะ)
  • Course out of session
    • ช่วงปิดเทอม
    • ในกรณีที่ถูกยกเลิก หรือเลื่อนคอร์สโดยสถาบันที่สอดคล้องกับ Standard 9 of the National Code of Practice for Providers of Education and Training to Overseas Students
    • จบคอร์สตาม CoE เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีระยะเวลาของวีซ่าเหลืออยู่ตามที่อิมฯได้ grant มาให้ (อันนี้ในกรณีสำหรับคนที่จะไม่เรียนอะไรต่อแล้วเท่านั้นนะครับ...ถ้าคนที่จะเรียนต่อ อย่าลืมว่าควรจะมี CoE ของคอร์สใหม่มารองรับต่อจากหลักสูตรเดิมที่จบไปภายใน 1 เดือน)
    • หลักสูตรที่ลงทะเบียนเรียนมาถูกยกเลิกจากความผิดพลาดของโรงเรียน (อันนี้ก็ไม่ใช่ว่าปล่อยไหล ไม่หาคอร์สใหม่มาแทนที่เลยนะจ๊ะ เหมือนที่เพิ่งบอกไปข้างบนเลยว่า "ควรจะมี CoE ของคอร์สใหม่ภายใน 1 เดือน")
โดยการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ ที่ว่าเนี่ยะ จะไม่นับรวมกับการทำงานที่อยู่ในรูปแบบของโปรแกรมฝึกงานที่มากับหลักสูตรที่ลงทะเบียนเรียนไป อาทิเช่น พวกหลักสูตรการทำอาหาร และการเลี้ยงเด็ก ที่มักจะมีชั่วโมงฝึกงานบังคับรวมอยู่ในหลักสูตร นอกจากนี้พวกงานอาสาสมัครต่างๆก็จะไม่นับรวมว่าเป็นการทำงานเหมือนกันนะครับ

สุดท้ายข้อยกเว้นที่นักเรียนจะสามารถทำงานได้แบบ unlimited hours ได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในช่วง in  หรือ out of session ก็คือ นักเรียนคนนั้นจะต้องเรียนในหลักสูตร Master Degree by Research หรือ Doctoral Degree ในออสเตรเลียเท่านั้น แต่จะต้องรอให้เริ่มเรียนในหลักสูตรดังกล่าวก่อนนะจ๊ะถึงจะทำงานแบบ unlimited ได้ ถ้าแบบยังเรียนภาษาอังกฤษเป็นแพคเกจอยู่ ก็ทำงานได้ 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ เหมือนเดิมครับ
Source: https://www.homeaffairs.gov.au/trav/stud/more/work-conditions-for-student-visa-holders

สุดท้ายน้าหนวดต้องขอตัวลาไปก่อนในฉบับนี้ ไว้ฉบับหน้าจะเอาสาระดีๆมาเล่าสู่กันฟังให้ได้อ่านกันอีกครั้งนะจ๊ะ...สำหรับที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มติมเกี่ยวกับการเรียนต่อในออสเตรเลีย รวมถึงวีซ่าทำงาน วีซ่าทักษะ และวีซ่าครอบครัวต่างๆ ก็สามารถติดต่อ CPSydney office ได้เลยตามรายละเอียดที่อยู่ด้านล่างนี้ สะดวกช่องทางไหนก็เต๊าะกันเข้ามาได้เลยจร้าาาา #ด้วยความปรารถนาดีจากCPSydney

#น้าหนวด



วางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง คำนึงถึงอนาคตที่ดีของทุกคน CPSydney สิคะ...วีซ่านักเรียน วึซ่าทำงาน และวีซ่าครอบครัวต่างๆ #AllServicesYouNeedEndHere #CPSydneyชื่อนี้มีแต่ให้